บันทึกนี้ เป็นบันทึกเหตุการณ์สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่จะมีผลกระทบต่อคนไทยทั้งมวล เป็นข้อมูลตามความเป็นจริง เท่านั้นค่ะ
เรื่องการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้น ในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 นี้
ตลอดจนถึงการตั้งรัฐบาลใหม่ ท่านผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณส่วนตัวของท่าน
สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2550 ดิฉันได้ไปร่วมงาน “เทวาลัยรำฦก : รวมพลคนอักษร” ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้จัดขึ้น ณ ศาลาดุสิดาลัยเพื่อให้ชาวชงโคสีเทา มารวมพลกัน เพื่อรวมหลั่งรินน้ำใจให้คณะ และเพื่อสานต่อปรัชญาการศึกษาด้านอักษรศาสตร์ของชาติ และเพื่อให้ทุกคนร่วมแรงร่วมใจ สร้างประวัติศาสตร์ อีกหน้าหนึ่งของการศึกษาไทย ฝากไว้ที่ อาคารมหาจักรีสิรินธร
โดยได้มีศิษย์เก่าทุกรุ่นมาร่วมงานประมาณ 1000 คนและได้รวบรวมเงินบริจาคทั้งหมด ประมาณ 100 กว่าล้าน ทูลเกล้าฯถวายเพื่อสมทบทุนมูลนิธิมหาจักรีสิรินธร เพื่อคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ในโอกาสนี้ ดิฉันได้พบปะเพื่อนฝูง รวมทั้งรุ่นพี่ รุ่นน้องมากมาย เรามีเรื่องมาคุยกัน ไม่ได้หยุดตลอดเวลาที่พบปะกัน ซึ่งหนึ่งในหลายๆเรื่อง คือ เรื่องการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้น ในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 นี้
ส่วนใหญ่พวกเพื่อนๆ ไม่ค่อยให้ความสนใจเรื่องการเลือกตั้ง อย่าง ลงลึก นัก ทราบแต่ว่า มีความเหมือนของความเป็นนโยบายประชานิยม แต่มีความต่างของระดับกันบ้าง เพราะการเน้นไปที่นโยบายประชานิยม จะเป็นนโยบายที่ชาวบ้านเข้าใจง่าย ซึ่งนักการเมืองดีๆ ก็ยังต้องเอนไปทางประชานิยมด้วย เพราะเกรงว่าจะไม่ได้รับเลือก
และนโยบายของพรรคต่าง ๆ ก็มีกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไปด้วย จะมีพรรคขนาดใหญ่ 2 พรรคที่ เน้นนโยบายที่สนองกลุ่มเป้าหมายคือประชาชนทั้งประเทศ เพราะฐานเสียงของพรรคที่มีความหลากหลาย แต่พอถามกันว่า นอกจาก 2 พรรคใหญ่นี้ แล้ว มีพรรคอื่นๆ ชื่ออะไรกันบ้าง มีนโยบายอะไรบ้าง ก็ไม่ค่อยมีใครทราบชื่อพรรคพร้อมทั้งนโยบาย ได้ครบนัก
ดิฉันจึงคิดว่า น่าจะไปรวบรวมชื่อและนโยบายของพรรคต่างๆมาให้อ่านกันก่อนไปเลือกตั้งในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ อาจเป็นประโยชน์บ้างค่ะ แต่เป็นเรื่องของข้อมูลล้วนๆเท่านั้นค่ะ โดยดิฉัน ขออ้างถึง........
จากผลการสัมมนา “เวทีนโยบายเศรษฐกิจและสังคม : พรรคการเมืองพบสภาที่ปรึกษาฯ และประชาชน.”
จัดเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2550 ณ โรงแรมปริ๊นซ์พาเลส มหานาค กรุงเทพฯ และมีรายงานการสัมมนาอยู่ใน สารสภาที่ปรึกษา ฉบับที่ 70 ปีที่ 4 เดือนพฤศจิกายน 2550
มีพรรคการเมืองเข้าร่วมสัมมนา 7 พรรคด้วยกัน ซึ่งแต่ละพรรคได้แสดงวิสัยทัศน์และนำเสนอนโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นรูปธรรมดังนี้ค่ะ.....
1. พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นำเสนอว่า จะยกเลิก พรบ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวทันที เนื่องจากเป็นการปิดกั้นเงินทุนต่างชาติ รัฐบาลที่จะเข้ามาต้องเร่งสร้างความมั่นใจ เพื่อให้การประกอบการของภาคธุรกิจเกิดการแข่งขัน และจะลงทุนสร้างรถไฟรางคู่ทั่วประเทศเพื่อประหยัดเวลาและต้นทุนค่าขนส่ง จะลงทุนด้านระบบชลประทาน เพื่อให้เกษตรกรสามารถได้ผลผลิตมากขึ้น และจะเน้นในด้านการพัฒนาคนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดด้วย. เด็กไทยทุกคนได้เรียนฟรีจริง 15 ปี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศนโยบาย 99 วัน ทำได้จริง คนไทยต้องมีชีวิตที่ดีกว่า" จะเห็นได้ว่าปัญหาอย่างหนึ่งของการเมืองไทย คือ เราไม่มีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง สถานการณ์ของประเทศมีความขัดแย้งในสังคมสูง เศรษฐกิจฝืดเคืองมานาน พี่น้องประชาชนกินอยู่ด้วยความยากลำบาก รวมถึงความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้น และทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกวัน การเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคมนี้ เป็นโอกาสที่ดีที่จะมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
การเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคมนี้ จะเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีทางเลือก โดยมีโอกาสเลือกคนที่เข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประชาชนได้ โดยยึดหลักว่า ประชาชนต้องมาก่อน ประชาชนมีโอกาสได้เลือกผู้นำที่มีไฟ มีความก้าวหน้า และมีความสามารถในการนำความปรองดองและความมั่นคงกลับมาสู่ประเทศไทย มากกว่าเลือกผู้นำรุ่นเก่าที่มีแต่ความขัดแย้งและปล่อยให้ปัญหาเรื้อรังต่อไปอีก
2. พรรคประชาราช นายกร ทัพพะรังสี รองหัวหน้าพรรค(ในขณะที่กำลังนำเสนอนโยบายของพรรคนี้)
ต่อมา อีกไม่นาน ในปลายเดือนตลาคม นายกร ทัพพะรังสี ได้ลาออกจากพรรคนี้) หลังจากนั้น ดร.เชียรช่วง กัลยาณมิตร เป็นเลขาธิการพรรค ส่วนตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรคว่างลง
กล่าวว่า จะขับเคลื่อนคนทั้ง 64 ล้านชีวิต โดยนำจุดแข็งคือการเกษตรกรรม สู่เวทีโลก ต้องทำให้ทุกตารางนิ้วของแผ่นดินไทยมาได้มาใช้ประโยชน์ จะนำที่ดิน สปก. มาแปลงเป็นเอกสารสิทธิ์ เพื่อประโยชน์ต่อเกษตรกร รวมทั้งจะพัฒนาคนซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาชาติ ให้อยู่บนพื้นฐานของความยั่งยืน
3. พรรคมัชฌิมาธิปไตย นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ หัวหน้าพรรคเสนอนโยบาย ชีวิตคนไทย ร่ำรวย อยู่เย็นเป็นสุข พร้อมเสนอลดภาษีเงินได้นิติบุคคล เหลือร้อยละ 20 และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่เกิน ร้อยละ 20 เพื่อขยายฐานภาษี ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น รวมทั้ง สร้างรถไฟฟ้า 10 สายทาง ค่าโดยสาร 15 บาท สร้างรถไฟฟ้ารางคู่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากนี้ จะเร่งแก้ปัญหาคนตกงาน ส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีแบบนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น รวมทั้งพักชำระหนี้ประชาชนทั่วไป ที่ไม่เป็นเอนพีแอล ส่งเสริมให้มีการเรียนฟรี รักษาพยาบาลฟรี และยกระดับโรงพยาบาลให้ดีขึ้น ส่วนสถานีอนามัย จะยกระดับเป็นโรงพยาบาลตำบล
4. พรรคพลังประชาชน น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค ประกาศนโยบายพรรค แนวทางเศรษฐกิจ 2 แนวทาง 3 ยุทธศาสตร์ 4 เป้าหมาย คือฟื้นฟูเศรษฐกิจ ฟื้นความเชื่อมั่น ต่อไปจะ เร่งสร้างความปรองดอง สร้างการลงทุนและความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ โดยประกาศเป็น เศรษฐกิจคู่ขนาน ส่งเสริมความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในประเทศ เพื่อเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจต่างประเทศ และสานต่อนโยบายเศรษฐกิจรากหญ้า นอกจากนี้ จะยกเลิกมาตรการกันเงินสำรอง ร้อยละ 30 ของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อเปิดกว้าง รับเงินทุนจากต่างชาติ รวมทั้งยกเลิกกฎอัยการศึกทุกพื้นที่ ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดที่ 3 โดยมีตัวแมนจากภาคประชาชน ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้กับข้าราชการในการปฏิบัติราชการ เพื่อการไม่ถูกฟ้อง และเช็กบิลภายหลัง พร้อมจะขยายฐานภาษี เพื่อให้มีการจัดเก็บอย่างเป็นธรรมในสังคม
5. พรรคชาติไทย โดย นายธรรมา ปิ่นกาญจนะ เหรัญญิก พรรค แถลงนโยบาย คือการรักษาเสถียรภาพทางการเงินการคลัง สร้างการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในอัตราที่เหมาะสม เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและกระจายรายได้ให้ทั่วถึง พร้อมทั้งพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืน ทั่วถึง และเท่าเทียม มุ่งเน้นการบริหารจัดการ ด้วยเทคโนโลยี พัฒนาที่ดิน การจัดการน้ำ การถือครองและปฎิรูปที่ดิน นอกจากนี้ เสนอให้มีการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมขนาดเล็ก กลาง และชุมชน เพื่อมุ่งเน้นคุณภาพ ลดต้นทุนและมลพิษ รวมทั้งการเน้นด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ส่งเสริการท่องเที่ยวท้องถิ่น ลดช่องว่างของรายได้ระหว่างคนในเมืองกับชนบท และด้านการต่างประเทศ ทางพรรคจะทำตามเงื่อนไขกฎหมายทุกรูปแบบ เพื่อนำมาสู่การเจรจาแก้ไข
6. พรรคเพื่อแผ่นดิน นายจิรายุ วสุรัตน์ ตัวแทนพรรค แสดงนโยบายว่า จะนำความสุขคืนสู่ประชาชน มีนโยบาย 9 ความสุขแผ่นดิน โดยเริ่มจากครอบครัวและชุมชน พร้อมทั้งแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น คุณภาพการศึกษา การขาดแคลนครู และเน้นการสอนภาษาต่างประเทศ ส่งเสริมการศึกษาที่เป็นความต้องการของตลาดแรงงาน และส่งเสริมให้มีโรงเรียนอัจฉริยะ รวมทั้งการสาธารณธสุขที่ทั่วถึงและฟรี
จะเห็นได้ว่า นโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ ค่อนข้างที่จะมุ่ง ตอบสนองต่อฐานเสียงของตนเอง
แต่ละพรรคจะพยายามพัฒนานโยบายให้มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น และมีจุดเด่นของนโยบายที่แตกต่างกันไป เช่น พรรคพลังประชาชน เน้นยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวสร้างรายได้ 1.5 ล้านล้านบาทต่อปี และการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ด้วยงบประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ชูนโยบายเร่งด่วน 99 วัน
ส่วนพรรคมัชฌิมาธิปไตย เสนอนโยบายรถไฟฟ้า 15 บาทตลอดสายเป็นเวลา 10 ปี ประกันราคาสินค้าเกษตร 7 ชนิด และส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ 7 ประเภท
ดังนั้น ก่อนที่ประชาชนจะตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคใดเข้ามาบริหารประเทศ ควรพิจารณานโยบายของพรรคการเมืองอย่างรอบคอบ รอบด้าน ครบถ้วน โดยจะต้องพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการนำมาปฏิบัติจริงค่ะ
การเลือกตั้งล่วงหน้า นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต) ด้านกิจการพรรคการเมือง ให้สัมภาษณ์ว่า การกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งช่วงการเลือกตั้งล่วงหน้าและการเลือกตั้งนอกเขต วันที่ 15 - 16 ธันวาคม 2550 จะมีน้อย
อย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบเห็นการกระทำผิด สามารถแจ้งหรือร้องเรียนได้ที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือกกต.ประจำจังหวัดได้ทันที ซึ่งที่ผ่านมา มีการร้องเรียนการกระทำผิดเข้ามาเป็นจำนวนมาก และได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว
นางสดศรี กล่าวต่อว่า ขอเชิญชวนประชาชนทุกคนให้ออกมาใช้สิทธิกันอย่างเต็มที่ เพราะสิทธิที่มีอยู่ขณะนี้ เป็นสิทธิที่หาซื้อไม่ได้ เป็นสิทธิที่ควรจะออกไปใช้สิทธิเพื่อชี้ชะตาของบ้านเมืองต่อไป ทั้งนี้ ประชาชนสามารถออกมาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งล่วงหน้าได้ตั้งแต่เวลา 08.00 - 17.00 น.
หมายเหตุ:: รายชื่อพรรคที่รวบรวม ณ ที่นี่นี้ อาจไม่ครอบคลุมหมดทุกพรรค เพราะอ้างถึง เฉพาะพรรคที่ไปร่วมสัมนา “เวทีนโยบายเศรษฐกิจและสังคม : พรรคการเมืองพบสภาที่ปรึกษาฯ และประชาชน.” จัดเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2550 เท่านั้น
นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมและรับทราบปัญหาการเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัด และการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตจังหวัด ที่ หน่วยเลือกตั้งสำนักงานเขตวัฒนา
โดยนายสุทธิพล กล่าวว่า เป็นที่น่ายินดีที่การเลือกตั้งในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ ถึงแม้จะเป็นการเลือกตั้งล่วงหน้า แต่มีประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ลงคะแนนเป็นจำนวนมาก
แสดงออกถึงความตื่นตัวของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งคาดว่าในวันอาทิตย์ที่ 23 ธ.ค.นี้ จะมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์กันอย่างพร้อมเพรียง ทั้งนี้ เนื่องจากมีประชาชนมาใช้สิทธิ์เป็นจำนวนมากที่หน่วยเลือกตั้งสำนักงานเขตวัฒนา จึงทำให้ประสบปัญหาในเรื่องของพื้นที่ ซึ่งอาจคับแคบจนเกินไป ซึ่งทำให้ประชาชนไม่ได้รับความสะดวกเพียงพอ แต่ก็ได้คำชับเจ้าหน้าที่ให้อำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่แล้ว
ส่วนเรื่องบัตรลงคะแนนแบบภาพ สำหรับผู้พิการตาสายตา ซึ่งเกิดปัญหาเรื่องการจัดส่งนั้น นายสุทธิพล กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการสำรองบัตรเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม จะนำปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นไปปรับใช้ ในการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธ.ค.
นี้ต่อไป
พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี
ได้เดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัด ที่โรงเรียนสุโขทัย เขตดุสิต โดยภายหลังลงคะแนนเสียงเสร็จ
พล.อ.สนธิ ให้สัมภาษณ์ว่า รู้สึกดีใจที่ประชาชนมีความตื่นตัวในการมาใช้สิทธิเลือกตั้ง และหากประชาชนคนใดยังไม่ได้ตัดสินใจมาใช้สิทธิ ก็ขอให้เดินทางมาใช้สิทธิด้วย
พล.อ.สนธิ กล่าวต่อว่า เชื่อว่าประชาชนจะไม่สับสนเรื่องการลงคะแนนเสียง เพราะบัตรเลือกตั้งมีหลายสีและมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำทุกขั้นตอน นอกจากนี้ บัตรเลือกตั้งยังเพียงพอสำหรับประชาชนที่ต้องการมาใช้สิทธิ ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยระหว่างการเลือกตั้งนั้น ก่อนหน้านี้ได้ประชุมเพื่อเตรียมการและรับมือไว้แล้ว ทั้งการรักษาความาปลอดภัยในเขตเลือกตั้งต่างๆ และใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ส่วนที่มีกระแสข่าวระบุว่า กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถูกข่มขู่ทำร้ายนั้น พล.อ.สนธิ กล่าวว่า หากมีการร้องขอ ก็พร้อมส่งกำลังไปคุ้มครอง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการเลือกตั้งที่โรงเรียนสุโขทัยเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีทหารที่มาประจำการที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้มาใช้สิทธิจำนวนมาก ทั้งนี้ เขตดุสิตมีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิล่วงหน้านอกเขตจังหวัดจำนวน 12,830 คน
พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า
งบประมาณในการจัดทำบัตรเลือกตั้งสำหรับคนตาบอดไม่เพียงพอ ว่า กกต.จะเป็นผู้พิจารณาแก้ไขปัญหา และไม่ได้เป็นหน้าที่ของรัฐบาล
เพราะที่ผ่านมา มีเพียงสำนักงานตำรวจแห่งชาติของบประมาณมาเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณไปแล้ว
ทั้งนี้ การที่กกต.จะสามารถหางบประมาณสำหรับจัดทำบัตรเลือกตั้งสำหรับคนตาบอดได้ทันภายในสัปดาห์หน้าหรือไม่ ก็อยู่ที่กกต.และวิธีการดำเนินงานที่จะเสนอมา
สมาชิกในครอบครัวดิฉัน ไปใช้สิทธิ์แล้ว แจ้งมาว่า มีคนไปใช้สิทธิ์กันค่อนข้างมากค่ะ
นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัดกรุงเทพมหานคร ได้เดินทางตรวจเยี่ยมการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัด และการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง ที่โรงเรียนบ้านบางกะปิ
ซึ่งเป็นหน่วยเลือกตั้งที่ประชาชนได้ขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัดมากที่สุด จำนวน 89,602 คน โ
ดยนายพงศ์ศักติฐ์ กล่าวถึงการเก็บรักษาหีบบัตรเลือกตั้งล่วงหน้า ว่า จะเก็บไว้ที่สำนักงานเขต
แต่หากสำนักงาเขตใดที่คับแคบ ก็จะฝากเก็บที่สถานที่ตำรวจ ส่วนบัตรเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัดนั้น จะจัดส่งกลับไปยังจังหวัดต่างๆ ทางไปรษณีย์แบบวันต่อวัน โดยบัตรฯ จะถึงทุกจังหวัดวันที่ 23 ธ.ค.นี้ ดังนั้น
ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าหีบบัตรและบัตรเลือกตั้งจะถูกเก็บรักษาอย่างดี โดยเปิดโอกาสให้ผู้แทนของพรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส. ช่วยตรวจสอบด้วย
นายพงศ์ศักติฐ์ กล่าวถึงกรณีการทำบัตรประชาชนใหม่ในช่วงนี้ว่า อาจได้รับความไม่สะดวก เพราะระบบข้อมูลกำลังทำงานหนัก ทำให้ต้องรอนาน จึงอยากฝากผู้ต้องการใช้สิทธิเลือกตั้งว่า ไม่จำเป็นต้องทำบัตรประชาชนใหม่ เพราะสามารถใช้บัตรประชาชนที่หมดอายุในการเลือกตั้งได้
ความเป็นเศรษฐกิจ เสรีนิยมในนโยบายของแต่ละพรรค
พรรคเพื่อแผ่นดิน
ยอมให้เอกชนถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจหลัก
พรรคชาติไทย
ที่ปล่อยให้กลไกราคาพลังงานสะท้อนต้นทุน
พรรคมัชฌิมาธิปไตย
เน้นบทบาทของรัฐสูงมาก โดยเฉพาะการแทรกแซงกลไกราคาพลังงาน รถไฟฟ้า และสินค้าเกษตร นโยบายยกเลิกกฎหมาย 11 ฉบับและข้อตกลงระหว่างประเทศที่กระทบคนไทยแม้ว่าจะมีนโยบายเปิดเสรีการตั้งธนาคารพาณิชย์ แต่กลับเสนอควบคุมส่วนต่างของดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้
ด้านพรรคพลังประชาชน
เน้นบทบาทของรัฐมากเช่นกัน เช่น การแทรกแซงกลไกราคา พลังงาน รถไฟฟ้า และสินค้าเกษตร
พรรคประชาธิปัตย์
เสนอนโยบาย แทรกแซงกลไกราคาพลังงาน และไม่แปรรูปรัฐวิสาหกิจที่เป็นสาธารณูปโภค
จากบันทึก ข้างบน แจ้งว่า.......
จากการสัมมนา “เวทีนโยบายเศรษฐกิจและสังคม : พรรคการเมืองพบสภาที่ปรึกษาฯ และประชาชน.” จัดเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2550 ณ โรงแรมปริ๊นซ์พาเลส มหานาค กรุงเทพฯ และมีรายงานการสัมมนาอยู่ใน สารสภาที่ปรึกษา ฉบับที่ 70 ปีที่ 4 เดือนพฤศจิกายน 2550
มีพรรคการเมืองเข้าร่วมสัมมนา 7 พรรค
แต่ขณะนี้ เหลือ 6 พรรคแล้วค่ะ โปรดอ่านข้อความดังต่อไปนี้ค่ะ......
19 พฤศจิกายน เป็นวันครบรอบการต่อตั้งพรรคชาติไทย 33 ปี 'บรรหาร ศิลปอาชา' หัวหน้าพรรคชาติไทย คนปัจจุบัน
การมีท่านสนั่น (พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์) อดีตหัวหน้าพรรคมหาชน
มาร่วมงานถือเป็นความภาคภูมิใจครั้งใหญ่ ท่านจะทำให้พรรคชาติไทยแข็งแกร่ง และเติบโตในอนาคต เพราะการเมืองแต่ละพรรคจะมีความถนัดหรือเชี่ยวชาญในพื้นที่ไม่เหมือนกัน พรรคชาติไทย ชำนาญพื้นที่ภาคกลาง เสธ.หนั่นชำนาญทางภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย พิจิตร ผมว่าถ้าเอา 2 อย่างมาผสมกันแล้วก็จะสามารถทำให้พรรคชาติไทยเติบใหญ่ต่อไปได้
จะเห็นได้ว่า
พรรคขนาดกลางและเล็ก ไม่เน้นแข่งขันเชิงนโยบายเป็นหลัก
แต่เน้นเจาะคนบางกลุ่มหรือบางพื้นที่ โดยใช้กลยุทธ์อื่น ๆ
เช่น พรรคเพื่อแผ่นดินเสนอตัวว่าเป็นพรรคของคนอีสานและเสนอหัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรีของคนอีสาน
พรรครวมใจไทยชาติพัฒนาชูภาพ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เพราะเน้นกลุ่มชนชั้นกลางในกรุงเทพมหานครและจังหวัดนครราชสีมา
ส่วนพรรคชาติไทยและประชาราชเน้นให้ผู้สมัครรักษาฐานคะแนนเสียงของตนเอง
ดังนั้น ก่อนที่ประชาชนจะตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคใดเข้ามาบริหารประเทศ
ควรพิจารณา
1.นโยบายของพรรคการเมืองอย่างรอบคอบ รอบด้าน ครบถ้วน โดยจะต้องพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการนำมาปฏิบัติจริง
2. แนวทางในการหาเงินเพื่อมาใช้จ่ายสำหรับนโยบายต่าง ๆ
3. ความสามารถในการผลักดันนโยบาย
4.บุคคลที่ทางพรรคกำหนด และมักประกาศ ว่าจะให้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงนั้น ๆ ว่า มีความเหมาะสมกับตำแหน่งนั้น ๆ หรือไม่
สวัสดีครับคุณพี่ศศินันท์
ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ
กับการเป็นส่วนหนึ่ง กับการขับเคลื่อน
กัมปนาท
สวัสดีค่ะ
คุณวุฒิ...บอกว่า..ข้อมูลเกี่ยวกับพรรคการเมืองพร้อมนโยบายเป็นของแถม
จริงๆตั้งใจเขียนเรื่องพรรคการเมือง เรื่องรวมพลคนอักษรเป็นเรื่อง หาเรื่องเปิดฉากค่ะ อยู่ๆจะเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเฉยๆ ก็ดูกระไร ต้องออกแขกก่อนค่ะ
สบายดีค่ะ จริงๆสนใจการเมือง แต่ไม่ค่อยอยากเอ่ยถึง มันเครียด เลยชอบเรื่องอะไรๆที่มันสบายใจมากกว่าน่ะค่ะ
ขอบพระคุณครับที่กรุณาสรุปไว้อย่างชัดเจน
11. นม.
วันนี้ ที่แถวเขควัฒนา และคลองเตย ใกล้ๆบ้านดิฉัน คนก็มาจะเลือกตั้งกันมากค่ะ น่าดีใจค่ะ
ตอนนี้ ประเทศไทย ก็มีความก้าวหน้ากว่าประเทศอื่นๆ และไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศในภูมิภาคอื่นๆ ที่มีการพัฒนาทางการเมืองมากกว่าประเทศไทยด้วยซ้ำค่ะ
ยิ่งถ้าการเมืองดีแล้ว เราจะดีกว่านี้อีกค่ะ
สวัสดีค่ะพี่ศศิพันธ์
ตั้งใจจะไปเลือกตั้งวันที่ 23 ธค นี้ค่ะ แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร เพราะที่ผ่านมายังไม่ประทับใจพรรคไหน และไม่ประทับนักการเมืองท่านใด
ดูจากข่าว ทราบว่ามีคนเก่งหลายคน แต่ไม่ทราบว่ามีความตั้งใจจริงกับประเทศชาติมากกว่าประโยชน์ส่วนตน พรรคพวกมากน้อยแค่ไหนค่ะ และจากนโยบายก็ไม่แน่ใจว่าจะทำได้จริง...หรือนโยบายนั้นเป็นประโยชน์กับประเทศชาติจริง...หรือสร้างนโยบายเพื่อเอาใจในช่วงหาเสียงเท่านั้น
หรือทั้งหลายทั้งปวงเป็นเพราะไม่เข้าใจเอง กำลังพยายามทำความเข้าใจอยู่ค่ะ
- เพิ่งกลับจากการเลือกตั้งล่วงหน้า
- ตอนนี้ทำหน้าที่ กกต.เขต 4 เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ห่างไกลและมีชนกลุ่มน้อยมากที่สุด...และส่วนใหญ่ไม่รู้หนังสือ...หนักใจมาก
- จะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
- ขอบคุณที่ท่าน
ช่วยดูแลเผยแพร่ความรู้
สวัสดีค่ะ
10. กัมปนาท อาชา (แจ๊ค)
คุณกัมปนาทบอกว่า....ขอบคุณกับการเป็นส่วนหนึ่ง กับการขับเคลื่อน
ขอบคุณเช่นกัน ที่คุณกัมปนาท ให้กำลังใจค่ะ
ส่วนตัวเห็นว่า การปกครองของไทยเรา มีลักษณะของการปกครองที่ล้มลุกคลุกคลาน มีประชาธิปไตยบ้าง มีปฏิวัติรัฐประหารบ้าง สลับกันไป ระบอบการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยไม่สามารถ หยั่งรากลึกลงไปได้สักที
และดูเหมือน จริงๆแล้ว ประเทศไทย จะมีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจมากกว่าประเทศอื่นๆ แม้ว่า เราจะมีปัญหาการเปลี่ยนรัฐบาล ค่อนข้างบ่อย
ถ้าการเมืองเรา มีเสถียรภาพ มากกว่านี้ ประเทศเรา จะก้าวรุดหน้า มากกว่า นี้แน่นอนค่ะ
จึงอยาก เชิญชวน ให้พวกเรา ไปเลือกตั้งกันทุกคนค่ะ
สวัสดีค่ะคุณบางทราย
ขอบคุณที่ให้กำลังใจค่ะ
การเลือกผู้แทนราษฎรคราวนี้ เป็นการเลือกผู้แทนระดับประเทศ
ที่ผู้แทน ไม่จำเป็นต้องมาคอยดูแลทุกข์สุขในระดับท้องถิ่น แต่จะไปดูแลการออกกฎหมาย และนโยบายในระดับประเทศ โดยจะดูรวมไปถึงผลกระทบต่อท้องถิ่นของตนด้วย
การเลือกผู้แทนราษฎรในความหมายที่แท้จริงแล้ว
จึงน่าจะเป็นการเลือกนโยบาย เลือกแนวทางการบริหารประเทศ ที่พรรคการเมืองนำเสนอ
ส่วนตัวแล้ว บางทีคนที่เรารัก พรรคที่เราชอบ เราก็อาจไม่เลือกก็ได้ค่ะ
แต่เราจะเลือก แนวทางนโยบายของพรรคที่ต้องการ ที่เราชอบ และอยากเห็นว่า มีการนำนโยบายเหล่านั้น ไปดำเนินการได้จริงๆต่อไปค่ะ