<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การเงินอุดมศึกษา</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>๑๒๙. การลงทุนในอุดมศึกษาผ่านระบบงบประมาณปัจจุบันยังไม่สะท้อนคุณภาพการศึกษา และยังมิได้ใช้เป็นกลไกกำกับเชิงนโยบายอย่างเต็มที่ ทั้งในส่วนของงบประมาณเพื่อการเรียนการสอน งบประมาณวิจัย และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น การส่งเสริมกลไกการเชื่อมโยงกับภาคการผลิต การพัฒนาแรงงานในภาคการผลิตที่สำคัญ ตลอดจนการลงทุนในภาคการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">๑๓๐. เป็นที่ประจักษ์ว่าในขณะที่นักศึกษามีจำนวนมากขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายต่อหน่วยที่ได้รับการจัดสรรจากรัฐไปสู่มหาวิทยาลัยของรัฐกลับน้อยลง จึงเป็นภาระที่จะต้องแสวงหาแหล่งทุนเพิ่มเติมเพื่อรักษามาตรฐานการศึกษานอกเหนือจากรองรับจำนวนนักศึกษาที่เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากงบประมาณปกติและรายได้อื่นของมหาวิทยาลัยแล้ว ปัจจุบันยังมีกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) ซึ่งจัดสรรตามความจำเป็นของผู้เรียนที่มีฐานะไม่ดีพอที่จะศึกษาได้ อย่างไรก็ตาม ในอนาคตยังมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มปัจจัยด้านการเงินเข้ามาในระบบอุดมศึกษา ซึ่งคงจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมในส่วนของเงินกู้เพื่อการศึกษาที่ไม่ยึดโยงกับฐานะ กลไกดังกล่าวยังจะเป็นเครื่องมือในการปรับนโยบายการรับนักศึกษาในสาขาที่เป็นความต้องการของสังคมอีกด้วย</p><p> ๑๓๑. รัฐควรพิจารณาร่วมกับอุดมศึกษาในการขับเคลื่อนนโยบายและงบประมาณที่สอดคล้องกันเพื่อให้นโยบายแห่งรัฐมีความเชื่อมโยงกับภารกิจของอุดมศึกษา โดยมีเป้าหมายร่วม และการจัดสรรงบประมาณที่สะท้อนเป้าหมายดังกล่าว ซึ่งจะทำให้งบประมาณที่รัฐลงทุนในอุดมศึกษามีประสิทธิภาพและประสิทธิผล แต่อาจจะต้องมีกลไกประสานความเชื่อมโยงดังกล่าว ซึ่งในหลายประเทศใช้องค์กรที่ตัวกลางระหว่างรัฐกับมหาวิทยาลัยทำหน้าที่เชื่อมนโยบายของรัฐงบประมาณ และผลงานของมหาวิทยาลัย </p><p>แนวทางการพัฒนาการเงินอุดมศึกษา</p><p>๑๓๒. รํฐพึงปรับการจัดสรรงบประมาณประจำปี สำหรับมหาวิทยาลัยของรัฐ ที่ปัจจุบันเป็น Supplysidefinancing ให้</p><p>: สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศ เช่นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนการพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน แผนโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น และ</p><p>: เป็นไปตาม Performance-based มากขึ้น โดยอาจปรับปรุงตัวชี้วัดให้เหมาะสมจากตัวชี้วัดที่กำกับมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว เช่นตัวชี้วัดของคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.)หรือตัวชี้วัดของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.)  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">๑๓๓. ในขณะที่เงินยืมกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) เป็นการให้ผู้เรียนกู้ยืมตามความจำเป็น(Need-based loan) จะต้องมีการพิจารณาและจัดรูปแบบใหม่ของกองทุนประเภทContribution scheme ที่ถูกต้องเหมาะสม ระหว่างรัฐและผู้เรียน สำหรับผู้ที่มีความสามารถเรียนระดับอุดมศึกษาได้ เพื่อเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายในการกำหนดกรอบการพัฒนาอุดมศึกษา เช่น ใช้กำกับการผลิตบัณฑิตในสาขาที่สังคมต้องการ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ๑๓๔. รัฐพึงจัดตั้งกองทุนพัฒนาอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาอาจารย์และบุคคลากร, เชื่อมโยงอุดมศึกษากับภาคการผลิต (เช่นหลักสูตรทวิภาคี/ทักษะวิศวกรรม, Internship, Apprenticeship หลักสูตร Demand-led โดยผู้ประกอบการ, ศูนย์การเรียนศูนย์ฝึกในโรงงาน, ศูนย์บ่มเพาะอุดมศึกษาในนิคมอุตสาหกรรม ), สนับสนุนการจัดตั้งวิสาหกิจโดยมหาวิทยาลัย (Spin-off, University-owned enterprises) , พัฒนาแรงงานความรู้ รวมถึงเกษตรกรที่เลิกอาชีพ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต, สนับสนุนท้องถิ่น ในส่วนนี้ควรสร้างกลไกการใช้งบประมาณขององค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.)รัฐพึงใช้กองทุนพัฒนาอุดมศึกษาพร้อมงบประมาณที่ปรับตัวได้ตามความเปลี่ยนแปลง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ที่มีพลวัตและมีผลกระทบสูง (เป็น Rolling budget) เสริมกับงบประมาณประจำปี เพื่อลดผลกระทบของการกำกับทิศทางอุดมศึกษาอันเนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงของโลกและเหตุพิเศษอื่น ๆ เชื่อมโยงของอุดมศึกษากับภารกิจสำคัญของประเทศได้อย่างคล่องตัวและมีผลสัมฤทธิ์ที่เชื่อถือได้</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">๑๓๕. ให้จัดตั้งองค์กรกันชน (Buffer organization) แบบ Higher Education Funding Council for England - HEFCE ของอังกฤษ) เพื่อจัดสรรงบประมาณอุดมศึกษาตามพันธกิจอุดมศึกษาและการเจรจาด้านนโยบายกับรัฐบาล ทั้งนี้องค์กรกันชนอาจทำภารกิจสำคัญ ๆ เช่น การเจรจาด้านนโยบายและงบประมาณกับรัฐ, การทำแผนกลยุทธ์ของระบบอุดมศึกษาของกลุ่มมหาวิทยาลัยหรือแต่ละมหาวิทยาลัย, การวางแผนงบประมาณ การบริหารการเงิน และการจัดสรรทรัพยากร, การทบทวนโครงการที่มีความสำคัญและผลกระทบสูง เป็นต้น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p> ๑๓๖. รัฐพึงใช้หลักการ Financial autonomy ในการบริหารการเงินอุดมศึกษา สร้างความชัดเจนการบริหารการเงินโดยส่วนผสมของงบประมาณจากภาครัฐ รายได้ของมหาวิทยาลัยจากค่าเล่าเรียน งานวิจัย งานบริการวิชาการ งานการค้า และอื่น ๆความชัดเจนในการบริหารการเงินอุดมศึกษาทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐและมหาวิทยาลัยเอกชนนี้ ใช้กำหนดโครงสร้างการเงินอุดมศึกษา โดยใช้หลัก</p><p>- Sources of fund ขยายวงเงินงบประมาณที่ได้จากแหล่งต่าง ๆ</p><p>- Allocation of fund จัดสรรให้เหมาะสมตามพันธกิจของมหาวิทยาลัย และนโยบายที่รัฐอยากเห็น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">- Utilization of fund ใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ และมีวินัยการเงินการคลังทั้งนี้บนพื้นฐานของการจัดกลุ่มมหาวิทยาลัย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p align="right"></p><p align="right">วิจารณ์ พานิช</p><p align="right">๑๕ พ.ย. ๕๐ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          </p>      <p> </p><p> </p><p> </p>