"ที่ผ่านมาไม่ว่าลูกหรือเมียโทรมา คำแรกที่ผมจะพูดออกไป คือ "มีอะไร?" ซึ่งผมเพิ่งพบไม่นานนี้เองว่า ท่าทีของผมเช่นนี้ทำให้ทุกคนเกร็งที่จะโทรถึงผม รู้แล้วก็รู้สึกเจ็บปวดเหมือนกัน อะไรทำให้เราเป็นคนแบบนี้?"

วันเสาร์ที่ ๑ และอาทิตย์ ที่ ๒ ธ.ค. ผมมีภารกิจสอนนักศึกษา มรภ.สุรินทร์ ที่ผ่านมาผมจะเดินทางกลับ กทม.ในเย็นวันที่สอนเสร็จนั้นเลย แต่วันนั้นไม่ได้กลับเพราะผู้จัดรายการวิทยุ อสมท.FM 100.5 Mhz คุณช่อผกา วิริยานนท์ เข้ามาอ่านบันทึกเรื่อง ความในใจของพ่อคนหนึ่งที่เพิ่งรู้ว่าความสุขของตนคืออะไร (http://gotoknow.org/blog/inspiring/145982?page=2) แล้ว ขอสัมภาษณ์(คุย)สดออกอากาศในรายการของเธอระหว่าง 22.00 - 24.00 น.คืนวันอาทิตย์ที่ ๒ ธ.ค. ผมจึงพักที่โรงแรมในจังหวัดสุรินทร์ต่ออีกคืนเพื่อคุณภาพของสัญญาณโทรศัพท์ในการให้สัมภาษณ์ เพราะหากอยู่ในรถไฟคืนนั้น สัญญาณโทรศัพท์จะขาดเป็นช่วงๆ จึงตัดสินใจเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้นโดยรถดีเซลรางปรับอากาศ ออกจากสุรินทร์ประมาณ ๘ โมงเช้า ถึง กทม.บ่าย ๓

ผมไม่ได้เดินทางโดยรถไฟเที่ยวกลางวันแบบนี้มาหลายปีแล้ว ทุกครั้งก็เดินทางกลางคืนและเป็นตู้นอน ที่ขึ้นไปสักพักก็หลับแล้วตื่นเช้าขึ้นมาก็ถึงพอดี

การเดินทางคนเดียวเป็นเวลานานๆ อ่านหนังสือบ้าง งีบหลับไปบ้าง สลับกับการได้ทอดสายตาผ่านหน้าต่างออกไป ดูทุ่งนา ต้นไม้ ภูเขา ผู้คนข้างทาง ได้มองออกไปไกลๆ ทำให้อดคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่ได้ และเมื่อคิดแล้ว บางทีก็จมอยู่กับเรื่องนั้นนานๆ ทำให้มีอะไร "ปิ๊งแว๊บ" เกิดขึ้นในสมองเป็นระยะๆ

ทุกครั้งที่อยู่กับตัวเองคนเดียวๆ นานๆ ก็มักเป็นแบบนี้ และการได้อยู่กับตัวเองนานๆ แบบนี้ก็มักเป็นตอนเดินทางไกลคนเดียว

ปิ๊งแว็บที่ว่าก็คือ เกิดความคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับงานที่ทำบ้าง เกี่ยวกับชีวิตบ้าง

เช่นในรถไฟวันนั้น พอหยิบส้มขึ้นมาปอกกินก็นึกขึ้นมาได้ว่า เป็นส้มที่อาจารย์ มรภ.สุรินทร์ คนหนึ่งซื้อให้ หลังจากรับประทานอาหารเย็นด้วยกันแล้ว วันนั้นอาจารย์สิงหาพาลูกสาวที่น่ารัก อายุ ๑๑ ขวบมาด้วย

ระหว่างพักอยู่ที่โรงแรมผมก็กินไปลูกสองลูก ที่เหลือก็เอาติดตัวขึ้นมาบนรถไฟด้วย ขณะกำลังกินในรถไฟวันนั้นเกิดปิ๊งแว็บขึ้นมาว่า เราควรโทรศัพท์ไปขอบคุณ อ.สิงหา แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพราะเรากำลังฝึกตัวเองให้สามารถสัมพันธ์กับคนอื่นด้วย "ใจ" อยู่

ผมเป็นคนประเภทที่ใช้ "หัว" หรือความคิดในการสัมพันธ์กับผู้อื่นและโลกภายนอกมาก คราวก่อน อาจารย์สิงหาและทีมงานมาส่งขึ้นรถไฟตอนเย็น พอถึงกรุงเทพฯ เช้า ได้รับโทรศัพท์จาก อ.สิงหา คำแรกที่ผมพูดออกไปคือ "มีอะไรครับอาจารย์" อาจารย์สิงหาก็ว่าไม่มีอะไร โทรมาถามว่าการเดินทางเรียบร้อยดีไหม ซึ่งคนที่ใช้แต่ "หัว" ไม่ได้ใช้ "ใจ" อย่างผม ไม่เคยคิดถึงเรื่องแบบนี้ จึงไม่ต้องพูดถึงการลงมือทำด้วยตัวเอง ไม่เคยทำเลยจริงๆ เพราะมัวหมกมุ่นแต่เรื่องของตนเอง ไม่ค่อยคิดถึงคนอื่น

ที่ผ่านมาไม่ว่าลูกหรือเมียโทรมา คำแรกที่ผมจะพูดออกไป คือ "มีอะไร?" ซึ่งผมเพิ่งพบไม่นานนี้เองว่า ท่าทีของผมเช่นนี้ทำให้ทุกคนเกร็งที่จะโทรถึงผมหากไม่มี "ธุระ" อะไรจำเป็นจริงๆ เมื่อรู้แล้วก็รู้สึกเจ็บปวดเหมือนกัน อะไรทำให้เราเป็นแบบนี้?

ขณะที่เขียนนี้ นึกย้อนกลับไป มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเป็นประจำ เช่นตอนไปสอนที่ศูนย์ปากช่อง โคราช วันนั้นกลับรถทัวร์ พอถึงบ้านได้รับโทรศัพท์จากอาจารย์ประจำศูนย์ปากช่อง พอทราบว่าเป็นใครโทรมา ผมก็ถามเขาไปว่า มีอะไรเหรอครับ อาจารย์ท่านนั้นก็บอกว่า โทรมาถามว่าการเดินทางเรียบร้อยดีไหม ถึงบ้านแล้วหรือยัง เมื่อคิดถึงเหตุการณ์นี้แล้วก็ยิ่งทำให้เห็นภาพตัวเราชัดเจนขึ้น เป็นพวกใช้แต่ "หัว" ไม่ค่อยได้ใช้ "ใจ" เลย

หลังกินส้มบนรถไฟวันนั้น ผมจึงโทรถึง อ.สิงหา ก่อนโทรยังต้องทำการบ้าน เรียบเรียงคำพูดไว้ในหัวก่อนว่าจะพูดอย่างไร เพราะยังไม่เชื่อมั่นในตนเองพอว่าจะสามารถทำออกไปอย่างอัตโนมัติได้ดีเพียงไร "เนียน" พอหรือไม่ เมื่ออาจารย์สิงหารับสายแล้ว ก็เริ่มพูดว่า "ขอบคุณมากครับสำหรับส้มที่อาจารย์ซื้อฝาก ผมได้กินทั้งที่โรงแรมและในรถไฟระหว่างเดินทางกลับด้วย... อาจารย์ครับ ลูกสาวอาจารย์น่ารักแล้วก็ดูฉลาดมากเลยนะครับ... อาจารย์เป็นอย่างไรบ้างครับ ..." แล้วก็คุยต่อกันอีกเล็กน้อย โดยไม่มีเรื่องงานเลย อาจารย์สิงหายังจบด้วยการอวยพรให้ผมว่า "เดินทางปลอดภัยนะอาจารย์"

เมื่อโทรเสร็จแล้วก็นั่งดีใจอยู่เงียบๆ คนเดียว

ดีใจที่เราผ่านแบบฝึกหัดสัมพันธ์กับคนอื่นด้วยใจได้เพิ่มขึ้นอีกแบบฝึกหัดหนึ่ง แม้จะยังเคอะๆ เขินๆ อยู่บ้าง ด้วยความที่ยังเป็นมือใหม่หัดขับ

ทำสำเร็จไปแต่ละครั้งก็ได้กำลังใจจากตัวเองให้ฝึกทำต่อไปเรื่อยๆ ให้เป็นอัตโนมัติมากขึ้นเรื่อยๆ ให้เนียนเป็นนิสัยใหม่ของเรามากขึ้นเรื่อยๆ

สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์
๖ ธันวาคม ๒๕๕๐