ทีนี้ หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว พระมหากัสสปะก็จัดทำกิจทุกอย่างเพื่อรักษาพระพุทธศาสนา ตามพุทธประสงค์. คือ การสังคายนาพระพุทธศาสนา การจัดเก็บพระบรมสารีริกธาตุ และการทอดร่างกายของตนไว้.

ในก่อนปรินิพพาน พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้กับพระอานนท์ว่า “
ดูกรอานนท์ โดยล่วงไปแห่งเรา สงฆ์จำนงอยู่ ก็จงถอนสิกขาบทเล็กน้อยเสียบ้างได้ โดยล่วงไป แห่งเรา พึงลงพรหมทัณฑ์แก่ฉันนภิกษุ
ทั้งๆที่พระมหากัสสปะได้ยินคำอนุญาตของพระพุทธเจ้าอย่างนั้น แต่ท่านไม่ยอมให้มีการถอนสิกขาบทแม้ข้อใดข้อหนึ่งเลย. ความข้อนี้ พระพุทธเจ้าทรงทราบหรือไม่?

แน่นอน พระพุทธเจ้าย่อมทรงทราบว่า พระมหากัสสปะจะไม่ให้ถอนข้อไหนเลย…

ก็แล้ว เมื่อพระองค์รู้อยู่ ทำไมจึงยังตรัสเปิดช่องไว้? พระองค์ไม่ทรงทราบหรือว่า การตรัสเปิดช่องไว้อย่างนั้น จะเป็นเหตุให้เกิดการแยกนิกายขึ้นในพระพุทธศาสนา?

แน่นอน พระองค์ย่อมทรงทราบ ว่า การเปิดช่องอนุญาตนั้นไว้ พุทธศาสนาจะแยกออกเป็นหลายนิกาย.

ความจริงแล้ว หากพิจารณาเทียบเคียงกัน ระหว่างการไม่ให้ถอนสิกขาบทข้อไหนเลย กับการให้ถอนสิกขาบทได้. การไม่ให้ถอนนั่นสิ จึงจะสมตามอปริหานิยธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้.

แล้วพระพุทธเจ้าเปิดช่องไว้เพื่ออะไร? นี่เป็นปมปัญหาที่จะได้แก้ไขต่อไป ว่า พระพุทธเจ้าเล็งเห็นสิ่งใด จึงได้แสดงพุทธานุญาตไว้อย่างนั้น.

พระมหากัสสปะพิจารณาพระศาสนา

ถามว่า เฉพาะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นหรือ ที่พิจารณาเรื่องความตั้งอยู่นานแห่งพระศาสนา? เรื่องนี้ไม่ใช่อย่างนั้นแน่แท้.

คือ ท่านใดที่มีความมุ่งหมายในอันที่จะรักษาพระพุทธศาสนาไว้ในโลกให้ได้นานๆ ท่านนั้น ย่อมพิจารณาเหตุปัจจัยต่างๆ เป็นไปตามวิสัยแห่งญาณของตน.

อย่างพระมหากัสสปะก็เช่นกัน เมื่อท่านจะรักษาพระพุทธศาสนาไว้นานๆ ท่านได้รับกิจจากพระพุทธเจ้า คือ กิจใหญ่ๆนั้น ที่ต้องทำ พระพุทธเจ้าสั่งไว้ว่า ต้องทำ ส่วนเรื่องปลีกย่อย ให้เป็นไปตามการวินิจฉัยของพระมหากัสสปะ.

แม้พระมหากัสสปะเอง ก็ย่อมพิจารณาอายุพระศาสนาโดยญาณของท่าน. เพราะนิสัยท่าน คล้ายพระพุทธเจ้าในเรื่องนี้. พระมหากัสสปะย่อมตรวจดูอนาคตทั้งสิ้น ตรวจดูประเพณีการรักษาพระพุทธศาสนาในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆด้วย. แล้วพิจารณาว่า ท่านจะต้องได้กระทำกิจใดไว้บ้าง เพื่อให้บรรจบกับอนาคตเหล่านั้น.

เมื่อท่านเห็นว่า พระเจ้าอโศกจะใช้ประโยชน์จากพระบรมธาตุ ท่านก็ไปเอาพระบรมธาตุมาเก็บไว้. เมื่อท่านเห็นว่า พระศรีอาริย์จะใช้ประโยชน์จากพระบรมธาตุ ท่านก็แบ่งพระบรมธาตุส่วนนั้นไว้ให้เฉพาะ. เมื่อท่านเห็นว่า พระศรีอาริย์จะใช้ประโยชน์จากศพของท่าน ท่านก็เก็บศพของท่านไว้.

ธรรมดาพระป่านั้น ไม่อาลัยอะไรกับซากศพ เรื่องนี้สังเกตดูในพระธุดงค์สายหลวงปู่มั่นนั้น จะเห็นว่า ท่านเตรียมกองฟืนไว้เผาซากศพท่านให้พร้อมเลย คือ ให้เผาไปเลย. เว้นแต่ว่า มันจะทำประโยชน์ได้มากกว่าเผาเท่านั้น ท่านจึงจะเก็บไว้. พระมหากัสสปะก็เช่นกัน. แล้วประโยชน์นั้นคืออะไร?