กลุ่มอนุรักษ์ทับสะแก: กระบวนการต่อสู้ภาคประชาชนบาว นาครเมื่อเอ๋ยถึง ทับสะแก บางคนอาจนึกถึงท้องทะเลที่สวยงาม ต้นมะพร้าวที่เรียงรายริมชายหาด และสถานที่พักตากอากาศที่สวยงาม แต่ยัง มีตำนานเล่าว่า“ ทับสะแก ไม่ใช่ชื่อว่าทับสะแก เพราะ เดิมทีเดียวมีตาปะขาวผู้หนึ่งเดินทางมาจากแห่งหนตำบลใดไม่ปรากฏ มาทำสวนเล็กๆ อยู่ในท้องที่ตำบลทับสะแก ในปัจจุบันไม่มีใครทราบชื่อประวัติความเป็นมาของตาปะขาวผู้นี้ คงเรียกกันมาว่า ” ตาแก่ ” ตาแก่ผู้นี้มาอยู่คนเดียวก่อนคนอื่นๆ ได้ปลูกทับ ( กระท่อม ) เป็นที่อยู่อาศัย ต่อมามีชาย 2 คนมาจากทางใต้ ชื่อ ” แทน ” กับ ” ขวัญ แก้วขวัญเมือง ” บุคคลเหล่านี้มาชุมนุมกันโดยมีถิ่นฐานอยู่ใกล้เคียงกับตาแก่ผู้นั้น จึงเกิดเป็นชุมชนหรือหมู่บ้านแห่งแรกโดยไม่มีใครรู้จักชื่อตาแก่ผู้นั้น ทั้งสถานที่อยู่ก็ไม่มีชื่อเรียกมาก่อน เมื่อผู้ใดมีความประสงค์จะไปยังหมู่บ้านแห่งนั้นมักจะพูดกันว่า ” ทับตาแก่ ” และมีผู้เรียกตามกันมาจนติดต่อกันมานานๆต่อมาสำเนียงเรียกชื่อต่อๆกันมาผิดเพี้ยนไปจากเดิม คือ ” ทับตาแก่ ” เป็น ” ทับสะแก ” มาจนถึงปัจจุบันนี้ เช้าของวันเสาร์ ที่ 1 ธันวาคม 2550 ได้เดินทางออกจากกรุงเทพฯ ในฐานะนักเดินทางเพื่อไปยังอำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นสถานที่ยังไม่เคยได้ไปสักครั้งเดียว เมื่อเดินทางลงจากรถโดยสาร ถึงตลาดอุดมสุข ซึ่งเป็นตลาดที่เงียบสงบผู้คนยังใช้ชีวิตแบบเรียนง่าย ส่วนใหญ่จะเป็นร้านค้าของคนจีนในตลาด ถือว่าเป็นตลาดเก่าแก่แห่งหนึ่งก็ว่าได้ ผู้คนก็มีอัธยาศัยไมตรีที่ดีต่อกัน แต่จุดมุ่งหมายของการเดินทางในครั้งนี้เพื่อไปยังหมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมงและมีวิถีชีวิตอยู่กับทะเล หาปลา เมื่อเดินทางไปถึงหมู่บ้านได้เห็นป้าย พูดถึงการต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่ทางเข้าหมู่บ้านตรงสะพานที่ยื่นออกไปยังทะเล เมื่อได้พูดคุยกับชาวบ้านได้ทราบถึงสาเหตุที่ต้องทำอย่างนั้น เพราะชาวบ้านบอกว่า การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น มีผลกระทบต่อพวกเขาโดยตรงในการดำรงชีวิตและความเป็นอยู่ เขาจึงลุกขึ้นมาต่อต้านเพื่อปกป้องสิทธิของตนเองนอกจากนั้นความประทับใจในบรรยากาศของวิถีชีวิตที่ผูกพันกับทะเลออกเรือหาปลา เมื่อได้พบปะพูดคุยกับชาวบ้านในพื้นที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งและได้สอบถามว่า ตอนนี้ได้ออกเรือหาปลาหรือเปล่า ก็ได้คำตอบว่า ตอนนี้เป็นลมว่าว (หน้ามรสุม) คลื่นใหญ่ออกเรือหาปลาไม่ได้มาเกือบเดือนแล้ว เพราะเป็นชาวประมงพื้นบ้าน ใช้เรือเล็กในการออกทะเลหาปลาปัจจุบัน ชาวบ้านได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มประมงเรือเล็ก นอกจากนั้นยังได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มอนุรักษ์ทับสะแก ในการรวมตัวกันครั้งนี้ได้เริ่มมาประมาณปีกว่าๆ แล้ว และได้ดำเนินการโดยวิธีการต่างๆในการปกป้องคุ้มครองสิทธิชุมชนในการดำรงชีวิตในการเป็นชาวประมงมาหลายชั่วอายุคน ซึ่งเป็นการต่อสู้ในภาคประชาชน โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะมาก่อสร้างที่ใกล้กับหมู่บ้านของพวกเขาห่างไม่กี่กิโลเมตรและอยู่ติดกับทะเลซึ่งถือว่าเป็นชีวิตของพวกเขาผลกระทบที่เกิดขึ้นถ้าหากมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจริงๆ นั้นหมายความว่า พวกเขาย่อมได้รับความเดือดร้อนอย่างแน่นอน ดังนั้น การรวมตัวกันเป็นกลุ่มอนุรักษ์ทับสะแก จึงเป็นสิ่งที่พวกเขาสามารถกระทำได้เพื่อลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิการทำมาหากินของเขา นอกจากนั้นชาวบ้านได้รับความรู้ทางวิชาการหรือข้อมูลที่สำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวกับผลกระทบจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จากผู้หญิงนักต่อสู้ด้านสิ่งแวดล้อมคนหนึ่ง ดังนั้นกระบวนการต่อสู้ กระบวนการดำเนินงานของกลุ่มอนุรักษ์จึงได้เกิดขึ้น และที่สำคัญบรรดาแกนนำหรือผู้นำชาวบ้านที่เป็นกำลังสำคัญส่วนใหญ่เป็นชาวประมงในพื้นที่ ในกลุ่มอนุรักษ์ทับสะแกได้มีการขับเคลื่อนในเรื่องต่างๆ นอกจากการต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแล้ว ยังได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประชาสัมพันธ์ในเรื่องผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหลังจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าด้วยวิธีการต่างๆ เช่นการเดินรณรงค์เพื่อให้ชาวบ้านได้ทราบข้อมูลข่าวสารของผลกระทบและความเดือดร้อนที่จะเกิดขึ้นในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า กระบวนการทำงานภายในกลุ่มก็จะมีการประชุมปรึกษาหารือกันเพื่อแบ่งงานกันทำในการขับเคลื่อน เช่น เด็กและเยาวชนช่วยในด้านการเขียนป้ายผ้า หรือทำธงเพื่อรณรงค์ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และในการประท้วงหรือการต่อต้าน ก็จะช่วยเขียนป้ายต่อต้าน นอกจากนั้นยังได้มีการรับบริจาคในเรื่องการดำเนินกิจกรรมต่างๆภายในกลุ่ม ส่วนผู้หญิงก็จะทำอาหารหรือเข้าร่วมรณรงค์ในการเดินประท้วงต่อต้านด้วยนอกจากนั้นยังได้มีการขายเสื้อเขียว เพื่อเป็นการหาเงินเข้ากองกลางในการดำเนินกิจกรรมต่างๆด้วยเมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม 2550 เช้ามืดประมาณ ตี 4 ชาวบ้านได้มีการตระเตรียมเดินทางเพื่อจะไปเข้าร่วมการเดินรณรงค์ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมและการต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่กรุงเทพและ เวทีสาธารณะเพื่อการเลือกตั้ง 2550 เรื่อง “พรรคการเมืองกับ โลกาภิวัตน์ : ใครมีวิสัยทัศน์? ใครอยู่ข้างประชาชน?” ที่ ลานอนุสรณ์สถาน 14 ตุลาฯ ถนนราชดำเนิน อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในการเดินทางครั้งนี้ทุกคนต่างใส่เสื้อเขียวกันอย่างพร้อมใจกัน ซึ่งมีสกีนกลุ่มอนุรักษ์ทับสะแกและบางตัวก็ได้สกรีนว่า “เพราะเข้าใจจึงคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินทับสะแก”เมื่อมาถึงกรุงเทพฯ ก็ได้พบกับเครือข่ายภาคประชาชนต่างๆ ที่ได้มารวมตัวกัน ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกัน ได้พูดคุยกับถามถึงกัน เป็นกระบวนการเรียนรู้และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างกัน ได้ร่วมกันเดินรณรงค์ที่ บางลำพู ถนนข้าวสารเพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้ทราบและได้ให้ข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นจริงๆในพื้นที่สู่สาธารณะอย่างสงบเรียบร้อย และได้รับความสนใจมากจากชาวต่างชาติและประชาชนที่อยู่ละแวกนั้น บทสรุปของการขับเคลื่อนของกลุ่มในการต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมจากภาครัฐและปกป้องสิทธิชุมชนที่มีอยู่ยังคงต้องดำเนินต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดตราบใดที่ภาครัฐยังมีเอารัดเอาเปรียบ และยัดเยียดความเดือดร้อนให้กับประชาชน โดยที่ประชาชนไม่ต้องการ กระบวนการต่อต้าน การต่อสู้เพื่อ เอาความเป็นธรรม ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ คืนสู่ชุมชนจึงเกิดขึ้นบนถนนของการต่อสู้เรียกร้องสิทธิและกระบวนการต่อสู้ของภาคประชาชนยังต้องดำเนินต่อไป
กลุ่มอนุรักษ์ทับสะแก
กระบวนการต่อสู้ของชาวบ้าน
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
จันทรรัตน์ เจริญสันติ · 9 ธ.ค. 2550
dhanarun · 9 ธ.ค. 2550
เขียวมรกต · 9 ธ.ค. 2550
Pui · 9 ธ.ค. 2550
Mr. Kraton Pai · 9 ธ.ค. 2550
น้ำผึ้งหวาน · 9 ธ.ค. 2550