เมื่อวันพฤหัสสัปดาห์ก่อน เป็นวันที่ผมยุ่งมากครับ และมีหลายความรู้ที่เกิดขึ้นจากการทำงานของผมในวันนั้น แต่ยุ่งๆ จนลืมนำมาเสนอในบล็อก (วันนี้หนีลูกทั้งสองมานั่งทำงานที่ทำงาน เดิมทีตั้งใจจะนั่งทำงานที่บ้าน ปรากฏลูกสาวต้องการมีส่วนร่วมในการทำงานของพ่อมาก จนพ่อไม่สามารถทำงานได้เลย เลยขอเวลาครอบครัว สองชั่วโมงมานั่งเคลียร์งานที่ทำงานดีกว่า)

กิจกรรมหนึ่งในวันนั่น คือ การนำคนสามฝ่ายมาได้นั่งคุยกันเพื่อพัฒนาโจทย์วิจัย สามฝ่ายที่ว่า คือ ผู้บริหารโรงเรียนอนุบาล ครูโรงเรียนอนุบาล และผู้ปกครองเด็ก มีประเด็นที่น่าสนใจหลายเรื่องครับ ออ.ก่อนเข้าประเด็นต้องขอบอกก่อนว่า การได้มาเจอกันครั้งนี้ เนื่องจากเป็นความประสงค์ของแบร์ดีย์ (ผู้บริหารโรงเรียน) ในเบื้องต้น ที่ต้องการพัฒนาโรงเรียนด้วยองค์ความรู้จากการวิจัย ผมจึงช่วยในการประสานให้ความต้องการนี้เป็นจริง ผลที่ได้จากการประชุมครั้งนี้ ในมุมมองของผมเองมีดังนี้ครับ

  • กลุ่มคนสองฝ่าย คือ โรงเรียนกับผู้ปกครอง มีเป้าหมายจากการส่งลูกเข้าเรียนอนุบาลต่างกัน และผมก็ว่าปัญหานี้เป็นปัญหาที่น่าจะให้ความสำคัญ การชี้แจงให้ผู้ปกครองทราบถึงเป้าหมายของการจัดการเรียนการสอนในระดับอนุบาลน่าจะเป็นเรื่องแรกก่อนที่จะรับนักเรียน และจากเวทีวันนั่น ผู้ปกครองและโรงเรียนก็มีความชัดเจนเกี่ยวกับอนุบาลมากขึ้น ทั้งจากหลักวิชาทางการศึกษา ความต้องการของผู้ปกครองและความต้องการของโรงเรียน ว่า อะไรคือภาพที่เด็กความจะเป็นหลังจากที่ผ่านการเรียนในระดับอนุบาล งานนี้ผู้ปกครองที่เข้าร่วมประชุม
  • เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงบทบาทของแต่ละฝ่ายในการพัฒนาเด็ก ประเด็นนี้น่าสนใจมากครับ ฝ่ายครูเล่าสภาพการเรียนการสอนในห้องให้ผู้ปกครองฟัง ผู้บริหารก็เล่าความต้องการเกี่ยวกับสภาพห้องเรียน และผู้ปกครองก็เล่าบทบาทของตนเองในการมีส่วนในการเรียนรู้ของลูก ซึ่งผมฟังๆ แล้ว มันสอดคล้องกับหลักวิชาการอยู่มากที่เดียวครับว่า เด็กในวัยนี้การเรียนรู้จากพ่อแม่มีส่วนสำคัญมาก และบทบาทที่สำคัญในโรงเรียน น่าจะเน้นการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของเด็ก
  • ความแตกต่างของเด็กในหนึ่งห้อง เป็นปัญหาในการจัดการเรียนการสอน ไม่ใช่เฉพาะเด็กอ่อนที่มีปัญหาในการเรียนในห้อง แต่เด็กเก่งก็มีปัญหาในห้องเรียนเหมือนกัน ผมคิดว่าประเด็นนี้คนส่วนใหญ่ทราบกันอยู่แล้ว แต่การพูดคุยในวันนี้ทำให้เห็นสภาพที่ชัดเจนมากครับ
  • ประเด็นการบ้านของเด็ก เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจครับ ผู้ปกครองถามว่า ทำไมทางโรงเรียนไม่ค่อยจะสั่งการบ้านให้ลูกได้ทำกับพ่อแม่ที่บ้าน (อันนี้บงบอกถึงลักษณะผู้ปกครองได้ดีครับ) งานนี้ครูไม่ตอบครับ แต่ผู้บริหารตอบเองว่า เป็นนโยบายของโรงเรียนครับที่ไม่ต้องการให้สั่งการบ้านให้เด็กๆ เนื่องจากปัญหาความแตกต่างของสภาพครอบครัวของเด็ก ซึ่งพบว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่มีส่วนร่วมในการเรียนของลูกๆ เลย ไม่เคยสอนการบ้านให้กับลูกเลย มีมากถึงร้อยละ 70-80 เลยครับ ซึ่งเมื่อเด็กกลุ่มนี้ไม่สามารถทำการบ้านจากที่บ้านได้ จะส่งผลต่อทัศนคติในการมาโรงเรียน และมีความกังวลสูง ทำให้ไม่รักที่จะมาเรียน ทางโรงเรียนจึงปรับเป็นเน้นการทำกิจกรรมอื่นๆ ในห้องเรียนมากกว่าการสั่งการบ้านครับ แนวคิดน่าสนใจครับ โดยเฉพาะในเด็กอนุบาล ถ้าเป็นกลุ่มคนชั้นกลางชั้นสูงคงไม่เห็นว่าเป็นปัญหา แต่สำคัญชาวบ้านทั่วไปเกือบจะไม่ค่อยได้ถามลูกหรอกครับว่า วันนี้เรียนอะไรมาบ้าง มีการบ้านใหม่ (ไม่ต้องถึงขั้นทำการบ้านกับลูกหรอก)
  • คำถามคือ จะมีกลไกใดที่จะให้ผู้ปกครองมีบทบาทในการเรียนรู้ของลูกมากขึ้น เพื่อการพัฒนาเด็กให้เต็มศักยภาพของเขา

ขอนำเสนอแค่นี้ก่อนนะครับ ขอตัวไปทำการบ้านส่งอาจารย์พรุ่งนี้ก่อน