บนบาทวิถีทุกชีวีมีสิทธิ์กำหนดอนาคตของชาติ

วิถีไทย
นับตั้งแต่บรรพชนคนไทยได้ตั้งหลักปักฐานอยู่บนผืนแผ่นดิน

"ถิ่นแหลมทอง"

  พี่น้องคนไทยไม่ว่าจะเป็นเทือกเถาเหล่ากอที่เคยอ้างว่าอพยพมาจากเทือกเขาอัลไต หรือเป็นคนไท(อิสระ)แท้ ล้วนแล้วแต่มีความรักชาติรักแผ่นดิน

การแสดงออกถึงความรักชาติอาจสังเกตเห็นได้ชัดเวลาบ้านเมืองเกิดความทุกข์ยาก หรือเกิดสงคราม คนไทยทุกหมู่เหล่าจะร่วมมือร่วมใจกันต่อสู้อริราชศรัตรูให้แพ้พ่ายมลายไป เพื่อพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งเอกราชและความเป็นไท (อิสระ) ของชาติไทย 

จุดแข็งและจุดอ่อนของคนไทยที่เห็นได้ชัดจนกลายเป็นวัฒนธรรมของชาติ ได้แก่
- ยามศึกเรารบ ยามสงบเราพัฒนา (บางครั้งมีทะเลาะ กันบ้าง) ลิ้นกับฟันย่อมขัดกันเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเหตุให้มีการขัดแย้งทางความคิด หรือการปะทะกันบ้างจนในที่สุดก็ยุติปัญหาต่างๆได้โดยยึดหลักสามัคคีธรรม


สถานการณ์บ้านเมืองของเราทุกวันนี้ คงไม่ถึงหนทางตันที่เราจะช่วยกันเยียวยาแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

ใช้วิถีแห่งปัญญา (การจัดการความรู้)โดยวิถีประชา

ที่อาจมีรูปแบบวิธีการที่หลากหลาย แต่ท้ายที่สุดปัญหาต่างๆสามารถคลี่คลายจบลงด้วยดี  จึงขอนำเสนอแนวทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) เป็นทางเลือก ดังต่อไปนี้

ประการแรก  ขอให้ทุกคนร่วมกันพิจารณาต้นเหตุแห่งปัญหาว่ามาจากที่ใด ใครเป็นต้นเหตุ และหาวิธีแก้ปัญหาตามสาเหตุดังกล่าว ซึ่งบุคคลนั้นควรแสดงสปิริต แสดงความรับผิดชอบทางจริยธรรมเยี่ยงรัฐบุรุษที่คนไทยทั้งชาติมีความเคารพ เชื่อมั่น ศรัทธามาตราบจนทุกวันนี้

ประการต่อมา  คณะรัฐบาลต้องช่วยกันขัดปัดเป่าปัญหาต่างๆ อย่างจริงจังจริงใจ ไม่ใช่แก้ปัญหา”แบบลิงแก้แห” กล่าวคือ ให้ยึดถือผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง ไม่หวังแก่อามิส และไม่เอื้อประโยชน์แก่มวลมิตรพวกพ้อง  แต่เน้นสนองความต้องการในการแก้ปัญหาและพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนระดับรากหญ้าเป็นเบื้องต้น


ประการสุดท้าย  ถ้าไม่ได้ผลมวลหมู่ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าต้องร่วมกันแสดงพลังประชาชน “ชุมนุมอย่างสันติ” โดยยึดหลักอหิงสาเพื่อกดดันผู้มีอำนาจรัฐให้คืนอำนาจแก่ประชาชน
เพื่อเปิดโอกาสให้มีการปรับเปลี่ยนรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศตามครรลองประชาธิปไตยต่อไป


จะเห็นได้ว่า "คนไทยมีอุปนิสัยชอบประนีประนอม ไม่ชอบหักด้ามพร้าด้วยเข่า" แต่นานๆเข้าไม่ได้รับการสนองตอบในทางที่ถูกที่ควร หรือเมื่อคนไม่เปลี่ยนวิธีการ ยึดถืออัตตาจนเกินงามก็จำเป็นต้องเปลี่ยนคนเป็นธรรมดา