เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (16 พ.ย.) ผมได้ไปบรรยายเรื่อง KM ให้กับบรรดาผู้บริหารระดับสูงในหลักสูตรการฝึกอบรมหลักสูตรหนึ่ง ดูตามจำนวนในรายชื่อแล้วเป็นกลุ่มที่ขนาดกำลังดี คือมีผู้เข้าร่วมประมาณ 30 คน แต่พอถึงเวลาเริ่มต้น ปรากฏว่ามีคนมาไม่ถึงสิบคน ผู้จัดรออีกประมาณ 10-15 นาที แล้วจึงเริ่มการแนะนำวิทยากร ในตอนนั้นผมเห็นจำนวนคน แล้วรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไร มีเสียงดังขึ้นมาในหัวว่า “นี่เรามาทำไม แทนที่จะใช้เวลาอยู่กับครอบครัวช่วงบ่ายวันอาทิตย์. . .”
ในขณะที่กำลังแนะนำวิทยากรอยู่นั้น หลายๆ ท่านก็ยังคุยกันอย่างเมามัน พวกเขาไม่ได้สนใจหรอกว่าวิทยากรเป็นใครมาจากไหน . . .“ที่เขามาเข้าหลักสูตรนี้ก็เพื่อที่จะหา Connection มากกว่า . . .” เสียงในหัวผมยังคงทำงานต่อไป . . . ผมดูแล้วแบบนี้ไม่ Work แน่ๆ รีบลุกขึ้นเดินไปหาพนักงานโรงแรมบอกว่าถ้าจะจัดห้องใหม่ให้เป็นลักษณะการประชุมโต๊ะกลมจะได้ไหม? เพราะมีคนแค่ไม่ถึงสิบคน นั่งล้อมวงพูดคุยกันน่าจะดีกว่า จะได้เห็นหน้าเห็นตากัน (ลึกๆแล้วผมหวังว่าเมื่อได้มานั่งล้อมวงกันผู้ที่คุยกันอยู่น่าจะหยุดคุยกัน)
พอแนะนำวิทยากรเสร็จปรากฏว่าคนทยอยเข้ามาอีก 5-6 คน ผมเลยเปลี่ยนใจไม่จัดโต๊ะใหม่ เพราะเกรงว่าจะใช้เวลามากเกินไป จึงเข้าสู่การบรรยายเลย (จริงๆ แล้วผมเตรียมการมาว่าจะใช้กิจกรรมเป็นระยะๆ จะบรรยายเฉพาะแค่ช่วงเริ่มต้นเท่านั้น) แต่ครั้นบรรยายไปได้เพียง 2-3 นาที ผู้ที่พูดคุยกันตั้งแต่ตอนแรกนั้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดคุยเลย และแล้วผมก็ “เบรกแตก” หันไปหาสองท่านที่กำลังคุยกันอยู่นั้นแล้วพูดออกไปว่า “ผมแนะนำว่าท่านน่าจะนั่งแยกกัน”พูดไปเพียงเท่านั้นบรรยากาศในห้องสัมมนาก็ตึงเครียดขึ้นมาทันที
ในฐานะที่เป็นวิทยากรผมรู้ดีว่านี่ไม่ใช่บรรยากาศที่ส่งเสริมการเรียนรู้แต่อย่างใด ผมเองต้องรับผิดชอบต่อการกระทำครั้งนี้ บ่ายวันนั้นจึงเป็นการบรรยายที่เหนื่อยเป็นพิเศษเพราะจะต้องพยายามดึงสถานการณ์กลับมาเป็นบวกให้ได้ แต่แล้วสุดท้ายก็กลายเป็น Happy Ending ครับ ผมสังเกตจากสีหน้า “แววตา”ของผู้เข้าร่วมสัมมนาและค่อนข้างมั่นใจว่าทุกคนได้เรียนรู้กันอย่างมีความสุข แต่บทเรียนที่ผมได้จากการบรรยายในครั้งนี้ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าผมมักจะเอาตัวเองเข้าไปผูกพันกับผู้เข้าร่วมและคาดหวังกับผู้เข้าร่วมมากจนเกินไป ถ้าผู้เข้าร่วมมากันครบ ถ้าผู้เข้าร่วมตั้งใจ ผมก็จะบรรยายได้ดี แต่ถ้าผู้เข้าร่วมไม่สนใจการบรรยายของผมก็จะไร้พลัง
“. . . แล้วพลังการเป็นวิทยากรของผมนั้นมันไปขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมได้อย่างไร?” ผมตั้งคำถามนี้ให้กับตัวเอง แล้วก็เห็นเด่นชัดว่าถ้าเป็นแบบนี้คงไม่ดีแน่ เพราะเป็นการพึงพิงอิงอยู่กับปัจจัยภายนอก พอคิดได้ “กระบวนทัศน์” ในเรื่องดังกล่าวก็เปลี่ยนไป ผมได้หลักใหญ่ที่ผมจะใช้เตือนใจตัวเองสามข้อ ดังต่อไปนี้:
1. ต้องไม่เคร่งเครียดหรือซีเรียสจนเกินไป
2. พยายามมองให้เห็น “ความเป็นเช่นนั้น”
3. หมั่นตามรู้ ตามดูกาย ตามดูใจให้บ่อยๆ
ตกลงการที่ “เบรกแตก” ครั้งนี้ก็มีข้อดีเหมือนกัน คือทำให้ผมได้“กระบวนทัศน์ใหม่” สำหรับใช้เป็นหลักในการทำงานและการดำเนินขีวิตต่อไปครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์
ยังดีที่ Happy ending นะคะ
ดิฉันจะได้นำข้อคิด..ไปใช้ได้
ตอนแรกที่ดิฉันเคยเป็นวิทยากร ถ้าคนน้อยจะรู้สึกว่าไม่คุ้มกับสิ่งที่เราเตรียมมา
แต่ตอนหลังคิดใหม่ค่ะ..ว่ามีคนเกิน 5 ก็ดีแล้วเพราะคนที่นั่งฟังเราอยู่..แสดงว่าเขาตั้งใจที่สุดค่ะ
ผมรับรู้ถึงความจริงใจ และพลังมุ่งมั่นของอาจารย์ครับ
ผมเองมีความรู้สึกแบบนี้ระอุในใจทุกครั้งเมื่อทำงานในกลุ่มคนที่หลากหลาย และในที่สุดแล้วความตั้งใจและปรารถนาดีของเราก็ทำให้เรื่องราวลงตัวในที่สุด
ทุกอย่างที่ผมผ่านถือว่าเรียนรู้ และเป็นประสบการณ์ครับ...
-----------------
ให้กำลังใจท่านอาจารย์ครับ สำหรับเรื่องราวเป็นไปของการทำงานที่ผมได้เรียนรู้
ขอบคุณ อุบล และ เอก ผมอ่านแล้วทำให้ได้ข้อคิดอีกข้อหนึ่งครับว่า . . .
"ถ้าเรามีทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน
ทุกสถานการณ์จะเป็นเวทีการเรียนรู้สำหรับเรา"
Lin Hui ขอตั้งข้อสังเกตุนะคะผิดถูกอย่างไรขออภัยนะคะ
บ่ายเมื่อวานออตมีสอน
ขอโทษครับมือเร็ว กดผิด
คุณ Lin Hui ช่างสังเกตมากครับ สามารถจับ “ข้อผิดพลาด” ของผมเข้าจนได้ ทำให้ผมพึงเห็นว่าเขียนเดือนผิดไป แทนที่จะเป็น ธ.ค. กลับเขียนเป็น พ.ย. ซะนี่ แต่สิ่งที่ท่านให้ข้อสังเกตต่อไปนั้น “น่าสนใจมาก”ท่านบอกวันที่ 16 ธ.ค. เป็นวันเลือกตั้งล่วงหน้า ตกลงว่าที่ผู้เข้าสัมมนามากันน้อย คงเป็นเพราะบางคนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าก็ได้ (อันนี้ผมคิดต่อเอง โดยที่ไม่รู้ว่าใช่หรือไม่) เรื่องรายละเอียดการสัมมนาที่ท่านถามมา ขอให้ข้อมูลเพิ่มว่าหลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรที่ผู้เข้าร่วมต้องสมัครมาและต้องจ่ายเงินครับ ไม่ใช่หลักสูตรบังคับที่หน่วยงานจัดและยัดเยียดให้เข้า เป็นหลักสูตรที่จัดโดยสถาบันพัฒนาผู้บริหารที่มีชื่อเสียงที่แห่งหนึ่ง ผมคงจะไม่พูดถึงในรายละเอียดนะครับ เพราะคิดว่านั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่ผมต้องการสื่อ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ขอขอบคุณ คุณ Lin Hui สำหรับข้อสังเกตเหล่านี้ ขอบคุณ ออต ที่ช่วยสะท้อนวิธีคิดดีๆ ที่ทำให้เรามองเห็นคนที่อยู่ตรงหน้าเรา</p>
"สัมมาทิฐิ".... ดีกว่า "มิฉาทิฐิ" ค่ะอาจารย์....
ขอบพระคุณสำหรับการถอดบทเรียนนี้ค่ะ
(^_____^)
กะปุ๋ม
ผมก็เคยมีประสบการณ์อย่างอาจารย์ครับ เค้าเชิญเรามาให้มาบรรยายในเรื่องที่เค้าอยากรู้กัน แต่พอเราบรรยายไป เดี๋ยวก็โทรศัพท์ดังขึ้นบ้าง เดี๋ยวก็หันไปคุยกันบ้าง บางท่านอย่างไม่เกรงใจก็เล่นหงายท้อง(หลับ)กันให้ดูตรงนั้นเลย แรกๆผมก็ค่อนข้างจะมีอารมณ์กับผู้ฟังประเภทนี้นะครับทำให้บางครั้งการบรรยายของผมกลายเป็นมีคำพูดกระทบกระเทียบหรือวาจาที่ทำให้ท่านที่แสดงอาการเหล่านั้นรู้สึกกระดากอาย แต่มันกลายเป็นผลลบกะคนบรรยายเองเพราะบรรยากาศมันชักจะไม่สมานฉันท์อย่างที่อาจารย์เล่าละครับ เมื่อมีชั่วโมงบินมากขึ้น ผ่านเวทีบ่อยขึ้นก็พอได้ประสบการณ์ทำให้หันมาดูที่ส่วนใหญ่มากกว่า ถ้าหากว่ามากกว่าครึ่งยังสนใจสิ่งที่เรานำเสนอผมก็ยังคงบรรยายไปตามที่เตรียมมาครับ แต่ถ้าหากกลุ่มผู้รับฟัง(แบบจำใจ)มีมากขึ้น ผมก็ต้องหากุศโลบายให้หันมาสนใจผมบ้าง ด้วยคลิปตลกสั้นๆหรือกิจกรรมเปลี่ยนบรรยากาศครับ เท่าที่ทดลองมาก็ได้ผลดีครับต่างกับช่วงแรกที่ผมเล่ามาแล้ว
ขอบคุณ
ทันที่มีผู้ชี้จุดผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ผู้ฉลาดอย่างอาจารย์จะไม่ยอมพลาดทันที่ รีบรับเพื่อปรับแก้ นี้คือวิถีทางของสังคม G2K ร่วมด้วยช่วยกันค่ะ
ขอขอบคุณสำหรับความจริงใจค่ะ
ถ้าเจอแบบอาจารย์ก็มึนเหมือนกันครับ
ตั้งใจบรรยาย แต่ผู้ฟังไม่ตั้งใจฟัง
คลื่นจูนกันไม่ได้ ต่อให้เก่งยังไงก็บรรยายไม่มันครับ ผมเคยใช้วิธีถามคนที่คุยนั่นแหละให้เขาตอบในเรื่องที่เราบรรยาย ตอบผิดเราก็อธิบาย แล้วถามใหม่ไปเรื่อยๆแล้วเขาจะเงียบเองเพราะคุยเมื่อไหร่คนนั้นจะถูกถาม อิอิ
ขอตอบ
ลองใช้วิธีนี้ดูนะค่ะ
ขออนุญาต เอามะพร้าวห้าว มาขายสวนนะ
case แบบนี้ เจอบ่อยครับ
ก) คิดบวก เอาไว้ก่อน ห้อยแขวน "คำพิพากษา" Suspend our Judgement เอาไว้
ผม ว่า ท่าน อจ ทำได้ดีนะ สามารูถรู้เท่าทัน VOJ ได้ทัน "เสียงภายในแห่งการตัดสิน พิพากษา ตีตรา"
บ่อยครั้ง คนมาเรียน เขาโกรธคนจัดครับ ที่ไม่ดูตาม้าตาเรือ ไม่ได้ ว่าวิทยากร ....
บ่อยครั้ง คนมาเรียน เขาโกรธ พวกเขากันเอง ไม่เกี่ยวกับ วิทยากร
ข) ถ้าเรา รอจังหวะ ให้ คลื่นสมอง พวกเขา สู่ "อัลฟ่า" แล้วค่อยสอน
ผมเคยเดิน walk out จากห้องมาแล้ว เพราะ คนจัดเอาคนเมา หลายคนมาร่วมเรียน แต่ ไม่ทะเลาะ ไม่กระแซะ ไม่แดกดัน คนเรียนครับ
เชิญให้ออกจากห้อง แต่ คนจัดยืนยันว่า "ไม่เป็นไร" ผม ออกดีกว่า
การพิจารณา ฮวงจุ้ย ก็สำคัญ จริงๆแล้ว ก็คือ การจัดสถานที่ให้ สัปปายะ นั่นเอง
สัปปายะ คำพูด อาหาร อากาศ อิริยาบท ฯลฯ
ค) ก่อนขึ้นสอน ผมมัก จะพูดคุย เล่นๆ กับ ผู้เรียนเสมอๆครับ .... Ice melting ก่อน แนะนำตัวด้วยซ้ำไป
โยน ความเป็นวิทยากรออกไปก่อน ... ไม่มีใครเก่งกว่าใคร พวกเขา มีอะไรดีๆ ที่เราน่าฟังจากพวกเขาเช่นกัน
ถ้าเราคิดว่าเราเป็น "กระบวนกร" จะทำให้เรา มี "ความสด" มากกว่าเป็น "วิทยากร"
ง) บ่อยครั้ง เราติดกับดัก ของเนื้อหา วิชา
เราพยายาม จะ เดินเรื่อง ให้ไหล ไปตามที่เตรียมมา ทำให้การสอน เป็นแบบ Static มากไป (แข็ง กระด้าง)
แต่ ในการถ่ายทอดแบบกระบวนกร ผมจะดูสีหน้า หน้าตา ภาษากายของพวกเขา ..... เป็น Authentic assessment ปรับเปลี่ยน เนื้อหา ตัวอย่าง แต่ ยังคง รักษา "หลักการ" และ keywords เอาไว้
ตะลุย สอน 10 เรื่อง ครบตามเนื้อหา แต่ คนเรียน รู้สุก สุกี้ (ลวกๆ) สู้ สอนแค่ 1 เรื่อง แต่ คนเรียน get ไปเต็มๆ ก็อาจจะดีกว่า
จ) การฝึก จิต ดูจิต นี่ พอเราแยก จิต กับ ความคิดได้แล้ว อะไรมันก็ง่ายครับ
เมื่อ สติจากน้อย ฝึกบ่อยๆ ก็จะเปลี่ยนเป็น มหาสติ
และ ที่ มหาสติฯ ม่ทำงานแทนจิต มหาสติฯ มา พรหมวิหาร ๔ จะไหลมาเองเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องฝืน
ขอบคุณทุกๆ ท่านสำหรับเทคนิคต่างๆ ที่ได้กรุณาแชร์มาในบันทึกนี้ เป็นเทคนิคที่น่าสนใจมากครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "วิทยายุทธ์" ที่ท่าน "คนไร้กรอบ" ใช้ ผมจะลองนำไปปฏิบัติครับ
เห็นด้วยกับ คนไร้กรอบ
เสริมนิดหน่อย ผมใช้วิธีชวนคนที่ไม่ค่อยสนใจฟังบรรยาย คุยเลย ออกนอกเรื่องบ้าง ให้เขารู้สึกเป็นกันเองกับเขา เปิดคลิปตลกบ้าง ทำใจให้มีความรักในเพื่อนมนุษย์ ทำใจว่ามีคนสนใจแค่ 1 คนก็ดีแล้ว ที่เหลือเป็นผลพลอยได้
Ice melting คนดอยถามว่า ทำไมไม่ใช้ Ice breaking
คำตอบ คือ แค่กระเทาะน้ำแข็งแตกออก บางที มันน้อยไป ผมเน้น การละลาย มีการเชื่อมโยง เกิด "สายใย" (bonding) ด้วยครับ
ลึกๆ ....
เคยเป็นผู้ร่วมเข้าประชุมสัมมนาบ่อยครั้งที่จะเห็นและมีแบบนี้ครับ แต่ก็ได้แต่มองครับไม่รู้จะทำอย่างไร แก้ปัญหาโดยไปนั่งข้างหน้าครับ ห่างคนพูด และมีบางคนรับโทรศัพท์เสียงดังด้วยครับ
พบอาจารย์ทีไร....ก็ให้เห็นว่าอาจารย์เป็นผู้รู้ตนอยู่เสมอเลยค่ะ....รู้เร็วมากๆซะด้วย แถมไม่เคยปกปิดเพื่อสร้างภาพพจน์....สุดยอดตัวอย่างผู้นำที่ดีค่ะ...ชื่นชมสมใจแม่ยกค่ะ
คุณติ๋วครับ ที่ว่า "รู้ตนอยู่เสมอ" . . . ที่แท้เป็นการรู้แบบ "เผลออยู่บ่อยๆ" ไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ที่ต้องเอามาเขียนประจาน(ตัวเอง) ซะบ้าง ก็เผื่อว่าที่หน้าทีหลังจะได้เข็ด!!