ถ้ายังเป็นเด็ก ดิฉันก็ว่าน่าจะพอช่วยปรับพฤติกรรมได้อยู่ หากปัญหานี้เกิดกับลูกศิษย์ของเรา คุณครูก็ควรจะสืบเสาะถึงต้นตอสาเหตุของพฤติกรรมดังกล่าวด้วย เพื่อจะได้แก้ปัญหาให้ถูกทาง



          วันก่อนดิฉันแวะไปหาซื้อโลชั่นยี่ห้อหนึ่งให้กับแม่ (ยี่ห้อนี้แม่ชอบมาก ยี่ห้ออื่นก็ไม่ถูกใจ) ซึ่งหาย้าก...ยาก แต่ก็ไม่ละความพยายาม และเป็นห่วงแม่ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมารับไอเย็นจากอากาศหนาว ว่าป่านนี้แม่ใช้โลชั่นขวดเก่าหมดหรือยัง ป่านนี้จะมีใช้ไหม

          เข้าไปในร้านแถวตลาดก็ไม่มี ร้านสะดวกซื้อก็ไม่มี ซุปเปอร์มาเก็ตสองสามแห่ง รวมถึงห้างสรรพสินค้าใหญ่ในสุพรรณฯ ก็ไม่มีวี่แววจะเจอ เป็นเพราะดิฉันเดินเข้าไปดู...ดู๊...ดู จับขวดโน้น ขวดนี้มาดมแล้ววาง...ดมแล้ววาง โดยไม่มีทีท่าว่าจะตัดสินใจซื้อ (เพราะกลิ่นฉุนกว่ายี่ห้อที่แม่ใช้ กะว่าหากหายี่ห้อเดิมไม่ได้ ก็จะให้แม่ลองยี่ห้อใหม่) อย่างนั้นหรือเปล่า จึงมีพนักงานมาเมียง ๆ มอง ๆ ดิฉันอยู่เรื่อย และในแผนกนั้นยังติดป้ายบอกว่ามีทีวีวงจรปิดคอยสอดส่องอยู่ แถมมีป้ายบอกโทษ ฐานขโมยของด้วยอีกต่างหาก

          มานึกดูแล้วก็ไม่สบายใจ คิดว่าคงมีเหตุการณ์ขโมยของกันในแผนกนี้กันมาแล้ว ทีแผนกอื่น ๆ ไม่เห็นมีพนักงานมาคอยเมียงมองดูบ้าง หรือติดป้ายเตือนเหมือนแผนกนี้ ไม่รู้ว่าการจ้องจับแบบนี้ได้ผลมากน้อยแค่ไหน ขโมยหัวไว ตาไว มือไว จะหลุดรอดไปบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ น่าเห็นใจเจ้าของกิจการนะ

          การอยากได้ของของคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตมาเป็นของเรา ซึ่งเราเรียกว่าขโมยนั้น หากเป็นผู้ใหญ่ก็หนักใจหน่อยเพราะเป็นไม้แก่เข้าขั้นมิจฉาชีพไปแล้ว แต่ถ้ายังเป็นเด็ก ดิฉันก็ว่าน่าจะพอช่วยปรับพฤติกรรมได้อยู่ หากปัญหานี้เกิดกับลูกศิษย์ของเรา คุณครูก็ควรจะสืบเสาะถึงต้นตอสาเหตุของพฤติกรรมดังกล่าวด้วย เพื่อจะได้แก้ปัญหาให้ถูกทาง ดังนั้นการสังเกตพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด การเยี่ยมบ้านนักเรียน การพูดคุยกับเพื่อนสนิทของเขา หรือคุณครูท่านอื่น ๆ จะช่วยให้เราได้ข้อมูลรอบด้านมากขึ้น

          สมัยก่อนดิฉันย้ายไปสอนที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใหม่ ๆ มีลูกศิษย์คนหนึ่ง เป็นนักเรียนชายเรียนอยู่ชั้น ป.
5 ที่ดิฉันประจำชั้นอยู่ มีนิสัยชอบขโมยของเพื่อนอยู่เป็นประจำ ทำให้ดิฉันปวดเศียรเวียนเกล้าอยู่เสมอ ดิฉันใช้ทั้งไม้แข็งไม้นวมแก้ปัญหา แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะแก้ปัญหานี้ได้สักเท่าไร จึงนำปัญหานี้ไปพูดคุยกับคุณครูท่านอื่น ๆ มีคุณครูอาวุโสท่านหนึ่ง พักอยู่ในพื้นที่ใกล้โรงเรียน พอจะทราบข้อมูลเกี่ยวกับลูกศิษย์คนนี้

          พี่เขาเล่าให้ฟังว่าเด็กคนนี้เขามีนิสัยขี้ขโมยแบบนี้มาตั้งแต่ปลายปี ป.
4 แล้ว ทั้งที่บ้านเขาก็ไม่ได้ยากจน (ดูจากเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ก็ดูสะอาดสะอ้านดี) พอครูแจ้งผู้ปกครองซึ่งเป็นปู่กับย่าไป เช้ารุ่งขึ้นจะเห็นรอยไม้เรียวติดน่องมาจากบ้านเลยเชียว แต่ก็ไม่ยักเข็ดหลาบ

          เย็นวันหนึ่งดิฉันก็ลองไถลไปแถว ๆ บ้านลูกศิษย์คนนี้ดู แวะไปพูดคุยกับผู้ปกครองของเด็ก พบแต่ย่า ได้รับทราบข้อมูลมาว่า พ่อกับแม่ของเด็กเลิกกัน แล้วพาตัวเขาพร้อมกับน้องสาว (เรียนอยู่ชั้นอนุบาล) มาฝากไว้ให้ย่ากับปู่เลี้ยง แม่แต่งงานใหม่ไปแล้ว พ่อก็มีภรรยาใหม่ นาน ๆ จึงจะกลับมาเยี่ยมสักหน ทิ้งหลานสองคนไว้ให้เลี้ยงต่างหน้า เรื่องชอบขโมยนี่ ปู่กับย่าก็รู้ดี และยังเคยขโมยเงินปู่ด้วย ทำโทษขนาดใช้ไม้เรียวก็แล้ว ก็ยังไม่เลิกขโมย ปู่กับย่าก็ไม่เข้าใจพฤติกรรมหลาน ทั้งที่ให้ค่าขนมติดตัวไปก็ไม่ใช่น้อย ยังต้องขโมยอีกทำไม

          ดิฉันวิเคราะห์จากข้อมูลที่ได้มาจากบุคคลรอบ ๆ ตัวลูกศิษย์คนนี้แล้ว คิดว่าน่าจะเป็นพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจ และประชดชีวิต เพราะคิดว่าไม่มีใครรักเขาซะมากกว่า ก็เริ่มปูทางขอความร่วมมือจากย่าของเด็กว่า ลองมาแก้ปัญหาร่วมกัน เปลี่ยนจากดุด่าว่ากล่าวมาพูดด้วยดี ๆ อธิบายให้เห็นบาปบุญคุณโทษจากการลักขโมย ถ้ารักและห่วงหลานก็ให้บอกเขาไปเลยว่าปู่กับย่ารักและห่วง บอกบ่อย ๆ ที่มีโอกาส ใช้เขาทำงานบ้านโน่นนี่บ้างแทนที่จะทำให้เขาไปเสียทุกอย่าง ทำเสร็จแล้วก็ชมเขาบ้าง

          ไม่เฉพาะไปตกลงกับย่าของเด็กเท่านั้น ที่ห้องเรียนดิฉันก็ต้องมาตกลงกับเด็ก ๆ ในห้องใหม่ว่าไม่ให้ตั้งข้อรังเกียจกับเพื่อนคนนี้ เขาทำผิดแล้วยอมรับผิดเราต้องให้อภัย ให้โอกาส อย่าไปล้อเพื่อน ล้อเขาบ่อย ๆ จะเป็นไปตามปากเรา

          จากนั้นก็ถึงเวลาให้ลูกศิษย์คนนี้มาให้คำสัญญากับเราว่าต่อไปจะไม่ขโมยของเพื่อนอีก จะเป็นตัวอย่างที่ดีกับน้องสาว (สังเกตว่าเขารักน้องมาก) จากนั้นก็มักจะมอบหมายงานอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เขาทำอยู่เสมอ เพื่อให้เขาภาคภูมิใจว่าตัวเองมีคุณค่า พยายามแทรกซึมความรู้สึกนึกคิดให้เขาเรื่อย ๆ ว่าเขาเป็นคนดี เพื่อหวังให้เขาไม่ทำเรื่องที่ไม่ดีอีก แล้วก็ได้ผลนะ...ไม่มีการขโมยของกันในห้องเรียนอีก

          คุณครูท่านอื่น ๆ ล่ะคะ มีวิธีแก้ไขพฤติกรรมเด็กชอบขโมยของแบบไหนกันบ้าง?