ความเห็น 785689

เข้าคุกสามปีไม่รอลงอาญา...

ผ่านมา
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ 

ผมมองในแง่นี้นะครับ เรื่องนี้คงต้องเป็นอุทาหรณ์ให้กับทั้ง รพ. และ หมอทุกคน

1.กรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่เป็นอันตรายต่อคนไข้แล้ว ควระต้องรีบบอกญาติครับและทำความเข้าใจกับญาติให้มากที่สุด และพยายามช่วยเหลือ

อย่างเต็มความสามารถที่สุด เช่นกรณีผ่าตัดธรรมดา แต่หลังผ่าตัดผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อน ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หรือ ต้องเข้าห้องไอซียู ควร

รีบอธิบายต่อญาติให้เร็วที่สุด ทันทีที่ผุ้ป่วยได้ย้ายจากห้องผ่าตัดแล้ว และต้องดูแลผู้ป่วย

อย่างใกล้ชิดมากที่สุด เพื่อให้ญาติได้เห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นเหตุที่ไม่มีใครคาด

คิดและเราได้ดูแลผู้ป่วยอย่างดีที่สุด เต็มความสามารถเรา

2.ผู้อำนวยการ รพ. ต้องมีบทบาทอย่างมากในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาษย์ต่าง ๆให้เร็วที่สุด

ทั้งการคุยกับญาติคนไข้ การให้ความช่วยเหลือในการรักษาโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมถึงต้องให้กำลังใจแพทย์ให้มากที่สุด อย่าให้เขาหมดกำลังใจ หรือ สติแตกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พยายามให้เรื่องจบได้ด้วยดี และจบในโรงพยาบาล ให้ทุกฝ่ายเข้าใจมากที่สุด จะได้ไม่นำไปถึงการฟ้องร้อง

3.หัตถการบางอย่าง แพทย์ต้องระวังมาก ๆครับ ผมโดยส่วนตัวที่เป็นวิสัญญีแพทย์ มองว่าการทำ spinal block ที่ต้องการระดับการชาที่สูง เช่น ตั้งแต่ระดับลิ้นปี่ขึ้นไป โดยเฉพาะในการผ่าตัดคลอดลูก หรือ การผ่าตัดไส้ติ่งนั้น ค่อนข้างเสี่ยงมาก โดยเฉพาะหากผู้ป่วยมีโรคประจำตัวที่เราไม่สามารถวินิจฉัยได้ก่อน เช่น ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ โรคปอด อ้วนมาก ต้องการการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด กรณีที่บล้อกแล้ว วิ่งไปเข้าช่วยผ่าตัด แล้วให้พยาบาลเฝ้า ค่อนข้างเสี่ยงมาก หากเกิดอะไรแล้วเราจะไม่สามารถวินิจฉัยหรือแก้ไขได้ทัน กรณีนี้ ถ้ามีวิสัญญีพยาบาล

น่าจะใส่ท่อช่วยหายใจแล้วดมยาสลบเลย อาจจะปลอดภัยกว่า แต่หากผ่าตัดที่ช่วงล่างของร่างกาย การบล้อกผมก็มองว่ายังมีประโยชน์อยู่ครับ น้องแพทย์ที่จบใหม่คงพอสามารถทำได้

ผมมองว่า ณ ปัจจุบันนี้ ขอให้แพทย์ทุกคนพยายามทำการรักษา หัตถการต่าง ๆด้วยความระมัดระวัง และเลือกทางที่ safe ที่สุดสำหรับตัวเองและผู้ป่วยก่อนจะดีที่สุด

ครับ และอย่าลืมคุยกับญาติให้มาก ๆ ครับ และติดตามผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์แล้ว หากเราได้คุยอย่างดี และติดตามอย่างใกล้ชิด ผมยังเชื่อว่าญาติผู้ป่วยต้องเข้าใจและไม่ฟ้องร้องตามมา