ความเรียง ในแต่ละมุมมองชีวิต เมื่อยามเห็นผู้คนก้าวย่างผ่านวันเวลา แม้กระทั่งการมองเห็นรอยทางของอดีตที่ผ่านมาในชีวิต เราแต่ละคนมีเรื่องราวใดบ้าง ให้ต้องคิดต้องทำ และพิจารณาว่าชีวิตเบื้องหน้าเรานั้นจะต้องทำสิ่งใดบ้าง รวมทั้งเรามีวิธีการเช่นไรเพื่อทำความคิดให้เกิดร่างผ่านความฝันกลายเป็นความจริง

จดบันทึกความฝันไว้

อ้างอิง - ภาพ http://www.lomography.com/folkways

ในท่ามกลางความโหดร้ายรุนแรง

โลกมีเรื่องราวแบบทวิลักษณ์

ให้เราเลือกระหว่างสองสิ่ง

ความจริงกับความฝัน สิ่งที่อยากทำกับสิ่งที่ต้องทำ ความเป็นจริงกับความน่าจะเป็น สิ่งที่เกิดขึ้นกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น จินตนาการกับความจริง ด้านบวกกับด้านลบ โชคดีกับโชคร้าย เหตุผลกับความรู้สึก หรือตัวเรากับความคาดหวัง

หลายสิ่งหลายประการของชีวิต

ล้วนประสานกลมกลืน

ให้เราได้เลือก

หากเราต้องการจะเลือก หรือปรารถนาจะเลือกสรรสิ่งเหล่านั้น หลายครั้งที่ผมได้นั่งฟังเพื่อนอธิบายถึงปมด้อยในใจ เรื่องราวเก็บกดแต่ครั้งวัยเด็ก บางคนบ่นถึงเรื่องคับใจเมื่อทางบ้านไม่เข้าใจ และไม่อยากให้ตัดสินใจทำงานที่ตัวเองรัก เพียงเพราะไม่มั่นใจว่าอนาคตลูกชายจะไปในทิศทางใด

ความจริงของโลกและความพยายามของตัวเรา

มักสวนทางกันเสมอ จนเหมือนคำเย้ยหยัน

เช่นที่บุรุษแห่งลามันช่าต้องเฝ้าถาม

ถามไถ่ถึงโลกที่ควรจะเป็นจริง กับโลกที่เป็นจริงในปัจจุบัน โลกที่เราเห็นและรับรู้ว่าโหดร้ายรันทด กฏเกณฑ์แห่งผู้ชนะทำร้ายทำลายผู้อ่อนแอ ความงดงามของโลกถูกอำนาจแห่งกิเลสตัณหาครอบงำ คนดีมีคุณค่าน้อยกว่าคนมั่งคั่งร่ำรวย หรือกระทั่งว่าความฝันบางเรื่องเป็นสิ่งเพ้อเจ้อ

อะไรบ้างคือสิ่งที่เราควรจะทำ

อะไรบ้างคือจุดหมายแห่งก้าวย่างของชีวิต

เราแต่ละคนควรก้าวสู่วันพรุ่งนี้เพื่ออะไร

หากผู้คนซึ่งรักชอบความจริงของชีวิตบอกว่า ต้องหยัดยืนอยู่ในโลกของความจริง หากผู้รักและปรารถนาถึงคืนวันที่ดีกว่าบอกว่า ต้องมีแรงบันดาลใจและความพยายามเพื่อสร้างโลกใหม่อันสดใส สถานะของการคิด และความเชื่อของเราจะเป็นเช่นไรในท่ามกลางการดำรงอยู่ ระหว่างโลกสองสถาน

โลกแห่งความจริง

กับโลกแห่งความฝัน

เราท่านโดยส่วนใหญ่เลือกสิ่งใด

ยิ่งในยุคที่โลกโหดร้ายขึ้นในแต่ละความรู้สึก ท่ามกลางโจรยุคหิน อันธพาลยุคหินที่เที่ยวปาหินใส่ผู้คน เพียงเพื่อความสบายใจหรือเพื่อปล้นทรัพย์ โลกที่นักการเมืองถามหาแต่ความรักในแผ่นดิน ขณะที่ปากกำลังต่อรองผลประโยชน์ โลกที่คนไทยรับรู้ว่ามีคนโกงแผ่นดินโกงสมบัติชาติ แต่ทำอะไรกับเขาเหล่านั้นไม่ได้ โลกเหล่านี้คือโจทย์ของชีวิต

ท่ามกลางความประหลาดใจ

เมื่อเราตื่นมาท่ามกลางโลกแห่งความรู้

ทุกวันเราจะได้ยินผู้คนพูดถึงเทคโนโลยีใหม่ใหม่

พูดถึงโทรศัพท์รุ่นใหม่ ระบบปฏิบัติการใหม่ซึ่งผสมผสานเทคโนโลยีการสื่อสารทุกแขนงไว้ด้วยกัน โลกที่บอกเราว่า ต้องหาคุณค่าให้กับชีวิต ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต พยายามออกเดินทางท่องเที่ยว ใจเย็น รับฟังผู้อื่นให้มาก คุยกับผู้คนให้มาก อย่าปิดกั้นตนเอง กระทั่งว่าต้องรักษาสุขภาพและจิตใจให้ดีที่สุด

โลกซึ่งด้านหนึ่งป่าวประกาศว่า

คือการเรียนรู้ตลอดชีวิต

หรืออีกนัยที่บอกให้เราเรียกร้องตนเองตลอดเวลา

บอกประกาศให้เราพัฒนาตนเอง ว่าหยุดนิ่งถดถอย เรียนรู้ สนุกสนาน มีความสุข มีรอยยิ้ม คิดบวก คิดดี ในท่ามกลางความเป็นจริงของนักการเมืองฉ้อฉล สังคมเหลวไหลไร้กฎเกณฑ์ ชอบใช้ความรุนแรงมากกว่าเหตุผล ชอบต่อยตีมากกว่าพูดคุย ชอบความสบายแล้วร่ำรวยมากกว่าทุ่มเททำงานหนัก

 

โลกเช่นไรที่กำลังตั้งคำถามกับเราอยู่

ในท่ามกลางคำถามเหล่านี้

มีผู้บอกกล่าวถึงทางออก

กล่าวถึงหนทางรักษาเยียวยามากมาย หลายคนพูดถึงธรรมเป็นยา ให้หลักยึดแลศรัทธาปฎิบัติของศาสนาแต่ละความเชื่อ เป็นเครื่องนำทางและบำบัดชีวิตจิตใจ หลายครั้งบอกกล่าวให้ยึดแนวทางแห่งความสงบเพื่อคอยกำกับ ให้สติและจิตอยู่ในการรับรู้แต่ละขณะของชีวิตเรา

มีบ้างพูดถึงการฝึกฝนเรียนรู้ชีวิต

มองหาความสุขอันง่ายดาย

หลีกเลี่ยงความมั่งคั่ง

หากความมั่งคั่งร่ำรวยนั้น ทำลายความละเอียดในตัวตนของความเป็นมนุษย์ หลายครั้งบอกให้ออกเดินทาง หันก้าวออกไปพ้นเกราะกำบังแวดล้อมตนเอง จึงจะเข้าใจมนุษย์คนอื่น ให้ย่างเท้าสู่ดินแดนห่างไกลเพื่อจะได้รู้ว่า โลกกว้างใหญ่ไพศาลกว่าสองเท้าของเราเพียงใด

หากสามารถออกกำลังกาย

ก็ให้เข้าใจลำดับเข้าออกของจิตใจ

หรือกระทั่งฝึกร่างกายควบคู่กับการฝึกจิตใจ

บางสำนักคิดบอกสอนให้ฝึกฝนการคิดด้านบวก แม้ว่าโลกจะโหดร้ายรันทดใจเพียงใด แต่สิ่งสำคัญคือเมื่อกางแลเหยียดแขนออกไปนั้น พ้นจากสองมือสองแขนของเรา เราไม่อาจควบคุมกำกับสิ่งใดได้ มีเพียงสิ่งเดียวอันสำคัญยิ่งใหญ่คือการกำกับจิตใจแลตนเอง

คัมภีร์พระคริสต์ธรรม

กล่าวถึงบทคำกล่าวแห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่

ว่าจะมีประโยชน์อันใด หากชนะทั้งโลก แต่ไม่ชนะตนเอง

เหมือนและคล้ายคลึงกับธรรมะแห่งเจ้าชายแขกขาว ที่ต้องการให้ดับอารมณ์ตนเอง คล้ายคลึงกับการจำลองย่อส่วนเรื่องราว เพื่อทำให้เราคิดบวกกับชีวิต โดยบอกกล่าวว่า ชีวิตนั้นงดงามเสมอ ทุกความผิดพลาดของชีวิตล้วนเป็นคำตอบที่ดี สิ่งใดเกิดขึ้นมาแล้ว ให้ตระหนักเสมอว่าดี

กระทั่งเมื่อมองเห็นบาดแผลอันแอบซ่อน

ให้พยายามคลี่คลายปมแห่งบาดแผล

หนึ่งในนั้นบอกกล่าวเราว่า

ให้พยายามคลายเรื่องราวซ่อนใจ เพื่อให้เราได้เปิดโอกาสให้โบยบิน มีเวลาได้ให้อภัยตนเอง และได้เข้าใจว่าทำเช่นไรเราจึงจะก้าวพ้นจากความขมวดปมอันเจ็บปวดเหล่านั้นไว้ เช่นเดียวกับความฝัน แม้วันเวลาเหล่านั้นยังไม่ปรากฎ แต่เราก็มีโอกาสทั้งในวันนี้และวันพรุ่ง

มีข้อคิดที่ผมจำได้ขึ้นใจ

ให้พยายามเขียนความฝันไว้

แล้วค่อยทำ ทำได้ไม่ได้ไม่รู้ แต่เรามีโอกาสทำ