หลังจากผมแจงเรื่อง KM ธรรมชาติ และไปขมวดปมไปที่ ใบไม้กำมือเดียว
ก็มีพันธมิตรเข้ามาแสดงความเห็นว่า “แค่ใบเดียวก็ยังต้องใช้เวลาตั้งนานในการศึกษา
ไม่ต้องถึงกับหนึ่งกำมือหรอกซึ่งผมก็เห็นด้วย เพราะแค่เสี้ยวของใบ กว่าจะซึ้งก็นาน
หนึ่งกำมือนี่เป็นชาติเลย
ไม่ทราบจะศึกษาได้สักครึ่งไหม นี่หมายความถึงเฉพาะ คนที่ตั้งใจศึกษากันอย่างจริงจังนะครับ
ไม่นับคนที่ไม่สนใจเรียนรู้
แต่ระบบการศึกษาในปัจจุบันนั้น
อยู่ที่ว่าเราไม่สนใจใบไม้ในกำมือ
แต่โยนทิ้งมองว่าไม่สำคัญ เรียนเมื่อไรก็ได้ เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว
แล้วหันไปศึกษาใบไม้ในป่าแทน
แต่ พอดูไปดูมาก็ยิ่งมากยิ่งหลากหลายชนิด ขนาด อายุ
มีทั้งใบอ่อน ใบแก่ ใบร่วงใบกำลังผุพัง
แค่ดูเฉยๆไม่ต้องศึกษาก็ยังไม่หมดเลย
โดยเฉพาะใบไม้ในระบบ Internet นี่ยิ่งแล้วเลย มากมาย เกิดใหม่ได้ทุกวัน
ถ้าจะศึกษากันจริงๆแล้ว เกิดมาอีก ๕๐๐ชาติก็ยังไม่หมด(นี่สมมติว่าอย่างอื่นคงที่ก่อนนะมีแต่เราเกิดตาย ๕๐๐ ชาติ เพื่อมาศึกษาอย่างเดียว ไม่ต้องทำอะไร)
จึงเกิดอาการ “ยิ่งเรียนยิ่งโง่ รู้มากยากนานรู้ลึกโง่กว้าง”ในระบบการศึกษาไทย
พูดอะไรก็ถูกหมด
เพราะเขากำลังทำสิ่งที่ไม่มีวันจบและได้ประโยชน์ไม่มาก ไม่ว่ากับตนเอง ผู้อื่น หรือใครก็ตาม
คนเหล่านี้จะท่องไว้ว่ารู้มาก ดีกว่ารู้น้อย
ที่ไม่น่าจะผิดถ้าสิ่งที่รู้นั้นเป็นประโยชน์กับเรา
แต่ส่วนใหญ่ที่รู้ไม่ค่อยเป็นประโยชน์และที่เป็นประโยชน์ก็ยังรู้ไม่หมด
แต่ก็ไม่สนใจว่าอะไรเป็นประโยชน์ หรือไม่เป็นประโยชน์ว่าไปเรื่อยๆ
นี่คือการเลียบเคียงทำความเข้าใจ คำสอนเรื่อง "ใบไม้กำมือเดียว”ของท่านพุทธองค์
และจากการศึกษาธรรมะ มาแบบงูๆปลาๆ ทำให้ผมเข้าใจว่า คำสอนของท่านพุทธองค์นั้น
เป็นธรรมชาติ และง่ายต่อการเข้าใจ
แต่จะยากสำหรับคนที่ไม่ยอมจะเข้าใจ
ที่ว่าง่าย ก็เพียงการรู้จักตนเองไม่ใช่หรือครับ
ถ้าเราไม่รู้จักตัวเอง จะให้ใครมารู้จักเรามากกว่าตัวเราล่ะครับ
หรือใครมองต่างมุมครับ
ด้วยความยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ
กราบท่าน อ.แสวงครับ
สบายดีไหมครับ ผมเอาใบไม้มาฝากครับ
(From somewhere ...)
หนึ่งใบชั่วชีวิต หรือกี่ชีวิตจะรู้ทั่วทั้งใบ
รักษาสุขภาพครับ
ถ้าเราไม่รู้จักตัวเอง จะให้ใครมารู้จักเรามากกว่าตัวเราล่ะครับ
เห็นด้วยครับ
กระผมก็ยังศึกษาใบเฟื้องฟ้าชนิดเดียวที่เปลี่ยนเป็นฐานรองดอก(รวมทั้งตัวเอง)ยังไม่จบเลยครับ
ชวนให้นักเรียนส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์แล้วก็ยังคิดว่าเห็นรายละเอียดไม่หมด
พอทำกิจกรรมเสร็จกระผมก็เลยถามว่า "เรียนอย่างพอเพียง คือเรียนอย่างไร"
คำตอบที่ได้ บางครั้งก็อึ้งครับ "เรียนน้อยๆ"
พอถามต่อว่า "ถ้าเรียนน้อยๆแล้วจะเป็นอย่างไร"
คำตอบที่ได้ บางครั้งก็บอกว่า "โง่หรือมีความรู้น้อยครับ"
กระผมก็เลยบอกว่า "บางครั้งเรียนมากแต่ถ้าไม่เข้าใจ หรือไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ก็อาจจะกลายเป็นผู้มีความรู้น้อยก็เป็นได้"
"การเรียนอย่างพอเพียงก็คือเรียนในสิ่งที่ควรรู้ให้เข้าใจ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ และถ้าสามารถถ่ายทอดให้คนอื่นเข้าใจได้ด้วยยิ่งเยี่ยมไปเลย"
เช่นเดียวกับกล้องจุลทรรศน์ถ้ารู้แค่ดูอย่างไรใช้ดูอะไร แต่ปรับไม่เป็นก็อาจมองไม่เห็นรายละเอียดหรือเห็นไม่ชัด ทำให้ไม่ได้เห็นรายละเอียดของสิ่งที่จะดู เท่ากับเราก็ยังใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ ก็เท่ากับเรายังเรียนไม่พอเพียง
แล้วเมื่อไหร่อนาคตของประเทศไทยถึงจะเรียนอย่างพอเพียง ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษา แต่ยังไม่เจอแก่นแท้ที่จะยึดเป็นหลัก ที่จะเป็นพื้นฐานที่ยั่งยืน แล้วค่อยเสริมยอดที่จะเกิดการพัฒนาตามการเปลี่ยนแปลงของโลก เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนตอนนี้ผลผลิตค่อนข้างน่าเป็นห่วง ด้วยความเคารพไม่มีใครผิดไม่มีใครถูกขอเพียงยอมรับความจริง แล้วหันมาช่วยกันสร้างความชัดเจนให้กับการศึกษา อะไรบ้างที่ควรเรียนรู้ และต้องเรียนรู้ให้เข้าใจ เพื่อเป็นพื้นฐาน เมื่อพื้นฐานมั่นคงแล้วประเทศก็จะพัฒนาอย่างยั่งยืนจริงหรือเปล่าครับ
ความรู้คืออุปสรรค
ในทางพุทธศาสนา
ถือว่าความรู้เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งที่ขวางกั้นความเข้าใจ
เช่นเดียวกับก้อนน้ำแข็งซึ่งขวางกั้นการไหลของน้ำ
มีคำกล่าวว่า
หากเราถือเอาสิ่งหนึ่งว่าเป็นสัจจะและยึดมั่นในสิ่งนั้น
แม้เมื่อตัวสัจจะเองปรากฏเป็นตัวตนขึ้นมา
เคาะประตูเรียกเรา
เราก็ไม่เปิดประตูต้อนรับ
ในการที่จะให้สิ่งต่าง ๆ เปิดเผยตัวมันเองต่อเรา
เราจำเป็นต้องพร้อมที่จะสลัดทิ้งทัศนะเก่า ๆ ของเรา
ที่เคยมีต่อสิ่งเหล่านั้น
เข้ามาเยี่ยม...
อ่านแล้วก็ขำๆ (พ้นจากเครียดๆ ) ขอฝากบทกลอนที่จำไว้นานแล้ว
เจริญพร
สวัสดีปีหนูทอง ๒๕๕๑
สวัสดีครับ ผมมาสวัสดีปีใหม่อาจารย์ล่วงหน้าครับ ขออวยพรให้ท่านมีความสุข เจริญด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ ปัญญา พลานามัย พรั่งพร้อมสมบูรณ์ทุกประการ ตลอดไปครับ
เรียนขออนุญาตนำความเห็นของอาจารย์ไปบอกต่อ
ได้หรือปล่าวคะ
ให้แง่คิดดีๆค่ะ
ด้วยความยินดีครับ ถ้าความคิดนี้จะเป็นประโยชน์กับใคร ผมก็ได้บุญทั้งนั้นแหละครับ
ขอบคุณครับ
กราบขอบพระคุณอาจารย์ไว้ณ..ที่นี้ค่ะ