"คลังสมอง" เรียกตามโครงการวัฒนธรรมไทยสายใยชุมชน หรือเรียก "ภูมิปัญญาท้องถิ่น" "ปราชญ์ชาวบ้าน"

 

 

คลังสมองของชุมชน

KM ชุมชนเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

 

 

   "บ้านเฮามีคนเก่งในเรื่องอะหยังพร่อง ?"

 

  "ปะเลอะครับ  อุ๊ยมาแกเก่งสานตะกร้า  อุ๊ยสมเก่งแกะสลักฝีมือดังในระดับ OTOP  พ่อครูปันรู้เรื่องพิธีกรรมศาสนา ประเพณีทุกอย่างของบ้านเฮา อ้ายคำเลี้ยงงัวนมจ้าดเก่ง อาจ๋านแก้วฮู้เรื่องการเมืองการปกครอง  อีนางเรื่องนวด  สมุนไพรเกี่ยวกับการนวดฮู้หมด  ผมว่ายังมีอีกหลายคนเป็นซาว สามสิบนู่น"

 

  "ถ้าจะอั้น ก็ไปสำรวจเอาชื่อเปิ้นมา ประวัติ เอาผลงานเปิ้นมาจัดทำทำเนียบ  จัดทำแผนที่บ้านของเปิ้นไว้ตวย รวบรวมจัดทำเป็นข้อมูลเอกสาร ข้อมูลอิเล็กทรอนิค แล้วเดี๋ยวฮ้องพวกเฮามาประชุมทำแผนปฏิบัติการจัดตั้งคลังสมองของบ้านเฮา"

......................................................................................................

           การเริ่มต้นการทำคลังสมองของชุมชน ก็เริ่มจากการสำรวจแบบที่ยกมากล่าวนี้ครับ  เพื่อนำมาทำทำเนียบและแผนที่ไว้เป็นหลักเป็นฐาน

 

          "คลังสมอง"  เรียกตามโครงการวัฒนธรรมไทยสายใยชุมชน หรือเรียก "ภูมิปัญญาท้องถิ่น"  "ปราชญ์ชาวบ้าน" ได้หมด  การสำรวจรวบรวมข้อมูลทรัพยากรบุคคลที่เป็นเสมือนผู้รู้ของชุมชนนั้นมีประโยชน์แก่การสืบทอดภูมิปัญญา และพัฒนาทรัพยากรบุคคลของชุมชนต่อไปไม่หายสูญหาย  เยาวชนคนรุ่นใหม่ก็จะได้เรียนรู้ สืบทอด และพัฒนาให้กว้างขวาง ลึกซึ้งต่อไป  นอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาการประกอบอาชีพและการทำงานต่างๆ เพื่อพัฒนาชุมชนให้ก้าวหน้ายั่งยืนต่อไป   วิธีการใช้ข้อมูลคลังสมองก็คือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน (KM - Knowlages Management) ด้วยการสาธิต ประชุม สัมมนา จัดนิทรรศการ ประกวด แข่งขัน จัดกิจกรรมตามประเพณี โอกาสสำคัญ  ให้คำแนะนำ แล้วแต่จะดำเนินการตามความเหมาะสมของแต่ละชุมชน 

            การดำเนินการจัดกิจกรรมในเรื่องคลังสมองนี้ โครงการวัฒนธรรมไทยฯ ได้แนะนำไว้ดังนี้

 

           ๑. ตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการ   กรรมการก็มาจากองค์กรต่างๆ ผู้ปฏิบัติการก็เลือกจากบุคคลในชุมชน  โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาสนับสนุนดำเนินการ และประสานงานกับองค์กรระดับจังหวัด สภาวัฒนธรรม  เป็นต้น 

 

          ๒. เชิญบุคคลผู้เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สำรวจรวบรวมไว้มาประชุมหารือเพื่อดำเนินงาน แนวทางถ่ายทอด แสดงผลงาน

 

          ๓.  สนับสนุนการจัดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อถ่ายทอดภูปัญญาแก่ลูก หลาน ผู้สนใจ  (เหมือนตลาดนัด KM)  

 

          ๔. สนับสนุนให้สมาชิกในกลุ่มภูมิปัญญา ร่วมคิด ร่วมดำเนินงานตามภารกิจของตน เพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่กลุ่มอื่นๆ

 

         ๕. สนับสนุนให้เกิด "กลุ่มภูมิปัญญาท้องถิ่น" เพื่อให้เกิดกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น  ประชุม  สร้างสรรค์ผลงาน และถ่ายทอดความรู้แก่สถานศึกษา ศาสนสถาน ชุมชน ผู้สนใจ

        ๖. ขอความอนุเคราะห์ผู้เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นวิทยากรให้คำปรึกษา ชี้แนะ อบรม

 

        ๗. ส่งเสริมสมาชิกกลุ่มไปศึกษาดูงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์จากกลุ่มอื่น ชุมชนอื่น เพื่อเพิ่มความเข้มแข็ง

 

       ๘. ส่งเสริมสมาชิกกลุ่มเดินทางไปศึกษาเรียนรู้ ประสบการณ์ นอกชุมชน

 

....................................................................................................

 

         ดูเหมือนไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่าย เพราะปัจจัยความสำเร็จขึ้นอยู่กับ

 

         ๑.ความเข้มแข็ง ร่วมมืออย่างจริงจัง ตั้งใจ ของคณะทำงาน  สมาชิกกลุ่มผู้เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น

 

        ๒.พลังสนับสนุนขององค์กรปกครองท้องถิ่น องค์กรระดับจังหวัด องค์กรเอกชน และองค์กรเกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมดำเนินการ

 

        ๓.งบประมาณการสนับสนุนกิจกรรม ซึ่งองค์กรต่างๆ ต้องเข้ามาช่วย และผลักดันให้เกิดการได้มาซึ่งรายได้เพื่อสนับสนุนกิจกรรมต่อไปอย่างยั่งยืน เช่น การดำเนินธุรกิจ การค้าขาย ของกลุ่มสมาชิก เป็นต้น

 

        ๔. ความสนใจ ใส่ใจ และตระหนักในความสำคัญเพื่อมุ่งพัฒนาชุมชนของสมาชิกทั้งมวลในชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก เยาวชน คนหนุ่มสาว ต้องเห็นคุณค่าของกิจกรรมเหล่านี้ ต้องนับถือ เคารพ บุคคลอันเป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่นของตน

 

       ๕.ความสามารถของผู้นำทุกระดับ ตั้งแต่ผู้นำเยาวชน ผู้นำชาวบ้าน ผู้นำศาสนา ผู้นำปกครองท้องถิ่น ต้องเก่ง ต้องรู้จักประสาน ชี้แนะ ชี้นำ ด้วยความเข้มแข็ง เสียสละ

 

        มาช่วยกันสร้างและพัฒนาชุมชนของเราด้วย "คลังสมอง" ที่มีคุณค่าของเราเถิดครับ  เพราะนี่คือแนวทางการสร้างสมานฉันท์ และการพึ่งตนเองตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงผู้ทรงเป็นภูมิปัญญาแห่งแผ่นดินไทยครับ