ไม่ จะเป็นที่นี่ประเทศไทย หรือณ ที่อันแสนไกลประเทศอินเดียที่ท่านพลเดชรอท่าอยู่ ที่สุดเราก็อยู่ในโลกเดียวกัน

    ผู้เขียนขอเล่าเรื่อง การไปปฏิบัติงานบุญ ที่จ.เชียงใหม่ ๗-๑๐ ธ.ค. ๕๐ ให้ทุกท่านได้ทราบ และอนุโมทนาจิตร่วมกัน

    เป็นเรื่องที่อัศจรรย์มาก ที่ผู้เขียนได้รับโอกาส ในการเข้าถึงแห่งการทำความดี ที่เป็นมหากุศลในช่วงเวลาที่ผ่านมา กับในอนาคตที่จะได้ทำในประเทศอินเดีย

   จากท่านสุภาพบุรุษ ๒ ท่าน ที่เป็นผู้ชี้ทางบุญให้ได้สร้างบุญมาบารมี ด้วยท่านมี"เจตนาบุญ"เหมือนกัน ท่านแรกคือ ร.อ.อัจฉริยะ  แพงมา และท่านที่สองคือ ท่านทูตพลเดช  วรฉัตร

  จากนี้ไปผู้เขียนจะขอนำเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น และได้มีส่วน เชื่อมโยงกันอย่างไม่น่าเชื่อระหว่างการสร้างบารมี ทั้งประเทศไทยและอินเดีย ตามที่ผู้เขียนได้รับและสัมผัสผ่านกาย ใจ ของตนเอง

   ผู้เขียนเดินทางโดยรถตู้ ออกจากชลบุรีราวๆ สองทุ่ม จากนั้นตลอดการเดินทางที่ยาวไกล และไม่สามารถมองสองข้างทางได้ชัดเพราะมืดค่ำมากแล้ว ได้แต่หลับๆตื่นๆ ตลอดทาง จำได้แต่ ใกล้สว่าง มีเส้นทางหนึ่ง ที่มันเป็นทางลาดยางที่วิบาก รถกระแทกกระเทือน ขนาดที่บางครั้งตัวก็ต้องลอยจากเบาะนั่ง เหมือนการแสดงฤทธิ์เดช ไส้พุงไปเกี่ยวกับซี่โครงซี่ไหนบ้างก็ไม่รู้ ต่อจากนั้น ก็จะเป็นพันโค้ง ของเส้นทางขึ้น อ.ฮอด กว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง วัดบ้านขุน ก็ทำเอานักบุญทั้งหลายสะบักสะบอม ซึ่งถ้าทุกคนรู้ว่า พรุ่งนี้ จะมีบททดสอบที่หนักกว่านี้ เราคงจะไม่แสดงอาการในวันนี้ รอรวบยอดเลยจะดีกว่า

   เสียงคุณหมออัจฉริยะ หรือ หมอเปเล่ย์ หัวหน้าทีม ที่บอกกำหนดการต่อเรา อย่างนุ่มนวลว่า "พักผ่อนตามอัธยาศัยนะครับ บ่ายนี้เราจะเริ่มภารกิจ ตรวจสุขภาพพระเณรกัน" เท่านั้นเอง เหล่านักบุญก็มีอาการกระวีกระวาด อาบน้ำอาบท่า ให้สดชื่น ไม่มีใครสักคน ในจำนวน ๔๗ คนจะขอเข้าไปพัก หลับสักงีบ

  ทั้งนี้เพราะเวลาของพวกเรามีน้อย เป็นวันหยุดติดต่อแค่ ๓ วัน ก็หมดเวลาแต่งานที่ตั้งใจจะมาทำ ยังมีอีกมากมาย แต่ถ้านึกถึงเวลาที่จะอยู่สร้างบุญบารมีในโลกนี้ ก็ยิ่งน้อยเข้าไปอีก เพราะชีวิตสั้นเพียงหายใจเข้า หายใจออกเท่านั้น ซึ่งก็ไม่สามารถกำหนดได้ว่า วันไหน วินาทีไหน ลมหายใจนี้ จะหยุดตัวเอง ในการแค่หายใจเข้าแล้วไม่ออก หรือ หายใจออกแล้วไม่เข้าอีกเลย

 บ่ายวันที่ ๘

   ปฏิบัติการดูแลสมบัติพระพุทธศาสนา

 การปฏิบัติงานวันนี้ ที่เรียกชื่อข้างต้นนั้น เหมาะสมมาก เพราะพวกเราได้ทำการตรวจสุขภาพสามเณร ๒๐๑ รูป ซึ่งท่านนับเป็นสมบัติแห่งพระพุทธศาสนา ในการจะสืบทอดคำสอน และวัตรปฎิบัติ ของพระพุทธศาสนา ในกาลต่อไป ได้ตรวจทั้งร่างกายจริงๆ ขอนำเสนอภาพมาให้ชมกัน ก่อนบันทึกต่อไป จะได้เล่าความเป็นมาว่า ท่านเป็นใครมาจากไหน ทำไมพระเณรทั่วโลก จึงมีความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาและมนุษยโลกแห่งนี้

วัดบ้านขุน ต.บ่อหลวง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่

ตั้งอยู่บนถนน

สายฮอด แม่สะเรียง

เดิมพระอาจารย์ ท่านได้นำบุตรหลานของชาวเขาเผ่าต่างๆ มาสอนหนังสือ และสอนพระพุทธศาสนา ต่อมาทางการให้ตั้งเป็นโรงเรียนให้ถูกต้อง จึงได้ชื่อว่า โรงเรียนเตรียมพุทธศาสนา

 มีสามเณรจากเผ่า

กระเหรี่ยง ,มอเซอ, ลัวะ, ปะกากะยอ รวม ๒๐๑ รูป มีพระดูแล ๔ รูป

ทำให้ผู้เขียน ได้เห็นถึงความเมตตากรุณา ของพระภิกษุ ผู้มีความเสียสละ ที่จะสงเคราะห์โลก และสืบทอดพระพุทธศาสนาอย่างสูงยิ่ง ภาพที่เห็นของ น้องเณรมีศีลาจาวัตร งดงาม เรียบร้อย ชื่นตา ชี่นใจ เพราะได้รับการฝึกมาอย่างดี ต้องขอ กล่าวสาธุ สาธุ  สาธุ เอาบุญกับพระเณรที่นี่อย่างเต็มหัวใจ

จะเรียกว่า ยกคลินิกทันตกรรม มาไว้ที่นี่ ก็คงไม่ผิด เพราะเครี่องมือ ทันสมัยครบครัน ทันตแพทย์ฝีมือดี ทั้งจากภาครัฐ และเอกชน พร้อมทีมผู้ช่วย งานนี้มีทั้งอุดฟัน ถอนฟัน ขูดหินปูน แม้จะตั้งโต๊ะถึง ๔ โต๊ะ แต่ภารกิจหมอฟัน ก็เสร็จเอาเมื่อเกือบ๑๘.๐๐ น. ต้องมีกองเชียร์ให้กำลังใจกัน และก็สามารถดูแลฟันน้องเณรทุกรูป ได้ตามที่ตั้งใจ

 คนที่ตรวจสุขภาพด้านอื่นเสร็จก่อน มาให้กำลังใจหมอฟันของเรา

สู้ สู้ นะหมอ กำลังทำบุญใหญ่

ทีมตรวจวัดสายตา มีสายตาสั้น ยาวไหม ตรวจให้

วัดความดัน  ตรวจสุขภาพเบื้องต้น

   ตรวจสุขภาพ ค้นหาโรคแก่น้องเณร ตรวจทั้งปอด หัวใจ ฯลฯ

โดยแพทย์

ตรวจตาค้นหาตาบอดสีให้ทุกรูป

 

เมื่อทำงานเสร็จสิ้น ก็ค่ำมืดพอดี รอรับพรจากพระอาจารย์ ก่อนจะไปกินข้าวเย็นอีกวัดหนึ่งใกล้ๆกัน และได้นำผ้าป่าไปถวาย ตามที่ท่านขอไว้ และจะกลับมาพักที่นี่ในคืนนี้

   ทำงานจนลืมเหนื่อย มันปิติใจ อิ่มบุญ บุญถ้าใครได้ทำ ย่อมได้รับผลแห่งความเย็นกาย เย็นใจ สุขเฉพาะตัวจริงๆ ทำให้เกิดพลังแก่ตนเองและหมู่คณะ ก่อนวันแห่งความปิติจะจบลง พวกเราทุกคน ได้กลับมาลอยโคมตามประเพณี เพื่อเป็นการบูชาพระบรมสารีริกธาตุและพระเขี้ยวแก้ว กันจนดึก โดยมีน้องเณร ประดิษฐ์โคมจากกระดาษแก้ว ให้ได้จุดกันจนพอใจ

 ผู้เขียนยืนมองโคมที่ล่องลอยสู่ท้องฟ้า เหมือนการยกใจให้สูงตามไปด้วย ส่งโคมไปพร้อมใจ เพื่อเป็นพุทธบูชา วันนี้ แม้เกิดกุศลผลบุญใด ที่หมู่คณะ ของข้าพเจ้าได้ทำ ก็ขอถวายกุศลจิตนั้น เป็นพุทธบูชา

  พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงยกย่องผู้ที่คิดสงเคราะห์โลก ซึ่งอาจเป็นความยากหรืออาจง่ายมากสำหรับคนบางคน บางกลุ่มก็ได้ แต่ผู้เขียนรู้สึกภูมิใจว่าวันนี้ งานที่พระพุทธองค์ยกย่อง เป็นความง่ายดาย ในการลงมือทำของพวกเราอย่างมาก 

  ผู้เขียนระลึกบุญ ของการได้เป็นผู้นำ ชี้ทางสรรค์ ให้หมู่คณะได้เดิน ไปเก็บบุญในโลกนี้ เพื่อนำไปเป็นเสบียงติดตัว ยามที่ต้องกลับมาย่ำเดิน ในวงจรวัฏฏสงสารนี้อีก ก็ยิ่งต้องสนับสนุน ยกย่องชมเชยอย่างยิ่งยวด ต่อต้นคิดผู้นั้นๆ

  เป็นความโชคดี กับสุภาพบุรุษสองคนที่ผู้เขียน ได้มีโอกาส ทราบถึงเจตนาบุญของท่าน ดังที่ได้เอ่ยนามเบื้องต้นแล้วนั้น ยิ่งทำให้ผู้เขียนเพิ่มความตั้งใจว่า จะได้มีโอกาสร่วมกัน ขยายทางสว่างนั้น ให้กับผู้ต้องการแสวงบุญ ที่จะติดตามมาภายหลัง ไม่ จะเป็นที่นี่ประเทศไทย หรือณ ที่อันแสนไกลประเทศอินเดียที่ท่านพลเดชรอท่าอยู่ ที่สุดเราก็อยู่ในโลกเดียวกัน 

  "เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก "เสมอมา.....