หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเลื่อนเป็นวิทยฐานะ  ครูเชี่ยวชาญ


หลักเกณฑ์
 1. ผู้ที่จะขอเลื่อนเป็นวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญ  ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
       1.1 ดำรงตำแหน่งครู  ที่มีวิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ   หรือดำรงตำแหน่งครู ที่ ก.ค.ศ. เทียบเท่า อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือรวมกันมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี   หรือดำรงตำแหน่งครู ที่มีวิทยฐานะชำนาญการมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันที่ยื่นคำขอ
       1.2  ได้รับเงินเดือนไม่ต่ำกว่าขั้นต่ำของอันดับ คศ.4
       1.3  ได้ปฏิบัติงานตามหน้าที่และความรับผิดชอบ    และมีผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนั้นย้อนหลัง 2 ปีติดต่อกัน นับถึงวันที่ยื่นคำขอ
 2. ผู้ขอต้องผ่านการประเมิน 3 ด้าน ดังนี้
       2.1  ด้านวินัย  คุณธรรม จริยธรรม  และจรรยาบรรณวิชาชีพ  โดยพิจารณาจาก
             2.1.1  การมีวินัย
             2.1.2  การประพฤติ ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี
             2.1.3  การดำรงชีวิตอย่างเหมาะสม
             2.1.4  ความรักและศรัทธาในวิชาชีพ
             2.1.5  ความรับผิดชอบในวิชาชีพ
      2.2  ด้านคุณภาพการปฏิบัติงาน โดยพิจารณาจากสมรรถนะในการปฏิบัติงาน ดังนี้
             2.2.1  สมรรถนะหลัก
                  (1)  การมุ่งผลสัมฤทธิ์
                  (2)  การบริการที่ดี
                  (3)  การพัฒนาตนเอง
                  (4)  การทำงานเป็นทีม
             2.2.2  สมรรถนะประจำสายงาน
                  (1)  การวิเคราะห์และสังเคราะห์
                  (2)  การออกแบบการเรียนรู้
                  (3)  การพัฒนาเรียนรู้
                  (4)  การบริหารจัดการชั้นเรียน

     2.3 ด้านผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ ในด้านการเรียนการสอน โดยพิจารณาจาก
             2.3.1  ผลการปฏิบัติงาน
                    (1)  การจัดการเรียนรู้
                    (2)  การพัฒนาวิชาการ
                    (3)  ผลที่เกิดกับผู้เรียน
                     (4)  ผลที่เกิดกับสถานศึกษา
             2.3.2  ผลงานทางวิชาการ  ไม่น้อยกว่า 2 รายการ   ซึ่งต้องเป็นงานวิจัย 1  รายการ  และงานวิชาการอื่น  1 รายการ
     3. การประเมินผลการปฏิบัติงาน      ให้พิจารณาจากเอกสารรายงานผลการปฏิบัติงานที่ผู้ขอรับการประเมินเสนอ และอาจพิจารณาจากการปฏิบัติจริงด้วยก็ได้
     4. การประเมินผลงานทางวิชาการ ให้ประเมินจากเอกสารผลงานทางวิชาการ และอาจให้
ผู้ขอนำเสนอและตอบข้อซักถามด้วยก็ได้
      ในกรณีที่  ก.ค.ศ.   เห็นสมควรให้ปรับปรุงผลงานทางวิชาการ   ให้ผู้ขอปรับปรุงตามข้อสังเกต ภายใน 6 เดือน  นับแต่วันที่สำนักงาน ก.ค.ศ. แจ้งมติ   แล้วให้นำเสนอคณะกรรมการชุดเดิมพิจารณา
     5. เกณฑ์การตัดสิน
     ผู้ที่ผ่านเกณฑ์การประเมิน ต้องได้คะแนนแต่ละด้าน ดังนี้
           5.1 ด้านวินัย คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ   และด้านคุณภาพ     การปฏิบัติงาน   ผลการประเมินแต่ละด้านต้องได้คะแนนจากกรรมการทั้งสามคน  เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75
          5.2 ด้านผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ ผู้ที่ผ่านการประเมินจะต้องได้คะแนนจากกรรมการแต่ละคน ดังนี้
    ผลการปฏิบัติงาน ต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70
    ผลงานทางวิชาการ ต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70
    คะแนนรวม ต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75   
         ทั้งนี้   ผู้ที่ผ่านการประเมินในข้อ 5.2    จะต้องมีผลการประเมินผ่านเกณฑ์เป็นเอกฉันท์  โดยเป็นเอกฉันท์ทั้งส่วนที่เป็นผลการปฏิบัติงาน ผลงานทางวิชาการ และคะแนนรวม
       6. การพิจารณาอนุมัติผลการประเมิน ให้ ก.ค.ศ. เป็นผู้อนุมัติ มีผลไม่ก่อนวันที่สำนักงาน ก.ค.ศ.  ได้รับรายงานผลการปฏิบัติงาน และผลงานทางวิชาการ     ในกรณีที่มีการปรับปรุงผลงานทางวิชาการ ให้อนุมัติได้ไม่ก่อนวันที่สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้รับผลงานทางวิชาการที่ปรับปรุงสมบูรณ์แล้ว
        7. ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งให้เลื่อนเป็นวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญ    จะต้องผ่านการพัฒนาก่อนแต่งตั้งตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด
           ผลการพัฒนาก่อนแต่งตั้ง    ให้นำไปใช้ในการขอให้มีวิทยฐานะได้ภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ผู้นั้นสำเร็จหลักสูตรการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงวิทยฐานะ
          8. เมื่อ ก.ค.ศ. พิจารณาผลการประเมินและมีมติเป็นประการใดแล้ว ให้ถือเป็นอันสิ้นสุด
          9. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา    ให้หมายถึงส่วนราชการด้วย     และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา ให้หมายถึง อ.ก.ค.ศ. ส่วนราชการที่ ก.ค.ศ. ตั้งด้วย

วิธีการ

  1. ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา    ผู้ประสงค์จะขอรับการประเมินยื่นคำขอได้ปีละ 1 ครั้ง โดยส่งคำขอต่อผู้บังคับบัญชาชั้นต้น  เพื่อตรวจสอบและรับรอง   แล้วเสนอผู้บังคับ-บัญชาตามลำดับ    ถึงสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา  ระหว่างวันที่ 1 – 30 เมษายน หรือระหว่างวันที่ 1 – 31 ตุลาคม
  2. ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ตรวจสอบคุณสมบัติตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด
  3. ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ดำเนินการพัฒนาก่อนแต่งตั้งตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ที่ ก.ค.ศ. กำหนด
  4. การตั้งคณะกรรมการประเมิน
                      4.1 คณะกรรมการประเมินด้านวินัย คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ และด้านคุณภาพการปฏิบัติงานให้   อ.ก.ค.ศ.    เขตพื้นที่การศึกษา      ตั้งคณะกรรมการ จำนวนสามคน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศึกษาของผู้ขอรับการประเมิน ผู้ทรงคุณวุฒินอกสถานศึกษานั้น ที่มีความรู้ ความสามารถเหมาะสม และข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีวิทยฐานะ หรือตำแหน่งอื่นที่ ก.ค.ศ. เทียบเท่า ไม่ต่ำกว่าวิทยฐานะเชี่ยวชาญเป็นกรรมการ โดยให้ตั้งกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ
    กรณีที่มีเหตุผลความจำเป็นอย่างยิ่ง ไม่สามารถตั้งผู้อำนวยการสถานศึกษาของผู้ขอรับการประเมินเป็นกรรมการได้ ให้ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาพิจารณาตั้งผู้อำนวยการสถานศึกษาอื่นได้ตามความเหมาะสม
                  4.2 คณะกรรมการประเมินผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่
            ให้ ก.ค.ศ. ตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ   ซึ่งมีความรู้  ความสามารถ และเชี่ยวชาญในสาขาวิชานั้น ๆ ตามความเหมาะสม เป็นกรรมการประเมินผลการปฏิบัติงาน และผลงานทางวิชาการ   การประเมินผู้ขอหนึ่งรายให้มีกรรมการประเมินสามคน
  5. การประเมินด้านวินัย   คุณธรรม จริยธรรม  และจรรยาบรรณวิชาชีพ และการประเมินด้านคุณภาพการปฏิบัติงาน   ให้ดำเนินการพร้อมกัน แล้วนำผลการประเมินเสนอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาพิจารณา
                 5.1 กรณีไม่ผ่านการประเมินด้านใดด้านหนึ่ง หรือทั้งสองด้าน ให้แจ้งผู้ขอรับการประเมินทราบ เพื่อพัฒนาในการที่จะขอรับการประเมินใหม่
                 5.2 กรณีผ่านการประเมินทั้งสองด้าน  ให้แจ้งผู้ขอรับการประเมินเสนอรายงานผลการปฏิบัติงาน และผลงานทางวิชาการ อย่างละ 4 ชุด ต่อผู้บังคับบัญชาชั้นต้น เพื่อตรวจสอบและรับรอง   แล้วเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับ  ถึงสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ภายในรอบปีที่เสนอขอ หากไม่ส่งตามกำหนด ถือว่าสละสิทธิ์
  6. ให้ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาพิจารณากลั่นกรองก่อนนำเสนอ ก.ค.ศ. หรืออาจตั้งคณะกรรมการขึ้น เพื่อช่วยกลั่นกรองก็ได้
  7. ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาส่งผลการประเมินด้านวินัย   คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ และด้านคุณภาพการปฏิบัติงานตามแบบที่ ก.ค.ศ. กำหนด จำนวน  1  ชุด พร้อมทั้งรายงานผลการปฏิบัติงาน และผลงานทางวิชาการ จำนวนอย่างละ 4 ชุด ให้สำนักงาน ก.ค.ศ. เพื่อดำเนินการ
  8. ให้สำนักงาน ก.ค.ศ. เสนอรายงานผลการปฏิบัติงาน และผลงานทางวิชาการให้ ก.ค.ศ. พิจารณา
  9. กรณี ก.ค.ศ. มีมติไม่อนุมัติ   ผู้ขออาจส่งคำขอรับการประเมินใหม่ได้ในปีต่อ ๆ ไป  สำหรับผู้ที่ส่งคำขอเดือนเมษายน   จะส่งคำขอใหม่ได้ไม่ก่อนเดือนเมษายนของปีต่อไป  ส่วนผู้ที่ส่งคำขอเดือนตุลาคม  จะส่งคำขอใหม่ได้ไม่ก่อนเดือนตุลาคมของปีต่อไป
           กรณีอนุมัติ ถ้าผู้ขอผ่านการพัฒนาก่อนแต่งตั้งแล้ว ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 53 สั่งแต่งตั้ง
  10. เมื่อดำเนินการแต่งตั้งแล้ว ให้ส่งสำเนาคำสั่งแต่งตั้ง จำนวน 1 ชุด ให้สำนักงาน  ก.ค.ศ. ภายใน  7 วัน นับแต่วันออกคำสั่ง