อาจารย์ยืน ภู่วรวรรณ(10) กล่าวว่า ปัจจุบันมีเทคนิคการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลหลายแบบซึ่งได้รับการพัฒนาก้าวหน้าขึ้นตลอดเวลา ในยุคแรกการจัดเก็บเน้นเฉพาะข้อมูลที่เป็นรูปแบบ โดยทำการจัดข้อมูลเป็นแฟ้มข้อมูล (file) เป็นฐานข้อมูล (database) เน้นการประมวลผลจากฐานข้อมูล ต่อมาประสิทธิภาพการทำงานของคอมพิวเตอร์ ระบบอินเทอร์เน็ต/อินทราเน็ตที่พัฒนาขึ้นมา เทคนิคสมัยใหม่ทำให้รูปแบบของการเก็บรวบรวมข้อมูลเปลี่ยนแปลงไป การใช้งานที่ง่ายขึ้น สามารถเก็บไว้และเรียกค้นข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบต่างๆ ได้ เช่น ข้อมูลแบบเอกสาร สื่อผสม (multimedia) รูปภาพ มีการพัฒนาระบบการค้นหาข้อมูล (search engine) ที่ดี เมื่อข้อมูลข่าวสารมีรูปแบบที่หลากหลาย มีโครงสร้างที่ซับซ้อนมากขึ้น และมีปริมาณมาก จึงมีการพัฒนาเทคนิคสามารถรองรับการจัดการข้อมูลจำนวนมาก ดังนั้นฐานข้อมูลจึงได้รับการพัฒนาเป็นคลังข้อมูล (data warehouse) โดยสามารถสร้างรูปแบบของข้อมูลหรือใส่เงื่อนไข กรอบคำอธิบาย รวมถึงเพิ่มเติมดัชนีลงในข้อมูลเพื่อให้ระบบประมวลผลได้ง่ายขึ้น เช่น ระบบการทำดัชนี ระบบช่วยค้นหาการจัดการความรู้เป็นการใช้เทคโนโลยีหลายอย่างที่ต้องพัฒนาร่วมด้วย เช่น ระบบผู้ชำนาญการ (Expert System) ระบบ Visualization ฟัซซีลอจิก (Fuzzy Logic) การประมวลผลธรรมชาติ (NLP) นิวรอลคอมพิวติง (Neural Computing) ตลอดจนการใช้เทคนิคการประมวลผลภาพและการประมวลผลเสียง เพื่อให้คอมพิวเตอร์ติดต่อกับผู้ใช้ได้ง่ายขึ้น การนำระบบสารสนเทศมาใช้ในการพัฒนาระบบจัดการความรู้ในกรมควบคุมโรค เพื่อให้กรมควบคุมโรคบรรลุเป้าหมายของการเป็น “องค์กรแห่งการเรียนรู้” ตลอดจนการให้บริการข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ จึงได้วางแนวทางในการพัฒนาระบบจัดการความรู้โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือ พัฒนาและปรับปรุงเว็บไซต์เดิมที่มีอยู่เพื่อจัดโครงสร้างเว็บไซต์บางส่วนใหม่ และจะได้มีการนำเสนอข้อมูลใหม่ๆ เข้าไปยังเว็บไซต์เพื่อเผยแพร่แก่กลุ่มเป้าหมาย และจัดให้มีระบบบริหารเว็บไซต์เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยน แก้ไข หรือเพิ่มเติมข้อมูลเว็บไซต์ได้ง่ายยิ่งขึ้น ปรับปรุงข้อมูลเว็บไซต์ให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา นำเสนอข้อมูลที่เกิดประโยชน์ สามารถสืบค้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ แก่ทั้งภาคประชาชน ผู้บริหาร และส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้ การพัฒนาด้านระบบสารสนเทศที่จะมีประโยชน์ต่อการจัดการความรู้ ได้แก่1. ระบบส่วน Front Office เช่น ระบบการสืบค้นข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ เอกสารรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) ผลงานการวิจัย แหล่งท่องเที่ยวกับโรคมาลาเรีย ระบบการร้องเรียนออนไลน์ (e-Petition) ศูนย์บริการลูกค้า (Hotline) ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์กับการเฝ้าระวังโรค 2. ระบบส่วน Back Office เช่น ระบบงานสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ การประชุมแบบลดกระดาษ ระบบ GFMIS ศูนย์ปฏิบัติการกรม ระบบการแจ้งเตือนภัยทาง e-mail/SMS ระบบการติดตามและประเมินผลค่าชี้วัดของกรมควบคุมโรคตามโครงการประเมินผลสัมฤทธิ์การดำเนินงานของกรม ระบบบริหารจัดการข้อมูลงบประมาณ ระบบรายงานความก้าวหน้าโครงการ ระบบการรายงานโรค3. ระบบการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ผ่านทางอินเตอร์เน็ท และติดต่อสื่อสาร แนวทางการนำระบบสารสนเทศมาใช้ในการพัฒนาระบบจัดการความรู้ในกรมควบคุมโรคหลักการในการออกแบบสถาปัตยกรรมของระบบสารสนเทศที่จะใช้ในการพัฒนาระบบจัดการความรู้นั้น ดำเนินตามแนวทางที่ได้กำหนดไว้ในแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศ กรมควบคุมโรค ปี 2548-2552(11) โดยมีการออกแบบโดยให้มีความสอดคล้องกับกรอบแนวคิดของ Federal Enterprise Architecture และให้เหมาะสมกับความต้องการของกรมควบคุมโรค ในด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้1. การใช้มาตรฐานกลาง (Standards)2. การใช้ข้อมูลและอุปกรณ์ร่วมกัน (Shared Data and Resources)3. การขยายขีดความสามารถระบบ (Scalable Systems)4. ความปลอดภัยในระบบ (Security)5. การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) ระบบบริหารจัดการความรู้ ระบบการบริหารจัดการความรู้ที่จะพัฒนาควรประกอบด้วยระบบย่อยดังนี้ <h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt; page-break-after: auto; text-indent: 0cm; tab-stops: 18.0pt">
1. ระบบรวบรวมข้อมูล (Data Collection)
</h1>ระบบรองรับการรวบรวมข้อมูลที่มีอยู่แล้ว และข้อมูลใหม่ ในรูปแบบต่างๆ คือ:- <h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt; page-break-after: auto; text-indent: 17.85pt; tab-stops: list 45.0pt">
1.1. ข้อมูลที่สร้างขึ้นโดยโปรแกรมประยุกต์ต่างๆ ที่ใช้กันอยู่ในการทำงานประจำ เช่น MS Word, Excel, PowerPoint, PDF โดยผู้ใช้สามารถบันทึกข้อมูลเหล่านั้นลงในส่วนเก็บข้อมูลองค์ความรู้ได้ และสามารถจัดเก็บข้อมูลลงฮาร์ดดิสก์ของเครื่องแม่ข่ายกลาง หรือบันทึกเฉพาะชื่อไฟล์ และชื่อผู้ใช้งานที่สร้างหรือบันทึกไฟล์นี้
</h1><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt; page-break-after: auto; text-indent: 17.85pt; tab-stops: list 45.0pt">
1.2. ไฟล์ประเภทต่างๆ ซึ่งอาจจะไม่เป็นมาตรฐานหรือไม่ได้ใช้งานบ่อย ผู้ที่รวบรวมข้อมูลสามารถบันทึกไฟล์เหล่านี้ไปยังศูนย์ข้อมูลองค์ความรู้ได้ และสามารถจัดเก็บข้อมูลเช่นเดียวกับข้อมูลแบบแรก
</h1><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt; page-break-after: auto; text-indent: 17.85pt; tab-stops: list 45.0pt">
1.3. รวบรวมข้อมูลของเว็บไซต์ต่างๆ ภายในกรมฯ โดยจะทำการนำข้อมูลของเว็บไซต์ต่างๆ มาทำดัชนี (Index) เพื่อให้สามารถสืบค้นได้ง่าย (โดยจะทำหน้าที่คล้ายกับ Search Engine เช่น Yahoo หรือ Google)
</h1><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt; page-break-after: auto; text-indent: 17.85pt; tab-stops: list 45.0pt">
1.4. ไฟล์ภาพ กราฟิก และสื่อประสม (multimedia) ต่างๆ สามารถทำดัชนีมาเก็บไว้ที่ส่วนองค์ความรู้ โดยสร้างเป็น Gallery สำหรับนำไปใช้ในงานต่างๆ และการสืบค้น
</h1><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt; page-break-after: auto; text-indent: 17.85pt; tab-stops: list 45.0pt">
1.5. ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลของรายการ E-Learning ทั้งหมดที่สร้างขึ้น เพื่อให้สามารถสืบค้นและเรียกมาดูได้ โดยจะทำการเก็บข้อมูลของ E-Learning ในหัวข้อต่างๆ แบ่งหมวดหมู่อย่างเป็นระบบ
</h1><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt; page-break-after: auto; text-indent: 17.85pt; tab-stops: list 45.0pt">
1.6. รวบรวมข้อมูลสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS Information) โดยนำมาเฉพาะส่วนที่เป็นหัวข้อและรายการต่างๆ เพื่อทำเป็นดัชนี ไว้ในระบบองค์ความรู้ เพื่อให้สืบค้น และเชื่อมโยงไปหาระบบ GIS ของหน่วยงานต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรวดเร็ว
</h1><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt; page-break-after: auto; text-indent: 17.85pt; tab-stops: list 45.0pt">
1.7. หากระบบ GFMIS เปิดให้มีระบบการเชื่อมโยงกับเว็บไซต์หรือระบบภายนอก ก็สามารถที่จะดึงข้อมูลในส่วนงบประมาณ หรืออื่นๆ จากระบบ GFMIS มาสืบค้นและ Index เข้าสู่ระบบองค์ความรู้ที่พัฒนาขึ้นได้
</h1><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt; page-break-after: auto; text-indent: 17.85pt; tab-stops: list 45.0pt">
1.8. ในส่วนฐานข้อมูลต่างๆ ที่มีมาตรฐานที่แตกต่างๆ กัน การออกแบบที่แตกต่างกัน ก็จะได้มีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลาง ที่มีการกำหนดฟิลด์มาตรฐาน เพื่อเชื่อมโยงกับข้อมูลที่จัดเก็บในฐานข้อมูลต่างๆ กันของหน่วยงานต่างๆ
</h1><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt; page-break-after: auto; text-indent: 17.85pt; tab-stops: list 45.0pt">
1.9. มีระบบที่รองรับฐานข้อมูลซึ่งจะมีขนาดใหญ่มากเพื่อเก็บข้อมูลและไฟล์ต่างๆ ของทั้งกรมฯ
</h1><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt; page-break-after: auto; text-indent: 17.85pt; tab-stops: list 45.0pt">
1.10. หน่วยงานต่างๆ สามารถบันทึกข้อมูลองค์ความรู้ต่างๆ ไว้ที่คอมพิวเตอร์แม่ข่ายของหน่วยงานเองได้ เพื่อให้ระบบ Knowledge Capture มาเก็บองค์ความรู้เพื่อทำดัชนีเข้าสู่ระบบกลาง
</h1> <h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt; page-break-after: auto; text-indent: 0cm; tab-stops: 18.0pt">
2. ระบบรวบรวมข้อมูลสู่องค์ความรู้ (Knowledge Capture)
</h1><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt; page-break-after: auto; text-indent: 18pt; tab-stops: list 45.0pt">
2.1. นำข้อมูลที่ถูกรวบรวมแล้วจากระบบรวบรวมข้อมูลมาเก็บเป็นฐานข้อมูลองค์ความรู้ โดยจะเก็บข้อมูลที่สำคัญๆ เบื้องต้นคือ: หัวข้อ Full Text, Index Search, คำค้นที่สำคัญ (Keyword) แหล่งของข้อมูลที่จะเชื่อมโยงไป
</h1><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt; page-break-after: auto; text-indent: 18pt; tab-stops: list 45.0pt">
2.2. ระบบส่วนนี้จะสร้างฐานข้อมูลเพื่อเก็บข้อมูลเฉพาะในส่วน Index ทั้งหมดไว้บนเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย
</h1><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt; page-break-after: auto; text-indent: 18pt; tab-stops: list 45.0pt">
2.3. เก็บข้อมูลเกี่ยวกับสมาชิก เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการใช้งานครั้งต่อไป
</h1><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt; page-break-after: auto; text-indent: 18pt; tab-stops: list 45.0pt">
2.4. จัดรวบรวมความรู้เป็นตามหมวดต่างๆ ที่ผู้บริหารระบบกำหนดขึ้นจากระบบรวบรวมข้อมูล
</h1><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt; page-break-after: auto; text-indent: 18pt; tab-stops: list 45.0pt">
2.5. เก็บข้อมูลในระบบจัดเก็บฐานข้อมูลที่สามารถรองรับฐานข้อมูลขนาดใหญ่ได้ เช่น MySQL หรือ MS-SQL หรือ Oracle
</h1><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt; page-break-after: auto; text-indent: 18pt; tab-stops: list 45.0pt">
2.6. สามารถกำหนดเวลาให้ระบบทำการปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันได้ โดยไปนำข้อมูลจากระบบรวบรวมความรู้มาทำดัชนี (Index) ใส่ระบบได้
</h1> <h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt; page-break-after: auto; text-indent: 0cm; tab-stops: 18.0pt">
3. ระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูล (Knowledge Exchange)
</h1><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt; page-break-after: auto; text-indent: 18pt; tab-stops: list 45.0pt">
3.1. ระบบงานในส่วนนี้จะสามารถทำการส่งออกฐานข้อมูลออกมาในรูปแบบ XML ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ใน Government Data Exchange
</h1><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt; page-break-after: auto; text-indent: 18pt; tab-stops: list 45.0pt">
3.2. มีระบบที่สามารถนำเข้าข้อมูลในรูปแบบ XML จากฐานข้อมูลอื่นๆ
</h1> <h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt; page-break-after: auto; text-indent: 0cm; tab-stops: 18.0pt">
4. ระบบการสืบค้นองค์ความรู้โดยผู้ใช้งาน (Web Based Application Front-End)
</h1><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt; page-break-after: auto; text-indent: 18pt; tab-stops: list 45.0pt">
4.1. เป็นระบบที่ทำงานผ่านระบบเว็บ (Web-based Application) สามารถเรียกดูจากที่ใดก็ได้ เพื่อให้ติดต่อกับผู้ใช้ได้ง่ายขึ้น
</h1><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt; page-break-after: auto; text-indent: 18pt; tab-stops: list 45.0pt">
4.2. สามารถสืบค้นข้อมูลจากองค์ความรู้โดยคำค้น และหมวดของความรู้
</h1><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt; page-break-after: auto; text-indent: 18pt; tab-stops: list 45.0pt">
4.3. ผู้ใช้งานสามารถเก็บความรู้ที่สืบค้นได้ แล้วเก็บเป็นหมวดหมู่ลงในระบบ Favorite เพื่อเก็บไว้เรียกดูในภายหลัง
</h1><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt; page-break-after: auto; text-indent: 18pt; tab-stops: list 45.0pt">
4.4. มีระบบติดตาม (Tracking) ความรู้ไปยังต้นกำเนิดของความรู้ เพื่อเรียกดูรายละเอียดได้
</h1><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt; page-break-after: auto; text-indent: 18pt">
การออกแบบระบบ Knowledge Management กรมควบคุมโรคที่นำเสนอแสดงรายละเอียดดังผังในรูปที่ 1
</h1>
<h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt; page-break-after: auto"></h1>
ข้อควรคำนึงในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้บริหารจัดการความรู้เนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศด้านเทคนิคการจัดรวบรวมข้อมูลมีการพัฒนาก้าวหน้าขึ้นตลอดเวลา ข้อมูลข่าวสารมีรูปแบบที่หลากหลาย มีโครงสร้างที่ซับซ้อนมากขึ้น และมีปริมาณมาก การจัดการความรู้เป็นการใช้เทคโนโลยีหลายอย่างที่ต้องพัฒนาร่วมด้วย ดังนั้นการนำมาใช้ควรพิจารณาในประเด็นต่างๆ ดังนี้1. การใชเทคโนโลยีสารสนเทศมาสนับสนุนกระบวนการ มีการดําเนินการอยางไรบาง2. ความสะดวก และข้อดีข้อเสียในการนำมาใช้ของเทคโนโลยีแต่ละแบบ3. ความคุ้มทุนและประสิทธิภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศแตละแบบ4. องค์กรควรจะมีการทำความเข้าใจหรือทำการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้และความเข้าใจกับเทคโนโลยีสารสนเทศใหม่ๆ5. ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือสนับสนุนการจัดการความรู้เท่านั้น6. ต้องสร้างความชัดเจนให้กับทีมงานในเรื่องการจัดการความรู้ และเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมในการจัดการความรู้แต่ละประเภท <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">7. ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่มีอยู่แล้วในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของกรรมการ คณะทำงาน และผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น Web board หรือ E-Mail เพื่อให้เกิดเครือข่ายการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเกิดการเรียนรู้</p><p>http://www.bizpotential.com/download/Doc_DDC_KM_Events.doc </p><p>“องค์กรแห่งการเรียนรู้” ตลอดจนการให้บริการข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ จึงได้วางแนวทางในการพัฒนาระบบจัดการความรู้โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือ พัฒนาและปรับปรุงเว็บไซต์เดิมที่มีอยู่เพื่อจัดโครงสร้างเว็บไซต์บางส่วนใหม่ และจะได้มีการนำเสนอข้อมูลใหม่ๆ เนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศด้านเทคนิคการจัดรวบรวมข้อมูลมีการพัฒนาก้าวหน้าขึ้นตลอดเวลา ข้อมูลข่าวสารมีรูปแบบที่หลากหลาย มีโครงสร้างที่ซับซ้อนมากขึ้น และมีปริมาณมาก การจัดการความรู้เป็นการใช้เทคโนโลยีหลายอย่างที่ต้องพัฒนาร่วมด้วย </p>
แนวทางการนำระบบสารสนเทศมาใช้ในการพัฒนาระบบจัดการความรู้ในกรมควบคุมโรค
แนวทางการนำระบบสารสนเทศมาใช้ในการพัฒนาระบบจัดการความรู้ในกรมควบคุมโรค
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
Prof. Vicharn Panich · 15 ธ.ค. 2550
กอหญ้า · 15 ธ.ค. 2550
คนเหนือเขื่อน · 15 ธ.ค. 2550
natthawut s sumsomboon · 15 ธ.ค. 2550
เคโระ · 15 ธ.ค. 2550
การนำระบบสาระสนเทศและการสื่อสารข้อมูลมาใช้ในงานใดให้ผลตอบแทนน้อยที่สุด