ทำไมต้อง Interactive
(บทความที่ถ่ายทอดนี้เรียบเรียงจากสิ่งที่ระลึกได้ สมัยเป็นนิสิต ถ้าผิดถูกประการใดช่วยท้วงติง เพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน)
Interactive บางคนอ่านว่า อิน-เตอร์-แอค-ทีพ (สำเนียงไทยแท้)แต่ถ้าออกเสียงให้ดูมีวุฒิการศึกษาแถว กทม.ก็จะออกเสียงว่า อิน-เทอะ-แรค-ทีพ(แบบว่าเอาตัว ร ควบกล้ำกับ แอค กลายเป็น แรค) ปลายทางของการเรียนการสอนก็คือ การเรียนรู้ (Learnning) คือมีความคงทนของสิ่งที่ได้เรียนรู้อยู่ระยะหนึ่งหรือตลอดไป และที่สำคัญมีการเปลี่ยนพฤติกรรม คนเราจะเกิดการเรียนรู้ได้ก็โดยการถ่ายทอดอาจจะแบ่งเป็น 2 ลักษณะ1. เรียนรู้โดยธรรมชาติ ที่เขาเรียนว่าสัญชาตญาณ (INSTINCT) จะฝังอยู่ในหน่วยชีวิตที่เล็กที่สุดในระดับชีวเคมี สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดก็จะมีพฤติกรรมต่างกันออกไป และก็จะเกิดการเรียนรู้สัญชาตญาณ
2.เรียนรู้โดยผ่านการถ่ายทอดความรู้ คือเรียนจากสิ่งที่คนอื่นสร้างองค์ความรู้ไว้ โดยเชื่อว่าการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ถ่ายทอดได้ตรงกับเป้าหมายมากที่สุด ก็คือ ประสบการณ์ตรง (Learnning By Doing ) เพราะการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ผู้เรียนมีโอกาสโต้ตอบกับของจริงผ่านประสาทสัมผัสของตนเอง วิเคราะห์แยกแยะสิ่งที่พลั่งพรูเข้าสู่สมอง และกล้ามเนื้อ เกิดความชำนาญ และความรู้นี้ก็จะมีความคงทน การโต้ตอบกับของจริง สิ่งนี้แหละที่เราเรียนว่า Interactive
ก็เกิดคำถามตามมาว่า ? ในเมื่อรู้แล้วว่า การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ดีที่สุด ทำไมต้องให้มนุษย์ไปเรียนรู้ผ่านสื่อ หรือตัวกลางถ่ายทอดความรู้ เหตุผลก็เพราะว่า การเรียนรู้ในชีวิตจริง บ้างเรื่อง ยากที่จะทำให้เกิดได้ซ้ำแล้วซ้ำอีก, อันตรายเกินไป , อยู่ไกลมาก, ราคาแพง, หรือ ฯลฯ นักวิชาการก็เลยคิดค้นวิธีการถ่ายทอดความรู้ด้วยรูปแบบต่างๆ และเรียงลำดับวิธีการเหล่านี้
โดยเรียงลำดับตามประสิทธิภาพของการถ่ายทอดความรู้ จากใกล้เคียงกับ ประสบการณ์ตรง ไปสู่การเรียนรู้ที่ให้ผลน้อยที่สุดเรียกว่า "กรวยประสบการณ์" โดยนักวิชาการที่ชื่อว่า เอดการ์ เดล (Edgar Dale) 
คราวนี้เมื่อเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และสารสนเทศพัฒนาขึ้น และเป็นที่แพร่หลายด้วยคุณลักษณะต่างๆ จึงทำให้เกิดการปฏิวัติการเรียนรู้ผ่านสื่อคอมพิวเตอร์กันอย่างมาก ดังที่เห็นในทุกวันนี้ ทั้งเป็น CAI ตอนที่ยังไม่มีอินเตอร์เน็ต และe-learnning เมื่อระบบโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายแพร่หลายครอบคลุม
กลับไปที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง หัวใจของ การเรียนรู้ คือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ที่ต้องอาศัยการลงมืออย่างเข้มแข็ง จริงจังมี
การโต้ตอบกับสิ่งรอบข้าง และกับองค์ความรู้นั้น และที่สำคัญ การโต้ตอบ(Interactive) นี้ต้องมีนัยสำคัญแห่งการเรียนรู้ด้วย
ถ้าเนื้อหาอยูในรูปสื่อ CAI หรือ WebBase การคลิกเม้าส์,การป้อนชื่อและรหัสผ่านยังไม่ถือว่าเป็นการโต้ตอบ ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ ต้องระวังให้ดีระหว่าง การโต้ตอบที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่เรียกว่า Interactive กับ การโต้ตอบที่ขัดขวางการเรียนรู้ หรือที่เราเรียกว่า สิ่งรบกวน noise
การโต้ตอบที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่เรียกว่า Interactive ต้องมีนัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเรียนรู้เช่น ทราบผลความก้าวหน้าในการเรียนในรูปคะแนน, โอกาสในการเลือกเส้นทางการก้าวย่างไปในบทเรียน(Learnning Pace), ทักษะในการคลิกเม้าส์ตามเงื่อนไขที่กำหนด ฯลฯ
เนื้อหาอยู่ในคอมพิวเตอร์ หรือ WebBase ถ้ากิจกรรมหลักเป็นReading และ Typing คงจะยังไม่ถือว่าป็นสื่อการสอนที่เป็น CAI หรือมีการโต้ตอบ(Interactive) แต่อาจจะเรียกว่าเป็น Presentation ในลักษณะของการนำเสนอเนื้อหาใหม่ ( Tutorial)
ผมได้คำตอบหลายอย่างตรงนี้ ขอบคุณอาจารย์กล้วย ขออนุญาตนำไปใช้อ้างอิงหน่อยนะครับ
สวัสดีครับ อาจารย์กล้วย
ขอบคุณครับ :)
ขอบคุณครับที่มาเยี่ยม คุณ Wasavat ครับGotoKnow เป็นชุมชนที่น่าติดตาม
เคยได้ยินคำพูดของผู้รู้บางท่านบอกว่า "เขาจะเป็นคนอย่างไร ก็ให้ดูอาหารที่เขากิน เพื่อนที่เขามี ครอบครัวที่เขาเกิด " คงไม่พอแล้วในวันนี้ น่าจะเพิ่มไปอีกว่า..."และ ความรู้ที่เขาได้รับ"
ที่เล่ามาทั้งหมด ไม่ได้ตำหนิใคร แต่อยากบอกความรู้สึกวันนี้...และเดาความคิดของเด็กคนนั้น...
ได้อ่านบทความสัมภาษณ์พิเศษ จากมติชนสุดสัปดาห์ฉบับประจำวันที่ 4 -10 มกราคม 2551 หน้าปก รูปอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร (http://info.matichon.co.th/weekly/) หน้า 29 สัมภาษณ์พิเศษ "เปิดเบื้องหลัง'เคมี อ.อุ๊' โรงเรียนกวดวิชาสุดฮ็อต 19 สาขานักเรียนแน่นทุกห้อง" ผมมีความชื่นชมในความสามารถของ...อาจารย์อุ๊...มาก โดยเฉพาะวิญญาณความเป็นครู และเทคนิคการสอนขอยกข้อความที่ท่านให้สัมภาษณ์ไว้ตอนหนึ่ง...
สิ่งที่ อ.อุ๊ ได้ถ่ายทอดผมเชื่อว่าผู้ที่เป็นครู หรือเรียนสายครุศาสตร์ ต้องเคยผ่านเนื้อหาพวกนี้กันทุกคน โดยเฉพาะถ้าเรียนสาขาเทคโนโลยีทางการศึกษา หรือโสตทัศนศึกษา เพราะคือหลักพื้นฐานของการสอนแบบโปรแกรม (Program Instruction) ที่เรียกว่า 4i ( Interactive, Information, Individual differentail, Immediate feedback) ซึ่งยอมรับกันอย่างกว้างขวางและประกันคุณภาพการเรียนการสอนได้ว่าผุ้เรียนจะประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์....ผมเชื่อว่ามีครูที่รู้หลักการนี้มากมาย ทั้งที่จบ ปริญญาตรี, ปริญญาโท ตามสถานศึกษาต่างๆ แต่ก็เกิดคำถามว่าทำไมการเรียนการสอนในสถานศึกษายังทำให้นักเรียนต้องไปเข้าคิวลงทะเบียนเรียนพิเศษ....ย้อนกลับมาดู กศน.ของเราบ้าง....เราเชื่อว่าวิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง ต้องผ่านการเรียนการสอนและฝึกประสบการณ์อย่างเข้มข้น และการออกแบบการเรียนการสอนน่าจะมาจากครูผู้ผ่านงานสอนอย่างโชกโชนที่จะเป็นพี่เลี้ยงและกำกับดูแล ครู กศน.ได้ ภาพที่ขัดแย้งกันก็คือ ครู ศรช. หรือ ครูอาสาฯ จะเป็นผู้ที่จบปริญญาตรีจากหลากหลายสาขาวิชา เรายังเชื่อว่าวิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูงอยู่หรือไม่ (เพียงต้องการเสนอมุมมองอีกด้านหนึ่ง ทดแทนทุกท่านที่อาจเคยคิดเช่นนี้เหมือนกัน)