เมื่อภาวนา คือ การพัฒนาจิตเพื่อทบทวนใจ เราจะทบทวนไปเพื่ออะไรและจะพัฒนาไปถึงไหนถึงจะเรียกว่าพอ...
การเรียนรู้ ติดตาม เฝ้าดูจิต พร้อมเร่งติด คิดศึกษา ตามธรรมะซึ่งเป็น “ธรรมชาติ”
การเรียนรู้ธรรมะคือการเรียนรู้ธรรมชาติแห่งชีวิต
ชีวิตการติดตาม ความเป็นมาและเป็นไปแบบธรรมดา ๆ ที่มันเป็นและไม่เป็น
เฝ้าดูจิตทุกครั้งที่เกิดและดูทุก ๆ ครั้งที่ไม่เกิด
การเรียนรู้จิตก็เพื่อให้รู้ว่าจิตที่แท้นั้นไม่มีอะไร เป็นจิตดวงที่ใส สะอาด สว่าง และสงบ
ถ้าเราเรียนรู้จิตเพื่อรู้มาก รู้กว้าง รู้เพื่อพูด รู้เพื่อแข่งขัน รู้เพื่อลาภยศ สรรเสริญ รู้เพื่อแก่งแย่ง แข่งขัน รู้เพื่อใบปริญญา หรือรู้เพื่อคุยโอ้อวด ว่าฉันรู้ ถือได้ว่ามาผิดทางแล้ว
การเรียนรู้จิตตามหลักการของ “ธรรม” ก็เพื่อเรียนรู้ว่าจิตที่แท้นั้น “ไม่มีอะไร”
จิตก็คือจิต
ความรู้ก็ส่วนของความรู้
ทุกวันนี้ที่วุ่นวายไม่ใช่เพราะจิตวุ่นวาย แต่เป็นเพราะความรู้ทำให้จิตวุ่นวาย
จิตมันก็เป็นจิตของมันอยู่เฉย ๆ ไม่มีอะไร
เรานำความรู้ นำประสบการณ์ นำอารมณ์ มาฉาบทา มาโปะเอาไว้ให้แก่จิต
เมื่อเกิดสิ่งต่าง ๆ มากระทบ ก็นำความรู้ ประสบการณ์แบบโลก ๆ ไปตีความ ตัดสิน จนทำให้ดูเหมือนจิตนั้นวุ่นวาย
แต่แท้ที่จริง “จิตมิได้วุ่นวาย”
จิตไม่ได้เป็นอะไรเลย
เราต่างหากที่วุ่นวาย ร่างกายเราที่วุ่นวาย ความคิดเราวุ่นวาย หัวสมองเราวุ่นวาย ทำให้ทุกอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับทั้งร่างกายและจิตใจดูวุ่นและวายตามกันไปหมด
เราเรียนรู้ธรรมะ ภาวนาพัฒนาและทบทวนจิตเพื่อให้รู้ว่าจิตแท้ ๆ จิตเดิม ๆ ของเรานั้น “ไม่มีอะไร”
เราเรียนรู้ธรรมะ ภาวนาพัฒนาและทบทวนจิตเพื่อตัดความรู้เครื่องฉาบทาจากโลกและสังคมที่ปนเปื้อนอยู่กับจิต เพื่อให้จิตกลายเป็นจิตที่ใสสะอาดเหมือนดั่งเดิม
พุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เรา ทำบุญ ทำทาน รักษาศีล ภาวนา เพื่อขอลาภยศ สรรเสริญ หรือสิ่งอื่นใด
เราทำบุญ ทำทาน รักษาศีล ภาวนา ก็เพื่อชำระสิ่งที่ปนเปื้อนและตกค้างที่อยู่ในจิต เพื่อให้จิตกลับคืนสู่ใจอันเป็นประภัสสร
ทำบุญชะใจ ทำทานล้างใจ
รักษาศีล รักษาใจ
มีสมาธิ มีสติ รู้ทันจิต รู้เกมส์ใจ
ภาวนา ทบทวนใจ
มีปัญญา ก็เพื่อให้รู้ว่าชีวิตนั้น “ไม่มีอะไร”
เมื่อภาวนาโดยตัดความรู้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นความรู้เรื่องกิเลส อันเกิดจากกิเลส และเป็นไปเพื่อกิเลสไปได้เรื่อย ๆ
เราก็จะเริ่มเห็นจิตแท้ ๆ จิตเดิม ๆ
เราภาวนาเพื่อให้เรากลับสู่จิตแท้และจิตเดิม
จิตแท้ จิตเดิม เป็นจิตดี จิตสบาย
เรียนรู้ธรรมะก็เพื่อให้รู้ว่าแท้ที่จริงเราไม่มีอะไร ร่างกายเราก็ไม่มีอะไร จิตเราก็ไม่มีอะไร
ฟังเทศน์ ฟังธรรม ก็เพื่อให้รู้สิ่งที่ไม่มีอะไร แม้แต่ธรรมก็ไม่มีอะไร
ภาวนากันไปก็เพื่อให้ถึงจุดตรงที่ไม่มีอะไรนี่แหละ
ทบทวนและพัฒนาจิตก็เพื่อถึงความไม่มีอะไร และอยู่ได้โดยไม่มีอะไร
ความไม่มีอะไรของกายและจิตคือความสงบ
กายและจิตคือสิ่งไม่มีอะไร
ธรรมะคือสิ่งที่ไม่มีอะไร
การไม่มีอะไรคือความสงบ
ความสุขใดจะหาด้วยความสงบนั้นไม่มี
