ใจกว้างขึ้น จะทำอะไรก็คิดว่าต้องทำเองไหม เป็นผู้ให้ได้มากขึ้น

ความที่คอยเป็นห่วงบูธนิทรรศการของเครือข่ายเบาหวาน ประกอบกับมีการนัดหมายว่าจะมีการพากลุ่มมาเยี่ยมที่บูธตามช่วงเวลาที่กำหนด ทำให้ดิฉันได้เข้าเรียนรู้ในห้องย่อยน้อยไป ในงานทั้ง ๒ วันเข้าห้องย่อยอยู่ห้องเดียวคือห้อง Love & Learn

วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ตอนบ่ายดิฉันและ ภก.เอนก ทนงหาญ เข้าในห้อง Love & Learn ช่วงแรกที่เป็นเรื่องราวของภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แต่ก็ฟังอยู่ได้ไม่จบ เพราะมีนัดว่าจะมีกลุ่มมาที่บูธตอน ๑๕.๐๐ น. เลยต้องออกมาก่อนเวลา รออยู่จนเลยเวลาก็ไม่มีกลุ่มมาเยี่ยมตามนัด

ที่เข้าห้องนี้เพราะจะได้รู้ว่าเขาพูดอะไรกันบ้าง เตรียมไว้สำหรับตัวเองที่จะต้องขึ้นเวทีในวันรุ่งขึ้น เวทีของภาควิชาพยาธิฯ มีทั้งการเล่าเรื่องบนเวทีและเล่าผ่านวีดิทัศน์ ได้รับรู้แรงบันดาลใจของ รศ.พญ.ปารมี ทองสุกใส ว่าได้เก็บประสบการณ์มาตั้งแต่ก่อนเป็นผู้บริหาร เป็นจังหวะเดียวกับที่ สคส.เผยแพร่เรื่อง KM ว่าเป็นเครื่องมือเปิดเผยศักยภาพของคน จึงจับโยงเข้ากับกระบวนการ CQI ของ พรพ.

คุณเม่ย คุณชวดี นพรัตน์ เล่าถึงกลยุทธ์และวิธีการทำงาน เทคนิคในการดึงคนเข้าร่วม

การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทั้งใน ๓ ส่วนคือ งาน คน และองค์กร
อาจารย์ปารมีบอกว่า เดิมงาน load มาก อยากให้งานไม่ใช่แค่งานประจำ อยากได้คุณภาพ ไม่อยากให้ ISO เป็นตัวนำ เลยเอา PATHO OTOP นำ

คุณเม่ยเล่าถึงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงในตนเอง ใจกว้างขึ้น จะทำอะไรก็คิดว่าต้องทำเองไหม เป็นผู้ให้ได้มากขึ้น เพิ่มศักยภาพด้าน coaching คุณกิจที่เข้าร่วมโครงการขคนทำงานเปิดใจเรียนรู้ข้ามกลุ่ม มีความสุขกับการทำงานและทำงานเป็นทีมได้ดี การที่ต้องไปนำเสนองาน คุณกิจต้องเรียนรู้วิธีการทำ PowerPoint ซ้อมพูด ซ้อมนำเสนอ ๕-๖ รอบก่อนนำเสนอจริง

คุณโอ๋ อโณทัย โภคาธิกรณ์ เล่าว่าใช้บล็อกสื่อสารภายในองค์กร ใช้บล็อกบอกเล่าเรื่องราวดีๆ ส่วนอาจารย์ปารมีใช้บล็อกเพื่อสื่อสารแนวคิดเบื้องหลังเรื่องที่ implement เพราะสื่อสารครั้งเดียวไม่พอ ต้องมีบันทึกไว้

วันที่ ๑ ธันวาคม ตอนเช้าเจอคุณอเนกเล่าว่าเมื่อคืนฝันร้าย ฝันว่าพูดอะไรไม่รู้เรื่องเลยบนเวที คุณอเนก concern เรื่องนี้มาตลอดคอยถามดิฉันอยู่เรื่อยว่าต้องเตรียมตัวอะไรมาบ้าง ถามทั้งทาง e-mail และเมื่อเจอกันที่ยโสธรก็ถามอีก ดิฉันเคยตอบไปว่าไม่ต้องเตรียมอะไรหรอก “เตรียมใจอย่างเดียวก็พอ”

เช้าวันนี้เราเข้าไปฟังเรื่องราวของโรงเรียนเพลินพัฒนา แต่เข้าช้าเพราะใช้เวลาอยู่ที่บูธ (อีกแล้ว) ได้รู้เรื่องราวดีๆ จากครูใหม่ วิมลศรี ศุษิลวรณ์ ครูศรัณธร แก้วคูณ และครูจันทร์ทิพย์ ปิยะวรธรรม มีอาจารย์นุช ดร.ยุวนุช ทินนะลักษณ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

คุณครูของโรงเรียนเพลินพัฒนาเล่าเรื่องได้เก่งทุกคน ฟังแล้วอยากย้อนเวลาไปสัก ๒๐-๓๐ ปี เพื่อให้ลูกๆ ๓ คนของดิฉันได้เรียนในโรงเรียนนี้ด้วย ผู้ฟังในห้องมีคำถามมากมาย เข้าใจว่าตอบได้ไม่หมดภายในเวลาที่มีให้

โรงเรียนมีการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ให้ความสำคัญกับศักยภาพการเรียนรู้ของนักเรียน มีการเปลี่ยนวิธีคิดวิธีทำงานใหม่ ครูหนึ่งเชื่อว่าเด็กจะเป็นอย่างที่เราเป็น อยากจะให้เด็กเป็นเช่นไร เราต้องทำตัวอย่างนั้นและควรให้ดีกว่านั้นด้วย

เด็กจะเรียนรู้ได้ดี ถ้ามีความสุข

ได้ฟังการเล่าถึงวิธีสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน เล่าเรื่องการแข่งกีฬา เห็นภาพของสังคมที่มีความร่วมมือกันระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง ครู ทำเพื่อลูกศิษย์

ผู้ปกครองต้องคิดว่าลูกของเขาไม่ใช่คนเดียว แต่เด็กทุกคนในโรงเรียนก็เหมือนกับลูกของเขาด้วย ต้องบอกว่าจะทำอะไรให้ได้บ้าง เป็นระบบเครือญาติสมัยใหม่ ถ้าผู้ปกครองรู้สึกแบบนี้ในใจ โรงเรียนจะเป็นมากกว่าโรงเรียน

เวลาออกแบบกิจกรรมต่างๆ ต้องเปิดช่องว่างให้คนอื่นเข้ามาร่วมได้ ชุมชนเปรียบเหมือนองค์กรครอบครัว มีการร่างธรรมนูญของการอยู่ร่วมกัน

แนวคิดในการคัดเลือกครู คล้ายผู้ปกครอง เพราะมีจุดยืนที่ชัดเจน มีการสัมภาษณ์ การทดลองงาน ๓ เดือนแรกจะรู้ว่าใช่หรือไม่ใช่ ดูการจัดกระบวนการเรียนรู้ จะรู้ว่ามีจินตนาการอย่างไร

เมื่อนักเรียนออกจากโรงเรียนไปอยู่ในสังคมอื่น เรียนที่อื่นก็ได้รับคำชมว่าปรับตัวได้ดี พัฒนาการเรียนรู้ดี ไม่ใช่ดีแค่การเรียน แต่รวมทั้งเรื่องทักษะชีวิตด้วย

โรงเรียนจัดการเรียนแบบ ๔ ภาค ตามอิทธิบาท ๔ ในภาคแรกเป็นการสร้างทั้งครูและศิษย์ให้รักการเรียนรู้

อะไรที่จุดประกาย ตรงไหนที่นำ KM ไปใช้ ครูใหม่ตอบว่าถ้าไม่พบกับ สคส. จะไม่พบกับความสุขเร็วอย่างนี้ กำลังนับ ๑, ๒, ๓...อยู่แล้วมีคนชวนว่า “มาเต้นรำกันเถอะ” จริงๆ มี KM ธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ไม่มีกระบวนท่า เตรียมน้องๆ แต่ละรุ่นก็เหนื่อย เอาเรื่องเล่าเร้าพลังมาใช้ น้องๆ ก็สนใจเรื่องทำนองนี้อยู่แล้ว ก็เลยขยายผล มีคนคอยมองหาว่ามีอะไรดีๆ จัดให้มีเวลา ลปรร. มีการปรับตารางสอนใหม่ทั้งโรงเรียน เพื่อให้ครูมีช่วงเวลาที่จะ ลปรร.

สคส. มีส่วนอย่างมากกับการพลิกโฉม

จุดเปลี่ยน จากการมองที่ความสำเร็จของงาน ไปมองที่การเคารพครู ทำให้เขารู้สึกว่างานของเขามีคุณค่า –ฟัง ตั้งใจ ไม่ตัดสิน ตาเห็น- ตาต้องหมั่นมอง แสดงท่าทีอย่างจริงใจ ทำให้เขาอยากนำเสนอ จนเกิดความรู้สึกว่ามี best practice เยอะมาก (ให้คุณค่า ชื่นชมความสำเร็จของเขา เคารพในความแตกต่าง)

ทุกเย็นวันพุธจะมีสุนทรียสนทนา เปิดเพลง จุดเทียนหอม เปิดแอร์เย็นๆ นอนศีรษะหันเข้าหากัน ฟังบทความดีๆ ในขณะที่ครูกึ่งหลับกึ่งตื่น ทำให้เกิดสภาวะพร้อมเรียนรู้ ไม่เครียด สมองพร้อมทำงาน

ต่อคำถามเรื่องเด็กดื้อ/ครูดื้อ ครูปาด ศีลวัต ศุษิลวรณ์ให้หลักคิดว่าเด็กดื้อไม่มี มีแต่ความดื้อในตัวเด็ก ครูก็เหมือนกัน (ครูดื้อไม่มี มีแต่ความดื้อในตัวครู) ความเลว ความทุกข์ก็เช่นกัน

อาจารย์นุชตั้งคำถามแต่ละคำถามได้คมทีเดียว บางคำถามเรารู้สึกว่ายากจัง จะถามเราด้วยหรือเปล่านะ เราทั้งคู่เตรียมใจขึ้นเวทีร่วมกับครูจำนง หนูนิล จากโรงเรียนคุณอำนวย นครศรีธรรมราช ตั้งใจฟังคำถามของอาจารย์นุชเหมือนนักเรียนกำลังทำข้อสอบเลย จำไม่ค่อยได้ว่าตัวเองและคุณอเนกพูดอะไรไปบ้าง แต่ที่รู้สึกในวันนั้นคือคุณอเนกพูดได้ดีมาก อาจารย์นุชได้นำมาบันทึกให้เราได้อ่านกันแล้ว (คลิกที่นี่)

วัลลา ตันตโยทัย