ศีล เป็นเครื่องช่วยทำให้เราเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตว่า “ชีวิตนั้นไม่มีอะไร”
ศีลแต่ละข้อทำให้รู้ความจริงในชีวิตแต่ละด้าน
รู้จักศีล รักษาศีลให้มั่นคงและแน่วแน่ทีละข้อก็จะรู้ความจริงว่าชีวิตไม่มีอะไรทีละด้าน
รักษาศีลไป ปฏิบัติไป ภาวนาไป ก็จะเริ่มรู้หลายด้าน เข้าใจหลายด้าน เข้าถึง “สัจธรรม” มากขึ้น ๆ เรื่อย ๆ
เมื่อเข้าถึงความจริงของชีวิต สามารถลบล้างความผิดที่เห็นผิด ชีวิตก็จะสงบขึ้น ๆ
ความสุขจากความสงบก็จะเริ่มมีมากขึ้น
ความสุขมิได้เกิดจากรู้มากขึ้น แต่สุขจากที่ชีวิตนั้นไม่มีอะไรมากขึ้น
ไม่มีอะไรให้ห่วง
ไม่มีอะไรให้กังวล
ไม่มีอะไรต้องดิ้นรน
เพราะสุดท้ายชีวิตก็ไม่มีอะไร
วันนี้เราอาจจะมีห่วงอยู่สักร้อยห่วง พันอัน
ตัดด้ายออกได้สักหนึ่งเส้น ห่วงก็หายไปหนึ่ง ชีวิตก็เบาขึ้นสบายขึ้น
ตัดไปเรื่อย ๆ วันละหนึ่ง สัปดาห์ละหนึ่ง เดือนละหนึ่ง ปีละหนึ่ง หรือชาติละหนึ่งก็ยังดี
ชีวิตจะค่อย ๆ สบายขึ้น ๆ
ตัดเส้นเดิมออกแล้ว พยายามอย่าหาเส้นใหม่เข้ามาสานไว้เป็นปมอีก
ไม่นาน ๆ ชีวิตเราก็จะเบา ชีวิตเราก็จะสบาย
คล้าย ๆ กับตอนที่นั่งสมาธิ เราเบา สบาย เหมือนตัวจะลอยได้ เพราะตอนนั้นด้ายที่ผูกและพันชีวิตของเรานั้นก็ไม่มี
ชีวิตก็เลย เบา สบาย โล่ง ปลอดภัย
แต่ความเบาสบายในขณะนั่งสมาธินั้นเป็นแค่สิ่งสมมติ เปรียบดั่งเราเอาก้อนหินวางทับหญ้าไว้
พอเราออกจากสมาธิ ก็เหมือนดั่งยกก้อนหินอีก หญ้าเปรียบหนึ่งคือความว้าวุ่นจากห่วงต่าง ๆ ก็จะพลิกฟื้นกลับขึ้นมาใหม่
แต่ถ้าเรานำสมาธิมาผนวกเข้ากับปัญญา จะสามารถตัดด้ายหรือเปรียบหนึ่งดั่งหญ้าที่ผูกและพันชีวิตให้หนักแสนหนักออกได้ทีละเส้น หรือบางครั้งก็หลาย ๆ เส้นติดต่อกันเป็นลูกโซ่
ตัดไปเรื่อย ๆ ชีวิตเราก็จะเบาและสบายได้อย่างแท้จริง...

ดังท่านว่าไว้ ออกจากสมาธิก็ประดุจยกหินออกจากหญ้า กลับเข้าสู่สมาธิ ก็เปรียบดังยกหินทับหญ้าไว้อีก แต่นำสมาธิ + ปัญญา นั้น ทำอย่างไรคะ จะเป็นกัมมฐานใช่หรือไม่ ขอได้โปรดชี้แจงด้วย ขอบพระคุณยิ่ง
วิสัชนา ค้นหาได้ที่ ตามดูเจ้า "จิตลิง"
ใช่
ธรรมมะทุกอย่างเป็นเรื่องแก้โรคทางวิญญาณทั้งนั้น
โดยหัวข้อใหญ่มีเพียง ศีล สมาธิ ปัญญา สามเรื่อง(รายละเอียดมีมากมาย)
เห็นด้วย
สมาธิ ช่วยสร้างความสงบ เหมือนสบาย (อาจจะชั่วคราว )
หากแต่ว่าหมั่นเจริญปัญญา โดย ภาวนา วิปัสนา เจริญสติ หมั่นรู้กายใจ ไปจะทำให้จิตฉลาดพ้นทุกข์ได้ ตามสภาพความเป็นจริงรอบๆตัวที่เกิด
ถูกต้อง ๆ
การที่อยู่ได้วัด ได้สงบ ได้สบาย ก็เพราะว่าไม่มีสิ่งอะไรมากระทบก็แค่นั้น
ทุกอย่าง ทุกคน ตั้งใจมาทำความดี มาเสียสละ ทุกอย่างนั้นก็เลย "สบาย ๆ"
แต่ไอ้เจ้าความสบาย ๆ นี้แหละ คือ "ความทุกข์อย่างละเอียด"
การติดสุข ติดสบาย อันนี้แก้ยากกว่า ติดขี้เกียจ ขี้คร้านเสียอีก
เพราะพวกนี้ "หัวหมอ" ฉลาด แต่ไม่เฉลียว มีข้ออ้างไปเรื่อย แล้วแถมชอบยกธรรมะมาอ้างอีกต่างหาก
การอยู่ในสังคม บนโลกนี้ เมื่อมีสิ่งใดมากระทบ สิ่งต่าง ๆ เรานั้นเป็น "โอกาส" เป็นเวลาำสำคัญที่เราจะได้สร้าง "บารมี"
ถ้าไม่มีใครมาด่าเรา เราก็ไม่ได้สร้างบารมี
"ถ้าหากใครด่าเราว่าหมา เราดูแล้วไม่มีหาง ก็แสดงว่าไม่ใช่หมา แค่นี้ก็จบ" จบด้วยปัญญาบารมี
ขอให้ใช้โอกาสที่ดี ๆ นี้สร้างบารมีให้ถึงพร้อม
บารมีนี้เองจะนำเราถึงสุขแท้นั่นคือ "ความสงบ..."