ใครชอบผจญภัย เรื่องราวการเดินทางระหว่างทะเล พืชพรรณธรรมชาติ สิงสาราสัตว์ และผู้คนในป่าเขาลำเนาไพร อ่านได้หมด แถมมีความรู้ทางธรณีวิทยาอย่างล้นหลาม และยังมีประเด็นเชิงสังคมวิทยา มานุษยวิทยา แทรกอยู่ตลอดทั้งเรื่อง
...ชาลส์ ดาร์วิน เป็นนักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลก ใครๆ ก็ต้องได้ยินชื่อ เพราะเขาเป็นเจ้าทฤษฎีวิวัฒนาการ ผู้นำเสนอแนวคิดการคัดสรรโดยธรรมชาติ การสังเกตสิ่งมีชีวิตในหมู่เกาะกาลาปาโกส โดยได้สะสมความรู้และความคิดขณะล่องเรือรอบโลกเป็นระยะเวลาเกือบ 5 ปี

ผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือบันทึกการเดินเรือรอบโลกของดาร์วิน เมื่อเรียนปีแรก ชั้นปริญญาตรี อาจารย์ให้รายการเอาไว้ยาวเหยียด เป็นหนังสือควรอ่าน (จะอ่านก็ได้ ไม่อ่านก็ได้) อาศัยว่าพอจะมีเวลาว่าง และชอบอ่านหนังสือแนวสารคดี ไปค้นในห้องสมุดก็เจอสองเล่ม เล่มเล็กเป็นฉบับเต็ม เล่มใหญ่เป็นฉบับย่อ อะๆ ไม่ต้องงงครับ เขียนถูกแล้ว เล่มใหญ่ตัวหนังสือใหญ่ ตัดมาเล่าเป็นตอนๆ ส่วนเล่มเล็ก ตัวหนังสือกระจิดริด


เนื้อหนังสือ

หนังสือชื่อเต็มๆ ว่า The Voyage of The Beagle หนังสือขนาดพอกเก็ตบุ๊ก มีความยาว 496 หน้า (รวมดัชนี) หน้าละ 44 บรรทัด พิมพ์ครั้งแรก ค.ศ. 1839 (ก็ราว พ.ศ. 2382 สมัยรัชกาลที่ 4) ถึงสมัยนี้คงจะพิมพ์ซ้ำกันหลายรอบ แต่โดยมากยังคงภาพเดิมเอาไว้ คือเป็นภาพพิมพ์ไม้ (woodcut) ที่วาดและแกะขึ้นในสมัยนั้น

หนังสือ The Voyage of the Beagle

ดาร์วินลงเรือ HMS Beagle ซึ่งเป็นเรือหลวงในสมเด็จพระราชินีอังกฤษ โดยสารไปในฐานะนักประวัติศาสตร์ธรรมชาติ นักธรณีวิทยา สะสมซากฟอสซิล ฯลฯ ภารกิจของเรือในคราวนี้ ก็เพื่อสำรวจภูมิประเทศในดินแดนต่างๆ ทั่วโลก นับเป็นการเดินเรือที่ยาวนานครั้งที่สองของเรือบีเกิล ผู้บังคับเรือคือ กัปตันโรเบิต ฟิตซ์รอยซ์ เดิมกำหนดเวลาไว้ 2 ปี แต่ยืดเยื้อออกไปกว่าเท่าตัว คือเริ่มเมื่อ 28 ธันวาคม 1831 และสิ้นสุดเมื่อ 2 ตุลาคม 1836 ใช้เวลาทั้งสิ้น 4 ปี กับ 10 เดือน

การเดินทางที่สนุกสนาน

ภาพเรือบีเกิล และกัปตันโรเบิร์ต ฟิตซ์รอย

สำหรับคนอ่านนับว่าสนุก แต่ผู้เดินทาง คงไม่สนุกเท่าไหร่ เพราะเมื่อเกือบสองร้อยปีที่ผ่านมานั้น ความสะดวกต่างๆ ยังไม่มี อาหารการกิน การเดินเรือ ต้องใช้พละกำลังความสามารถ และประสบการณ์อย่างสูง รู้ซึ้งถึงคำพังเพยที่ว่า “คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล” ได้เป็นอย่างดี ช่วงแรกๆ ดาร์วิน หนุ่มวัย 22 ต้องทนเมาคลื่นอยู่หลายวันกว่าจะชิน จากนั้นก็เล่าประสบการณ์บนเรือที่ล่องไปในทะเล รวมถึงการท่องป่าอย่างสมบุกสมบัน สำรวจภูมิประเทศที่หลากหลาย พบคนป่า สัตว์ พืช ฯลฯ สารพัดสุดจะจาระไนได้

บนเรือนี้ยังมีคนพื้นเมืองอเมริกาใต้อยู่สามคน เป็นชายสอง หญิงหนึ่ง ที่กัปตันเรือได้จับมาเป็นตัวประกันในการเดินทางครั้งก่อน และนำตัวไปถึงลอนดอน ได้เรียนรู้ขนบธรรมเนียม ภาษา และการแต่งกายของชาวอังกฤษพอสมควร ครั้นล่องเรือในคราวนี้ ก็ได้นำชาวบ้านป่าทั้งสามกลับคืนถิ่น ซึ่งจะมีหมอสอนศาสนาตามไปเผยแผ่ศาสนาคริสต์อีก 1 คน

การเดินทางครั้งนี้ เรียกว่าผจญภัยก็ไม่ผิด เพราะประสบความยุ่งยากลำบากหลายประการ ชาวคณะออกเดินทางจากชายฝั่งตะวันตกของอังกฤษ แล้วแวะที่หมู่เกาะคานารีในแอฟริกา จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่อเมริกาใต้ ที่บราซิล ดาร์วินได้ขึ้นฝั่งเพื่อสำรวจเข้าไปในดินแดนนี้เป็นเวลานาน ได้เห็นพฤติกรรมของสัตว์นานาชนิด เช่น การจำศีล และถูกปลุกให้ตื่นด้วยแสงพระอาทิตย์อันอบอุ่น ปลาหมึกที่พ่นน้ำหมึกออกมาเพื่อพรางตัว กิ้งก่าตวัดลิ้นจับเหยื่ออย่างว่องไว ฯลฯ เหล่านี้เป็นที่ตื่นตาตื่นใจของหนุ่มน้อยผู้สงสัยยิ่งนัก


แอบแปลมาให้อ่าน

"...บาเอีย หรือ ซาน ซัลวาดอร์. บราซิล. วันที่ 29 กุมภาพันธ์ (1832) วันเวลาผ่านไปอย่างน่าสุขใจ อย่างไรก็ตาม คำว่า สุขใจ ยังน้อยไปที่จะใช้บรรยายความรู้สึกของนักธรรมชาติวิทยาผู้เพิ่งจะได้ท่องไปในป่าบราซิลด้วยตนเองเป็นครั้งแรก รวมทั้งความวิจิตรขจีของหญ้านานา ความแปลกใหม่ของพืชกาฝาก ความงดงามของบรรดาดอกไม้ ความเขียวสดใสเป็นมันวาวของใบไม้ แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือความอุดมสมบูรณ์ทั่วไปของพืชพรรณ ล้วนเติมความชื่นชมแก่ข้าพเจ้าจนเต็มเปี่ยม การผสมผสานระหว่างเสียงกับความเงียบที่ขัดแย้งกัน ได้แทรกอยู่ในพื้นที่ภายใต้ร่มเงาของป่านี้ เสียงกรีดจากแมลงดังมาก จนได้ยินถึงเรือที่ทอดสมอ ณ ชายฝั่งทะเล ไกลออกไปหลายร้อยหลา กระนั้นมุมหนึ่งในซอกหลืบของป่าลึกก็ยังปรากฏความสงัดเงียบครอบครองอยู่ถ้วนทั่ว สำหรับผู้ที่พึงพอใจในประวัติศาสตร์ธรรมชาติแล้ว ในวันเวลาเช่นนี้ เขาย่อมจะได้รับความรื่นรมย์อย่างล้ำลึกจนไม่คิดว่าจะได้รับมากไปกว่านี้อีกแล้ว

"...หลังจากเดินเที่ยวไปราวสองสามชั่วโมง ข้าพเจ้าก็กลับไปยังที่จอดเรือ แต่ก่อนจะไปถึงก็เผชิญกับพายุเขตร้อน ข้าพเจ้าพยายามจะหาที่กำบังใต้ต้นไม้ ซึ่งหนาทึบพอที่ฝนตามปกติในอังกฤษไม่อาจเล็ดลอดผ่านไปได้ แต่ที่นี่ เพียงสองนาที สายฝนน้อยๆ ก็ไหลลงสู่ลำต้น ด้วยฝนที่ตกแรงเช่นนี้ เราต้องอาศัยร่มเขียวขจีที่โคนไม้ในป่าที่ทึบที่สุด เราเชื่อว่าด้วยอิทธิพลของฝนที่ถั่งเทอย่างแรงนี้ ทำให้พืชพรรณเบื้องล่างของป่าที่แสนทึบเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ หากสายฝนเป็นเหมือนในแถบที่สภาพอากาศหนาวเย็นกว่านี้ น้ำส่วนใหญ่จะถูกดูดซับ หรือระเหยไปก่อนจะถึงพื้น เวลานี้ข้าพเจ้าจะไม่พยายามบรรยายภาพทิวทัศน์ที่ตื่นตาของอ่าวแสนงาม เนื่องจากในการเดินเรือขากลับ เราจะแวะที่นี่เป็นครั้งที่สอง และข้าพเจ้าจะถือโอกาสนั้นบรรยายถึงเรื่องดังกล่าว..."


การเดินทาง

ชาลส์ ดาร์วิน เดินทางทั่วทั้งดินแดนอเมริกาใต้ โดยเฉพาะตามชายฝั่งทางตะวันออก และตะวันตก พบชาวอินเดียแดงที่มีความเป็นอยู่อย่างแร้นแค้น ใกล้ปลายสุดของทวีป ซึ่งมีความหนาวเย็น ต้องกินไขมันจากซากปลาวาฬเน่าประทังชีวิต และยังมีธรรมเนียมไล่คนชราไปจากหมู่บ้านด้วยเหตุผลที่ว่า “สุนัขยังช่วยจับสัตว์ได้”

เมื่อเดินทางไปฝั่งตะวันตก ดาร์วินก็ได้เล่าเรื่องแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ซึ่งเกิดคลื่นยักษ์ครั้งใหญ่ด้วย (ในปัจจุบันคงจะเรึยกว่า สึนามิ) เมื่อเกิดภูเขาไฟระเบิด มีแผ่นดินไหว และน้ำทะเลลดจนเห็นพื้นทะเลไกลสุดตา

อย่างไรก็ตาม จุดเด่นอย่างหนึ่งของบันทึกการเดินทางครั้งนี้ก็คือ เมื่อดาร์วินได้แวะที่หมู่เกาะกาลาปาโกส (Galapagos) ซึ่งมีเกาะน้อยใหญ่มากมายนับสิบเกาะ แต่ละเกาะมีสัตว์และพืชเฉพาะของตัวเอง เช่น นกฟินช์ ที่มีขนาดและรูปร่างของจะงอยปากแตกต่างกัน ตามชนิดของอาหาร สัตว์อีกสองชนิดคือเต่ากาลาปาโกส และกิ้งก่า หรือ อีกัวน่า เจ้าอีกัวน่ามีขนาดใหญ่โต มีสองชนิด คือ ชนิดบก และชนิดน้ำ

นกฟินช์ แบ่งตามขนาดและรูปร่างของจงอยปาก

เมื่อดาร์วินได้เห็นลักษณะอันพิลึกพิลั่นและการคัดสรรพันธุ์ประจำถิ่น ก็นำไปสู่การคิดทฤษฎีวิวัฒนาการขึ้นมาในลำดับต่อมา

ออกจากทวีปอเมริกาใต้ ก็มุ่งตะวันตก สู่มหาสมุทรแปซิฟิก แวะนิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย แอฟริกาตอนใต้ ไปอเมริกาใต้อีกครั้ง แล้ววกกลับไปยังอังกฤษ เป็นอันสิ้นสุดการเดินทาง (จบสั้นๆ อย่างนี้ เพราะขี้เกียจเล่า มันยาว)


อ่านแล้วได้อะไร

ผมอ่านเรื่องนี้นานเหมือนกัน เพราะเป็นภาษาอังกฤษ นอกจากภาษาเก่าแล้ว ยังเป็นภาษาออกทางการ บางประโยชน์ยาวเป็นวา เป็นสิบบรรทัด กว่าจะแงะออกมาได้ แต่ด้วยความสนุกผจญภัย จึงวางไม่ลง เพราะเมื่อออกจากเรือใหญ่แล้ว พระเอกของเราก็ลงเรือเล็กบ้าง เดินบ้าง บางครั้งก็ขี่ม้า

นอกจากพืชสัตว์แปลกๆ แล้ว ดาร์วินยังพบซากสัตว์โบราณ และฟอสซิล โดยได้ตั้งข้อสังเกต วิเคราะห์ และอ้างถึงงานชิ้นสำคัญของนักวิทยาศาสตร์รุ่นก่อนๆ เอาไว้มาก โดยภาพรวมเป็นงานวิชาการ แต่การใช้นุ่มนวล ไม่น่าเบื่อ ไม่ได้มีแต่หลักวิชามาทั้งดุ้น เล่าความรู้สึก ความเห็น บรรยากาศไปด้วย นับเป็นงานวิชาการหนักๆ อีกชิ้นหนึ่งที่ที่อ่านแล้วเพลิน อ่านแล้วอ่านอีก (ไม่เชื่อก็ลองอ่านดู)

หนังสือเล่มนี้หาภาษาอังกฤษอ่าน ไม่ง่าย ห้องสมุดมหาวิทยาลัยบางแห่งอาจจะมี แต่ในเว็บไซต์หลายแห่ง อัปโหลดไว้ให้อ่านได้ฟรีๆ ทั้งวิกิพีเดีย กูเตนเบิร์ก และอื่นๆ อีกมากมาย

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้อ่านหนังสืออีกสามเล่มที่เกี่ยวข้องกัน คือ Three men of the Beagle โดย Richard Lee Marks (1991) เก็บบางประเด็นเกี่ยวกับบุคคลที่น่าสนใจ 3 คนในการเดินทางเที่ยวนี้ คือ กัปตันโรเบิร์ต ฟิตซ์รอย, ชาลส์ ดาร์วิน และจิมมี บัตตอน คนพื้นเมืองที่ถูกจับไป อีกเล่ม Darwin and the Beagle เขียนโดย Alan Moorehead (1969) เป็นการเล่าเรื่องเชิงวิเคราะห์การเดินทางครั้งนี้ พร้อมภาพสีน้ำมันงดงาม ซึ่งจิตรกรประจำเรือได้วาดไว้ในคราวนั้น เล่มสุดท้ายก็ Jimmy Button นวนิยายอิงประวัติของนายจิมมี บัตตอน คนที่เพิ่งกล่าวไป เป็นเรื่องแปล จากฉบับภาษาสเปน เขียนโดย Benjamin Subercaseaux (1954) คนแปลบอกว่าแปลย่อแบบอิสระมา เหลือราวครึ่งจากของเดิม (ขนาดย่อมายังได้ตั้ง 382 หน้า อุๆ)


 

แนะนำให้ใครอ่าน

ใครชอบผจญภัย เรื่องราวการเดินทางระหว่างทะเล พืชพรรณธรรมชาติ สิงสาราสัตว์ และผู้คนในป่าเขาลำเนาไพร อ่านได้หมด แถมมีความรู้ทางธรณีวิทยาอย่างล้นหลาม และยังมีประเด็นเชิงสังคมวิทยา มานุษยวิทยา แทรกอยู่ตลอดทั้งเรื่อง ถ้าพอไหวก็แนะนำให้อ่านภาษาอังกฤษ ถ้าไม่ไหว ก็หาคนช่วยแปลให้ฟัง อิๆๆ หากได้อ่านเล่มนี้แล้ว คงหนีไม่พ้นที่จะอยากอ่าน On the Origin of species เป็นลำดับต่อไป

หมายเหตุ ภาพจาก http://en.wikipedia.org