การปฏิบัติธรรม เจริญสมาธิ ภาวนา เพื่อนำพาสู่ปลายทางแห่งการลดกิเลสและเฉดหัวออกไปซึ่งตัณหา
ในระหว่างการเดินทางนั้นมีหลัก ๆ อยู่สองเส้นทาง ทางหนึ่งนำทางด้วยสมาธิ ท่านเรียกว่า “เจโตวิมุติ” อีกทางหนึ่งนำทางด้วยปัญญา ท่านจึงได้เรียกว่า “ปัญญาวิมุติ” แต่ทั้งสองทางมีปลายทางเดียวกันคือ "ความหลุดพ้นจากโลกแห่งวัฏฏะสงสาร"
หลาย ๆ ครั้ง เคยสงสัยว่าทำไมเราถึงไม่ต้องนั่งสมาธิเหมือนกับคนอื่นเขา
หลาย ๆ ครั้ง เคยสงสัยว่าทำไมเราตอนก่อนบวชก็อยู่กับงาน อยู่กับคอมพิวเตอร์ ตอนบวชก็ยังต้องอยู่กับงานกับคอมพิวเตอร์ “เหมือนเดิม”
แต่ความเหมือนเดิมที่ไม่เหมือนเดิมนั้นคือ งานในปัจจุบันนั้นอยู่บนฐานของศีลและพื้นของสมาธิที่ฝึกไว้ตอนแรกเป็น “นิสสัย” เมื่อครั้งตอนบวชใหม่
สมาธิที่เป็นพื้นแห่ง “นิสสัย” และศีลที่เป็นฐานแห่งจิตใจ ส่งเสริมให้งานเดิมกลับไม่เหมือนเดิม
ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นหนทางนำพาสู่เข้าใจปัญหา พิจารณาเหตุปัจจัยที่เกิดและไม่กำเนิด
ใช้ตามองสิ่งที่เคลื่อนไหว แล้วนำใจวิเคราะห์สิ่งที่มิเคลื่อนไหว ในสิ่งที่เคลื่อนไหวและไม่เคลื่อนไหวมีทั้งเกิดและดับ
ตาห้ามหยุดมอง สมองห้ามหยุดคิด แต่สังขารต้องไม่ยึดติด ด้วยตัณหาและกิเลสที่นำพา
ตาดู หูฟัง อย่าวิ่งหนี
เจอกิเลส ท้าต่อยตี ไม่ให้เหลือ
เจอตัณหา ท้าเข้ามา ได้ทุกเมื่อ
มีแรงเหลือ สู้กับมัน ทุกวันคืน
ใช้ปัญญา ดับกิเลส ดับสนิท
ปิดประตู แห่งตัณหา อันนำทุกข์
ปัญญานำ สมาธิคลอ ฐานศีลตาม
ธรรมทั้งสาม พาพ้นทุกข์ วัฏฏะเอย...

เส้นทางอันยาวไกลไม่เริ่มเดินเมื่อไหร่จักถึง
ต้นไม้ใหญ่ฟันลงไปที่เดิมก็ขาดได้
ต้มน้ำอย่าไปเร่งให้น้ำร้อน
เพียงเติมเชื้อไฟแล้วน้ำก็เดือดเอง