คนส่วนใหญ่ที่รับกรรมก็คือคนไทยตาดำๆที่เจ็บป่วย

เรื่องแทรก

ตามข่าวที่หลายๆคนคงทราบกัน ตอนนี้เพื่อนๆหมอหลายๆคนคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกัน

จึงอยากมาแลกเปลี่ยนกันที่เว็บนี้ด้วย....

กรณีศาลจังหวัดทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช มีคำพิพากษาให้จำคุก แพทย์ประจำโรงพยาบาลร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช เป็นเวลา 3 ปี เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2550 ในข้อหากระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิตจากการฉีดยาชาเข้าไขสันหลัง เพื่อระงับความรู้สึกในการเตรียมผ่าตัดไส้ติ่ง แล้วผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น ซึ่งภายหลังจากที่พยายามช่วยฟื้นคืนชีพผู้ป่วยแล้วแพทย์ได้นำผู้ป่วยไปส่งโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช ซึ่งได้รับการรักษาตัวและเสียชีวิตในเวลาอีก 16 วันต่อมา

เพื่อนแพทย์ที่รัก:อ.เอื้อชาติ-กล่าวถึงกรณีอาญา
7 ธันวาคม 2550
เพื่อนแพทย์ที่รัก :
1) จดหมายฉบับนี้ผมมีเรื่องที่น่าเศร้า และเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนทางจิตใจเพื่อน ๆ ของเราทุก ๆ คน และก็เป็นเรื่องที่เป็นตัวอย่างให้พวกเราพึงใช้ความระมัดระวังให้มากๆ ถ้าเพื่อนๆ ย้อนไปดู จดหมายฉบับลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2549 ของผม ซึ่งผมเคยเล่าเรื่องให้ฟังถึงคดีตัวอย่างที่โรงพยาบาลอำเภอร่อนพิบูลย์ ซึ่งคนไข้ 1 คน ได้มารับการผ่าตัดไส้ติ่ง โดยแพทย์ผู้อำนวยการเป็นผู้ผ่าตัด และมีน้องแพทย์หญิง (แพทย์ใช้ทุน) มาช่วยเหลือ โดยช่วยทำ Spinal Block ให้ โดยใช้ Marcain
คนไข้รายนี้เป็นคนไข้บัตรทองของ พรบ. หลักประกันฯ และได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นไปเรียบร้อยแล้ว ตามมาตรา 41ติดคุก 3 ปี โดยไม่มีการรอลงอาญา
คำถามถึงมีมากมายว่า การประกอบวิชาชีพเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นตามหน้าที่ ทำไมถึงติดคุกกันง่าย ๆ เช่นนี้เชียวหรือ หรือว่าต่อสู้คดีไม่เก่ง แสดงว่าทำด้วยเจตนาดีอย่างไร แต่ถ้าต่อสู้คดีไม่เก่งก็ไม่รอดใช่ไหม ?
ซึ่งในชั้นศาลนั้น อาจารย์สุรีรัตน์ อดีตประธานราชวิทยาลัยวิสัญญีอาจารย์ธารทิพย์ ประธานราชวิทยาลัย ก็ให้การต่อศาลทำนองเดียวกัน และอาจารย์ทั้ง 2 ท่าน ยังให้การต่อศาลว่า เหตุการณ์เช่นนี้มีคนไข้เสียชีวิตจากการ Spinal Block โดยไม่ทราบสาเหตุ ทั่วโลกก็มีอุบัติการณ์อยู่เป็นระยะ ๆ โดยไม่ได้เกิดจากความประมาทแต่อย่างใด แต่คำให้การของอาจารย์ทั้ง 2 ท่าน ไม่ได้มีน้ำหนักพอ แต่ศาลไปให้น้ำหนักกับแพทย์ 1 คน ซึ่งชอบไปเป็นพยานให้โจทย์เวลาฟ้องแพทย์Total Block ผู้ป่วยจึงเสียชีวิต จึงตัดสินจำคุก 3 ปี และไม่รอลงอาญา


ราชวิทยาลัยบอกว่า Total Block มักจะเกิดใน Epidural ไม่ใช่ Spinal แต่ว่าขณะนี้ศาลก็ได้เชื่อและตัดสินไปแล้ว คงเหลือแต่ความทุกข์โดยตรงที่เกิดขึ้นอย่างใหญ่หลวงกับน้องแพทย์หญิงใช้ทุน ที่น่าสงสารคนนี้ และเพื่อน ๆ แพทย์ที่เหลือทั้งหมดที่กระเทือนใจอย่างใหญ่หลวง

แต่อย่างไรก็ดีผมใคร่ขอวิงวอนให้กระทรวงสาธารณสุข จะต้องเป็นเจ้าภาพในการแก้ไขปัญหาของน้องแพทย์หญิงใช้ทุนที่ถูกตัดสินติดคุก 3 ปี ทั้งๆ ที่โดยความเห็นของแพทย์ส่วนหนึ่งซึ่งมีส่วนรับทราบในคดีนี้ น้องได้ทำงานโดยเจตนาดีที่จะช่วยเหลือผู้ป่วย แต่พอมีเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้นโดยทำได้ตามมาตรฐานแล้วกลับต้องรับโทษติดคุก และการไปใช้ทุนตามโรงพยาบาลอำเภอต่าง ๆ ก็ไปดูแลประชาชนตามความต้องการ โดยมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ส่งไป และผมคิดว่าถ้ากระทรวงสาธารณสุขเป็นเจ้าภาพ จะมีองค์กรทางการแพทย์ทั้งหมดสนับสนุนอย่างแน่นอน  ปรากฏว่าคนไข้เสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ (ซึ่งในระยะนั้นปรากฏว่าการใช้ Marcain ในการทำ Spinal Block มีการเสียชีวิตหลายต่อหลายราย ซึ่งทางราชวิทยาลัยวิสัญญีก็พยายามหาสาเหตุและทบทวนขั้นตอนในการปฏิบัติทั้ งหมด ก็ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอนว่าทำไมผู้ป่วยจึงเสียชีวิต จึงได้พยายามออกวิธีปฏิบัติ เมื่อจะต้องใช้ Spinal Block ด้วย Marcain และก็ยังพบว่า แม้ว่าจะทำตามขั้นตอนทั้งหมดแล้วก็ยังมีเสียชีวิตอยู่บ้าง ซึ่งโดยสรุปแล้วก็ยังไม่รู้สาเหตุ จึงขอให้แพทย์ที่จะใช้ยาระงับความรู้สึกโดยวิธี Spinal Block ให้พึงตระหนักในเรื่องการเสียชีวิตให้มากๆ) (ซึ่งไม่ได้มีการพิสูจน์ว่าผู้ประกอบวิชาชีพถูกหรือผิด) แต่ญาติผู้ป่วยได้ฟ้องคดีแพ่งต่อกระทรวงสาธารณสุขในฐานะต้นสังกัด ศาลขั้นต้นได้ตัดสินให้กระทรวงสาธารณสุขแพ้ ในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินยก คือ ให้กระทรวงสาธารณสุขไม่ต้องรับผิด จึงรอศาลฎีกา (คดีแพ่ง) แต่ในระหว่างนี้ญาติได้ร้องต่ออัยการเขตและ อัยการได้เป็นโจทย์และญาติผู้ป่วยก็เป็นโจทย์ร่วมในการฟ้องคดีอาญา แพทย์ผู้ผ่าตัดและฟ้องแพทย์หญิง (แพทย์ใช้ทุน) ผู้ทำ Spinal Block ว่าประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต ปรากฏว่าเมื่อวานนี้ 6 ธันวาคม ศาลจังหวัดทุ่งสง ได้ตัดสินแพทย์ผู้จะทำผ่าตัดไม่ผิด แต่น้องหมอผู้หญิง (แพทย์ใช้ทุน) น้องหมอผู้หญิงจึงต้องใช้ตำแหน่ง & สมุดเงินฝากอีก 1 แสนบาท ประกันตัวออกมา มิฉะนั้นจะต้องติดคุกไปเรื่อยๆ ก็ไปให้การว่ามันเป็นเหตุสุดวิสัย ไม่สามารถจะป้องกันได้ และทำตามขั้นตอนแล้ว (ขณะนี้ทั้งหมดมี 2-3 คน) ซึ่งแพทย์คนนี้ก็ไม่ได้เป็นแพทย์วิสัญญี ซึ่งผลสุดท้ายศาลจึงได้ตัดสินว่าแพทย์ประมาท ทำให้เกิด

 

......ในความเห็นส่วนตัวคิดว่าต้องมีการสื่อสารที่ดีกว่านี้ระหว่าง

แพทย์,ผู้ป่วย,และญาติ  เพราะว่าทุกๆการรักษาทั้งการผ่าตัดหรือให้ยากิน,ยาฉีด

ล้วนมีความเสี่ยง

แม้แต่คนที่แข็งแรงดีหรือไม่มีประวัติแพ้ยาใดๆก็มีโอกาสแพ้ยาหรือสารบางอย่าง

แบบรุนแรงได้ในครั้งแรกที่ได้รับ  ตรงนี้หลายๆคนจะไม่ทราบ และคิดว่าที่แพทย์ให้การรักษานั้นทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตหรือพิการ

ซึ่งในความเป็นจริงแล้วแพทย์มักจะไม่ กล้าบอกเพราะกลัวผู้ป่วยไม่ยอมรับการรักษา

เช่นผ่าตัดไส้ติ่งหรือกระเพาะทะลุ เกือบร้อยเปอร์เซนต์จะเสียชีวิตจากการติดเชื้อและช้อคถ้าไม่ผ่าตัด

แต่ก็มีความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากการดมยาสลบหรือระหว่างผ่าตัดเช่นกัน(ถ้าlow riskก็ประมาณ ห้าเปอร์เซนต์) 

พอบอกไป บางคนถึงกับจะกลับบ้านท่าเดียว

ซึ่งแพทย์ไม่สามารถทำอย่างนั้นได้เพราะเท่ากับปล่อยคนไข้ไปตายแน่ๆ

...ดังนั้นที่ทำงานกันอยู่ทุกวันนี้ แพทย์ส่วนใหญ่เริ่มหมดแรงหมดกำลังใจในการทำงาน

และแพทย์ไม่ดีเห็นแก่เงินก็มีมากขึ้นเรื่อยๆตามกระแสสังคมที่เห็นแก่เงิน

ตอนนี้ก็คาดการณ์ไม่ถูกเลยว่าอนาคตแพทย์จะเป็นยังไง.....