"....การปฏิบัติต่อสางของชุมชน ชาวบ้านจะมีสิ่งที่เรียกว่า ‘ธาตุ’ สำหรับให้สางอยู่ ซึ่งก็จะสอดคล้องกับความเชื่อว่า การตายก็คือการที่ธาตุแตก หรือองค์ประกอบด้านกายธาตุหายไป จึงต้องทำธาตุให้อยู่ ซึ่ง ธาตุ ดังกล่าวนี้ มักทำด้วยไม้แกะสลักและสามารถพบเห็นได้ตามบ้านเรือนเก่าแก่...."

ภรรยาผมชวนผมคุยเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับชีวิตหลังตายหรือเรื่องเกี่ยวกับจิตวิญญาณในความหมายความเชื่อเรื่องเกี่ยวกับผี ว่าผมเชื่อหรือไม่อย่างไร

  ผมไม่ค่อยเชื่อเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้  แต่ก็ไม่สามารถบอกได้อย่างหนักแน่นเหมือนกัน เพราะในความเป็นจริงแล้วแนวคิดเรื่องทำนองนี้ผมออกไปในวิธีคิดเรื่อง สาง เสียมากกว่า ซึ่งต้องมองด้วยโลกทรรศน์อีกแบบหนึ่ง  จึงเป็นเรื่องของการมองคนละแบบมากกว่าจะเป็นเรื่องว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ

ผมเล่าไปก็นึกขึ้นได้ว่าเคยตั้งใจว่าจะศึกษารวบรวมเรื่องพวกนี้ไว้แล้วก็เกือบลืมเลือนไป  ตั้งใจว่าจะใช้โอกาสที่ได้กลับบ้านเกิด  ที่อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์  ออกแบบเวทีให้เรื่องนี้เป็นหัวข้อย่อยหัวข้อหนึ่งสำหรับการคุยกันของชาวบ้านให้ร่วมกันสร้างความรู้สืบทอดภูมิปัญญาของชุมชนและสร้างพลังการจัดการอย่างมีส่วนร่วมผ่านการเรียนรู้เรื่องชุมชนตนเอง  แปรการกลับบ้านให้เป็นการเยี่ยมยามแบบสร้างพลัง (Empower Visitting) ซึ่งผมจะหาเรื่องทำแบบนี้ทุกปี                         

ที่ชุมชนท้องถิ่นแถวบ้านผมมีความเชื่อเรื่องสางซึ่งสะท้อนโลกทรรศน์ต่อสรรพสิ่งที่น่าสนใจมาก โดยไม่ใช่เป็นเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับชีวิตหลังตายและเรื่องเกี่ยวกับวิญญาณหรือเป็นเรื่องผีโดยตรง ทว่า  สาง  จะหมายถึงคนที่ไม่มีรูปกายหรือกายภาพของตนเองอีกต่อไป  ไม่ใช่เป็นผีหรือเป็นวิญญาณในความหมายที่มีนัยว่าเป็นผี  หรือสางซึ่งเป็นคำพ้องของ เสือสาง ในความหมายเชิงลบ  

คติความเชื่อของชุมชนดังกล่าวเชื่อว่าเมื่อญาติพี่น้องและคนที่เรารู้จักมักคุ้นถึงคราดับขันธ์แล้วเขาจะเรียกว่าธาตุแตกสลาย  หรือ ดับขันธ์ ไม่ได้เรียกว่าตาย           

ในชุดความคิดที่อธิบายเรื่องธาตุแตกสลายนั้น วางอยู่บนแนวคิดเรื่องความเป็นสรรพสิ่งของกองธาตุทั้ง 4  คือ  ดิน  น้ำ  ไฟ ลม ส่วนการดับขันธ์ก็อธิบายสรรพสิ่งด้วยขันธ์ทั้งห้า อันได้แก่  รูป เวทนา  สัญญา สังขาร และวิญญาณ 

เมื่อธาตุแตก  ก็เป็นการหวนคืนสู่ความเป็นสามัญของธรรมชาติ  ไม่ได้หายไปไหน  การตายของคนเราจึงเป็นเพียงการเปลี่ยนจากสถานะหนึ่งไปสู่อีกสถานะหนึ่ง หรือจากการเป็นบุคคลที่มีตัวตนทางกายภาพสู่การเป็น สาง  ซึ่งคล้ายกับการอธิบายถึงการมีอยู่ของอีกมิติหนึ่ง ยังอยู่ร่วมกับญาติพี่น้องเหมือนเดิม ไม่ได้จากหายไปไหน

  เมื่อตอนผมเป็นเด็ก   หากมีการเชิญหมอลำมาแสดงในการมงคลต่างๆที่เล่นกันสว่างนั้น ตอนที่จะเลิกเมื่อถึงใกล้ฟ้าสาง ก่อนจะจบลงที่เพลงลาและปวารณาความเป็นญาติพี่น้องกันฉันท์เพื่อนมนุษย์  ก็มักจะมีเพลงออกกล่าวถึงชีวิตและการก้าวข้ามห้วงชีวิตหนึ่งๆสู่ชีวิตในอุดมคติด้วยการศึกษาและปฏิบัติธรรม  

อำนวยอวยพรกันให้มีความงอกงาม ให้มั่นอยู่ในการปฏิบัติชีวิตให้งอกงาม ให้ได้พบพระชินสีห์ และสารพัดที่สะท้อนภูมิธรรมและภูมิปัญญาในการสื่อสารเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ซึ่งในบรรยากาศที่ได้ฟังลำกันมาอย่างสนุกสนาน กระทั่งเห็นตะวันรุ่งยามฟ้าสางแบบนั้น จัดว่าเป็นอุปราการที่ชวนให้ซาบซึ้งและมีพลังต่อการดำเนินไปของวิถีชุมชนมาก วิธีอธิบายแบบนี้ชีวิตจัดว่าเป็นการเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเป็นห้วงๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างเป็นธรรมดา เท่านั้น               

หากได้ยินชาวบ้านเรียกว่า สางโน่น สางนี่ แล้วก็ตามด้วยชื่อผู้ดับขันธ์ไปแล้ว ก็ต้องเดาไว้ก่อนว่า ผู้นั้นเป็นญาติของผู้พูดหรือเป็นผู้ที่ได้รับความเคารพนับถืออย่างยิ่งของชาวบ้าน เช่น ยายทวดผมชื่อว่า ยายทา ทั้งผมและญาติพี่น้องก็มักจะเรียกยายทวดว่า  สางยายทา ซึ่งมีนัยต่อความนอบน้อมและผูกพันเหมือนยังอยู่ด้วยกัน ดังนี้เป็นต้น

วิธีคิดและธรรมเนียมแบบนี้คล้ายกับแนวคิดเรื่อง หม้อและน้ำเต้าบรรพบุรุษ ในวิถีชุมชนบ้านหนองขาว อำเภอพนมทวน  จังหวัดกาญจนบุรีมาก โดยครอบครัวในกลุ่มเครือญาติหนึ่งๆจะมีหม้อบรรพบุรุษสืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่นและมีวิถีปฏิบัติในการธำรงการเป็นอยู่ด้วยกันอย่างเป็นระบบมากทีเดียว เช่น เมื่อลูกคนหัวปีแต่งงาน ก็จะได้รับการส่งต่อหม้อบรรพบุรุษจากพ่อแม่ ให้นำไปดูแลรักษาและเป็นหลักของเครือญาติ เมื่อตนเองมีลูกและลูกคนแรกแต่งงานก็จะต้องส่งต่อให้แก่รุ่นต่อไป เช่นนี้ไปเรื่อยๆ                  

ปัจจุบันนี้ ประเพณีดังกล่าวนี้ยังคงปฏิบัติอยู่ในวิถีชุมชนอย่างแข็งขัน ท่านที่สนใจยังคงไปเยี่ยมเยือนได้  หรือจะให้ท่านอาจารย์ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากรและลูกศิษย์ในสำนักวิจัยแนวของท่านมาคุยให้ฟังก็จะได้พลังปัญญาและแรงบันดาลใจอย่างเอกอุ          

เท่าที่เคยได้ยินได้ฟังนั้น คนเราสามารถเป็นสางได้สองแบบ คือ  ตาย หรือดับขันธ์ และเล่นคาถาอาคมแปลงร่าง หรือออกจากร่างตนเองแล้วไม่สามารถกลับคืนสู่ร่างเดิมได้ ทำให้ต้องพาตนเองที่แยกออกจากร่างเดิมไปอยู่ในร่างของสิ่งอื่น เช่น  อยู่ในร่างของเสือ ร่างของวัว แต่แนวการอธิบายอย่างนี้ มักไปปนกับความเชื่อเรื่องการถูกวิญญาณเข้าสิง               

  ชาวบ้านจะเรียกผู้ดับขันธ์  หรือผู้ล่วงลับไปแล้วว่า สาง และมีนัยต่อการนับญาติและให้เกียรติแก่ผู้ที่ได้รับการกล่าวถึง ต่างจากคติเรื่องผี  ซึ่งผีในคติแบบนี้จะจัดว่าเป็นสิ่งที่เป็นเรื่องร้ายและเป็นฝ่ายอธรรม  อีกทั้งเชื่อว่าเป็นวิธีคิดที่มาในอีกโลกทรรศน์หนึ่ง ทว่าเข้ามาผสมผสานกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดพื้นฐานของวิธีคิดแบบศาสนาผีจะวางอยู่บนอำนาจแห่งความกลัวหรือความเชื่อพลังอำนาจภายนอกตน                 

ส่วนวิธีคิดเรื่องสางนั้นคล้ายกับแนวคิดอิทัปปัจจยตาและปฏิจจสมุปบาทเสียมากกว่า  เช่น ในการทำพิธีกรรมต่างๆ ก็จะสะท้อนระบบคิดและการอธิบายที่ไปด้วยกัน เป็นต้นว่า เครื่องบูชาและแสดงความเคารพต่างๆ มักจะเรียกว่า ขันธ์ห้า ซึ่งจะมีอยู่ในแทบทุกกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นการไหว้พระ การไหว้ผู้ใหญ่ การไหว้ครู หรือการทำความเคารพกันของสามีภรรยา                

การแต่งขันธ์ห้าก็มักทำง่ายๆ โดยเน้นองค์ประกอบที่บ่งบอกถึงสาระความเป็นบางสิ่งในสถานการณ์นั้นมากกว่าเจาะจงสิ่งของที่นำมาใช้ว่าจะต้องเป็นแบบนั้นๆ อย่างตายตัว                     

หลักๆก็คือ ดอกไม้  ธูป  เทียน  ซึ่งทำเป็น ๕ ชุดเสมอ (แทนองค์รวมของสรรพสิ่งอันประกอบด้วย  รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร และวิญญาณ)  ทว่า  จำเพาะการไหว้ครูนั้น กลับจะใช้ธูปชุดละสองดอก โดยสื่อความหมายถึงการมอบตัวความเป็นศิษย์นั้นว่า ปัจเจกมีฐานะเสมือนภาชนะอันว่างเปล่าดังกองแห่งรูปและนามเท่านั้น ยังขาดวิญญาณธาตุ หรือธาตุแห่งการรู้และการบรรลุธรรมในเรื่องนั้นๆ  ส่วนขันธ์ห้าในพิธีการอย่างอื่นจะใช้ธูปห้าดอกและสามดอกสำหรับการทำขันธ์ห้าบูชาพระรัตนตรัย                      

นอกจากแถวบ้านผมแล้ว บางท่านอาจเคยเห็นชุมชนในชนบทหลายแห่งมักมีพานหมากพลูและธูปเทียนห้าชุดตั้งอยู่ในท่ามกลางดอกไม้บูชาพระ เขาเรียกว่าขันธ์ห้าครับ  แต่คนรุ่นใหม่อาจจะไม่รู้ว่าคืออะไร บางทีเลยนำไปรวมกับเครื่องทำพิธีกรรมอย่างอื่นไป พอถอดรหัสภูมิปัญญาระหว่างรุ่นไม่ออกก็เลยคิดว่าเป็นเครื่องเซ่นไหว้ในพิธีไสยศาสตร์ไป

เมื่อตอนผมหัดแตรวงและไหว้ครู รวมไปจนถึงการครอบครูช่าง  ก็เคยมีประสบการณ์ได้ทำขันธ์ห้าเพื่อมอบตนแก่ครูด้วยคติอย่างนี้เหมือนกัน ทว่า ในระยะต่อมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ค่อยเห็นมีแล้ว 

วิธีคิดดังกล่าว มีพื้นฐานที่สอดคล้องและไปกันได้อย่างดีกับแนวคิดในพุทธศาสนา               

สางนั้นเราจะต้องเชิญชวนเข้าบ้าน ชวนกลับบ้าน และปฏิบัติเหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวและชุมชน ส่วนในคติความเชื่อเรื่องผีและวิญญาณหลังตายนั้น มักจะมีวิธีคิดที่จัดว่าผีกับคนเป็นคนละพวก                  

  การปฏิบัติต่อสางของชุมชน  ชาวบ้านจะมีสิ่งที่เรียกว่า ‘ธาตุ’ สำหรับให้สางอยู่ ซึ่งก็จะสอดคล้องกับความเชื่อว่าการตายก็คือการที่ธาตุแตกหรือองค์ประกอบด้านกายธาตุหายไป จึงต้องทำธาตุให้อยู่ ซึ่ง ธาตุ ดังกล่าวนี้ มักทำด้วยไม้แกะสลักและสามารถพบเห็นได้ตามบ้านเรือนเก่าแก่ ในวัดหลายแห่งเราอาจพบว่าชาวบ้านและชุมชนเรียกสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีลักษณะบ้างคล้ายเจดีย์  บ้างคล้ายสถูป ที่ใช้เก็บกระดูกญาติพี่น้องว่า ธาตุ                 

บางครั้งเราจึงจะพบว่าชาวบ้านอาจทำหัวบันไดหรือหัวเสาให้เหมือนกับตัวคน ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เป็นกายธาตุสำหรับสางของพ่อแม่ปู่ย่าตายายจะได้ถือเอาสิ่งที่ลูกหลานและญาติพี่น้องสร้างให้นั้นเป็นเรือนธาตุ ให้ธาตุที่เหลือได้อยู่อาศัยและอยู่เป็นกำลังใจของลูกหลาน  ชาวบ้านและชุมชนจึงมักอบรมสั่งสอนลูกหลานว่าอย่านั่งหัวบันไดหรือเหยียบหัวบันไดเพราะเป็นหัวของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย หรือบรรพชน ซึ่งนับว่าแยบคายมาก  

เป็นทั้งศิลปะแห่งความศรัทธาและความเคารพรักเทอดทูน เป็นปริศนาธรรม การสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อจรรโลงภูมิปัญญาร่วมกันของสังคมให้กลมกลืนอยู่ในชีวิตประจำวัน รวมทั้งเป็นกุศโลบายในการป้องกันอุบัติเหตุแก่เด็กๆ ลึกซึ้งและแยบคายจริงๆ          

ในคติเรื่องสาง ชาวบ้านจึงไม่มีแนวคิดที่จะถือญาติพี่น้องหรือคนที่รู้จักมักคุ้นที่เสียชีวิตว่าเป็นผีสางและสิ่งที่น่ากลัวเกรง  ทว่ากลับถือว่ายังอยู่ด้วยกัน เพียงแต่ขาดธาตุเรือนกายเท่านั้น               

  ในแนวคิดดังกล่าวนี้   เชื่อว่า  มนุษยชาติถือเป็นพี่น้องกัน และร่วมโคตรเหง้าจากปู่สังกะสาและย่าสังกะสีเหมือนกัน ซึ่งปู่สังกะสาและย่าสังกะสีนี้  เมื่อครั้งไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลกนั้น ได้อยู่รอดมาเป็นผู้ให้กำเนิดมนุษย์ทั้งโลกโดยอาศัยอยู่ในต้นตะโก                 

การที่ต้นตะโกต้องเปลือกดำเป็นถ่านอย่างที่เราเห็นในทุกวันนี้นั้น คนเฒ่าคนแก่เล่าสืบสานให้ฟังว่า ก็เนื่องจากเป็นธาตุกายให้ปู่สังกะสาและย่าสังกะสีหลบไฟบัลลัยกัลป์ล้างโลกและอยู่รอดมาเป็นต้นตระกูลของมนุษย์ตราบจนทุกวันนี้ ปู่สังกะสาและย่าสังกะสีจึงเป็นต้นตำรับขอสาง                   

นอกจากนี้  ยังมีประเพณี จุมมะลา  สำหรับการปฏิบัติต่อสาง และเปิดโอกาสให้ผู้ที่ยังดำเนินชีวิตตามปรกติได้มีโอกาสเชื่อมโยงและสร้างความเป็นสังคมเดียวกันกับสางญาติพี่น้อง โดยประเพณีดังกล่าวมักจัดในช่วงสงกรานต์หรือเมื่อเกิดกรณีทุกข์ร้อน               

ในประเพณีจุมมะลานี้ชาวบ้านจะเตรียมสิ่งของเป็นอย่างดีเหมือนกับการเตรียมให้กับญาติพี่น้อง ทั้งอาหารคาวหวาน เหล้ายาปลาปิ้ง ไก่ต้ม ขนมนมเนย พร้อมกับเตรียมสิ่งที่เป็นธาตุรองรับการสถิตย์ของสางในโอกาสอันพิเศษนี้ คือ ไข่ต้ม และ คนทรง                         

ชาวบ้านจะร่ายรำและชวนเชิญสางทั้งมวล ซึ่งเรียกรวมๆว่า จุมมะลา ให้มากินอาหารและสนทนากัน ผ่านการเข้าไปอยู่ในไข่  หรือเข้าไปทรงในร่างของผู้ที่ผลัดกันอาสาออกไป รำจุมมะลา  

ในการตั้งไข่ต้ม  ชาวบ้านจะช่วยกันร้องว่า  "ตั้งไข่ล้ม  ต้มไข่กิน...." วนเวียนกันอยู่อย่างนี้เหมือนเป็นการเสี่ยงทาย  หากไข่ต้มไม่ล้มเมื่อถูกจับตั้งก็เชื่อกันว่ามีจุมมะลาหรือสางของญาติพี่น้องมาหา ชาวบ้านก็จะชวนกันพูดคุย ถามไถ่ ชวนกินข้าวปลาอาหาร แล้วก็เชิญออก เสร็จแล้วก็เชิญจุมมะลาต่อไปออีก

นอกหมู่บ้าน จึงมักจะมีศาลของจุมมะลา และศาลของจุมมะลานี้  ทำให้ผู้คนจากชุมชนดดยรอบมีความสำนึกในการมีจุมมะลาและศาลจุมมะลาเดียวกัน ผู้คนจึงนับถือเป็นพี่น้องกันแม้ต่างหมู่บ้าน.