ผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือบันทึกการเดินเรือรอบโลกของดาร์วิน เมื่อเรียนปีแรก ชั้นปริญญาตรี อาจารย์ให้รายการเอาไว้ยาวเหยียด เป็นหนังสือควรอ่าน (จะอ่านก็ได้ ไม่อ่านก็ได้) อาศัยว่าพอจะมีเวลาว่าง และชอบอ่านหนังสือแนวสารคดี ไปค้นในห้องสมุดก็เจอสองเล่ม เล่มเล็กเป็นฉบับเต็ม เล่มใหญ่เป็นฉบับย่อ อะๆ ไม่ต้องงงครับ เขียนถูกแล้ว เล่มใหญ่ตัวหนังสือใหญ่ ตัดมาเล่าเป็นตอนๆ ส่วนเล่มเล็ก ตัวหนังสือกระจิดริด
เนื้อหนังสือ
หนังสือชื่อเต็มๆ ว่า The Voyage of The Beagle หนังสือขนาดพอกเก็ตบุ๊ก มีความยาว 496 หน้า (รวมดัชนี) หน้าละ 44 บรรทัด พิมพ์ครั้งแรก ค.ศ. 1839 (ก็ราว พ.ศ. 2382 สมัยรัชกาลที่ 4) ถึงสมัยนี้คงจะพิมพ์ซ้ำกันหลายรอบ แต่โดยมากยังคงภาพเดิมเอาไว้ คือเป็นภาพพิมพ์ไม้ (woodcut) ที่วาดและแกะขึ้นในสมัยนั้น
หนังสือ The Voyage of the Beagle
การเดินทางที่สนุกสนาน
ภาพเรือบีเกิล และกัปตันโรเบิร์ต ฟิตซ์รอย
สำหรับคนอ่านนับว่าสนุก แต่ผู้เดินทาง คงไม่สนุกเท่าไหร่ เพราะเมื่อเกือบสองร้อยปีที่ผ่านมานั้น ความสะดวกต่างๆ ยังไม่มี อาหารการกิน การเดินเรือ ต้องใช้พละกำลังความสามารถ และประสบการณ์อย่างสูง รู้ซึ้งถึงคำพังเพยที่ว่า “คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล” ได้เป็นอย่างดี ช่วงแรกๆ ดาร์วิน หนุ่มวัย 22 ต้องทนเมาคลื่นอยู่หลายวันกว่าจะชิน จากนั้นก็เล่าประสบการณ์บนเรือที่ล่องไปในทะเล รวมถึงการท่องป่าอย่างสมบุกสมบัน สำรวจภูมิประเทศที่หลากหลาย พบคนป่า สัตว์ พืช ฯลฯ สารพัดสุดจะจาระไนได้ บนเรือนี้ยังมีคนพื้นเมืองอเมริกาใต้อยู่สามคน เป็นชายสอง หญิงหนึ่ง ที่กัปตันเรือได้จับมาเป็นตัวประกันในการเดินทางครั้งก่อน และนำตัวไปถึงลอนดอน ได้เรียนรู้ขนบธรรมเนียม ภาษา และการแต่งกายของชาวอังกฤษพอสมควร ครั้นล่องเรือในคราวนี้ ก็ได้นำชาวบ้านป่าทั้งสามกลับคืนถิ่น ซึ่งจะมีหมอสอนศาสนาตามไปเผยแผ่ศาสนาคริสต์อีก 1 คน การเดินทางครั้งนี้ เรียกว่าผจญภัยก็ไม่ผิด เพราะประสบความยุ่งยากลำบากหลายประการ ชาวคณะออกเดินทางจากชายฝั่งตะวันตกของอังกฤษ แล้วแวะที่หมู่เกาะคานารีในแอฟริกา จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่อเมริกาใต้ ที่บราซิล ดาร์วินได้ขึ้นฝั่งเพื่อสำรวจเข้าไปในดินแดนนี้เป็นเวลานาน ได้เห็นพฤติกรรมของสัตว์นานาชนิด เช่น การจำศีล และถูกปลุกให้ตื่นด้วยแสงพระอาทิตย์อันอบอุ่น ปลาหมึกที่พ่นน้ำหมึกออกมาเพื่อพรางตัว กิ้งก่าตวัดลิ้นจับเหยื่ออย่างว่องไว ฯลฯ เหล่านี้เป็นที่ตื่นตาตื่นใจของหนุ่มน้อยผู้สงสัยยิ่งนัก แอบแปลมาให้อ่าน "...หลังจากเดินเที่ยวไปราวสองสามชั่วโมง ข้าพเจ้าก็กลับไปยังที่จอดเรือ แต่ก่อนจะไปถึงก็เผชิญกับพายุเขตร้อน ข้าพเจ้าพยายามจะหาที่กำบังใต้ต้นไม้ ซึ่งหนาทึบพอที่ฝนตามปกติในอังกฤษไม่อาจเล็ดลอดผ่านไปได้ แต่ที่นี่ เพียงสองนาที สายฝนน้อยๆ ก็ไหลลงสู่ลำต้น ด้วยฝนที่ตกแรงเช่นนี้ เราต้องอาศัยร่มเขียวขจีที่โคนไม้ในป่าที่ทึบที่สุด เราเชื่อว่าด้วยอิทธิพลของฝนที่ถั่งเทอย่างแรงนี้ ทำให้พืชพรรณเบื้องล่างของป่าที่แสนทึบเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ หากสายฝนเป็นเหมือนในแถบที่สภาพอากาศหนาวเย็นกว่านี้ น้ำส่วนใหญ่จะถูกดูดซับ หรือระเหยไปก่อนจะถึงพื้น เวลานี้ข้าพเจ้าจะไม่พยายามบรรยายภาพทิวทัศน์ที่ตื่นตาของอ่าวแสนงาม เนื่องจากในการเดินเรือขากลับ เราจะแวะที่นี่เป็นครั้งที่สอง และข้าพเจ้าจะถือโอกาสนั้นบรรยายถึงเรื่องดังกล่าว..."
การเดินทาง

ชาลส์ ดาร์วิน เดินทางทั่วทั้งดินแดนอเมริกาใต้ โดยเฉพาะตามชายฝั่งทางตะวันออก และตะวันตก พบชาวอินเดียแดงที่มีความเป็นอยู่อย่างแร้นแค้น ใกล้ปลายสุดของทวีป ซึ่งมีความหนาวเย็น ต้องกินไขมันจากซากปลาวาฬเน่าประทังชีวิต และยังมีธรรมเนียมไล่คนชราไปจากหมู่บ้านด้วยเหตุผลที่ว่า “สุนัขยังช่วยจับสัตว์ได้”
เมื่อเดินทางไปฝั่งตะวันตก ดาร์วินก็ได้เล่าเรื่องแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ซึ่งเกิดคลื่นยักษ์ครั้งใหญ่ด้วย (ในปัจจุบันคงจะเรึยกว่า สึนามิ) เมื่อเกิดภูเขาไฟระเบิด มีแผ่นดินไหว และน้ำทะเลลดจนเห็นพื้นทะเลไกลสุดตา
อย่างไรก็ตาม จุดเด่นอย่างหนึ่งของบันทึกการเดินทางครั้งนี้ก็คือ เมื่อดาร์วินได้แวะที่หมู่เกาะกาลาปาโกส (Galapagos) ซึ่งมีเกาะน้อยใหญ่มากมายนับสิบเกาะ แต่ละเกาะมีสัตว์และพืชเฉพาะของตัวเอง เช่น นกฟินช์ ที่มีขนาดและรูปร่างของจะงอยปากแตกต่างกัน ตามชนิดของอาหาร สัตว์อีกสองชนิดคือเต่ากาลาปาโกส และกิ้งก่า หรือ อีกัวน่า เจ้าอีกัวน่ามีขนาดใหญ่โต มีสองชนิด คือ ชนิดบก และชนิดน้ำ
นกฟินช์ แบ่งตามขนาดและรูปร่างของจงอยปาก
ออกจากทวีปอเมริกาใต้ ก็มุ่งตะวันตก สู่มหาสมุทรแปซิฟิก แวะนิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย แอฟริกาตอนใต้ ไปอเมริกาใต้อีกครั้ง แล้ววกกลับไปยังอังกฤษ เป็นอันสิ้นสุดการเดินทาง (จบสั้นๆ อย่างนี้ เพราะขี้เกียจเล่า มันยาว)
อ่านแล้วได้อะไร
ผมอ่านเรื่องนี้นานเหมือนกัน เพราะเป็นภาษาอังกฤษ นอกจากภาษาเก่าแล้ว ยังเป็นภาษาออกทางการ บางประโยชน์ยาวเป็นวา เป็นสิบบรรทัด กว่าจะแงะออกมาได้ แต่ด้วยความสนุกผจญภัย จึงวางไม่ลง เพราะเมื่อออกจากเรือใหญ่แล้ว พระเอกของเราก็ลงเรือเล็กบ้าง เดินบ้าง บางครั้งก็ขี่ม้า
นอกจากพืชสัตว์แปลกๆ แล้ว ดาร์วินยังพบซากสัตว์โบราณ และฟอสซิล โดยได้ตั้งข้อสังเกต วิเคราะห์ และอ้างถึงงานชิ้นสำคัญของนักวิทยาศาสตร์รุ่นก่อนๆ เอาไว้มาก โดยภาพรวมเป็นงานวิชาการ แต่การใช้นุ่มนวล ไม่น่าเบื่อ ไม่ได้มีแต่หลักวิชามาทั้งดุ้น เล่าความรู้สึก ความเห็น บรรยากาศไปด้วย นับเป็นงานวิชาการหนักๆ อีกชิ้นหนึ่งที่ที่อ่านแล้วเพลิน อ่านแล้วอ่านอีก (ไม่เชื่อก็ลองอ่านดู)
หนังสือเล่มนี้หาภาษาอังกฤษอ่าน ไม่ง่าย ห้องสมุดมหาวิทยาลัยบางแห่งอาจจะมี แต่ในเว็บไซต์หลายแห่ง อัปโหลดไว้ให้อ่านได้ฟรีๆ ทั้งวิกิพีเดีย กูเตนเบิร์ก และอื่นๆ อีกมากมาย
เมื่อเร็วๆ นี้ ได้อ่านหนังสืออีกสามเล่มที่เกี่ยวข้องกัน คือ Three men of the Beagle โดย Richard Lee Marks (1991) เก็บบางประเด็นเกี่ยวกับบุคคลที่น่าสนใจ 3 คนในการเดินทางเที่ยวนี้ คือ กัปตันโรเบิร์ต ฟิตซ์รอย, ชาลส์ ดาร์วิน และจิมมี บัตตอน คนพื้นเมืองที่ถูกจับไป อีกเล่ม Darwin and the Beagle เขียนโดย Alan Moorehead (1969) เป็นการเล่าเรื่องเชิงวิเคราะห์การเดินทางครั้งนี้ พร้อมภาพสีน้ำมันงดงาม ซึ่งจิตรกรประจำเรือได้วาดไว้ในคราวนั้น เล่มสุดท้ายก็ Jimmy Button นวนิยายอิงประวัติของนายจิมมี บัตตอน คนที่เพิ่งกล่าวไป เป็นเรื่องแปล จากฉบับภาษาสเปน เขียนโดย Benjamin Subercaseaux (1954) คนแปลบอกว่าแปลย่อแบบอิสระมา เหลือราวครึ่งจากของเดิม (ขนาดย่อมายังได้ตั้ง 382 หน้า อุๆ)

แนะนำให้ใครอ่าน ใครชอบผจญภัย เรื่องราวการเดินทางระหว่างทะเล พืชพรรณธรรมชาติ สิงสาราสัตว์ และผู้คนในป่าเขาลำเนาไพร อ่านได้หมด แถมมีความรู้ทางธรณีวิทยาอย่างล้นหลาม และยังมีประเด็นเชิงสังคมวิทยา มานุษยวิทยา แทรกอยู่ตลอดทั้งเรื่อง ถ้าพอไหวก็แนะนำให้อ่านภาษาอังกฤษ ถ้าไม่ไหว ก็หาคนช่วยแปลให้ฟัง อิๆๆ หากได้อ่านเล่มนี้แล้ว คงหนีไม่พ้นที่จะอยากอ่าน On the Origin of species เป็นลำดับต่อไป
หมายเหตุ ภาพจาก http://en.wikipedia.org
สวัสดีค่ะ คุณ ธ.
http://www.gutenberg.org/browse/authors/d
Darwin, Charles, 1809-1882
Two Essays written in 1842 and 1844 (English)
or the Preservation of Favoured Races in the Struggle for Life. (2nd edition) (English)
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณสำหรับการแนะนำหนังสือดีๆค่ะ
เคย มีคำกล่าวของ Charles Darwin เกี่ยวกับ The Origin of Species ที่ระบุว่า... ชาติพันธุ์ที่จะอยู่รอด หาใช่ชาติพันธุ์ที่แข็งแรงที่สุดหรือ ชาญฉลาดที่สุด หากเป็นชาติพันธุ์ที่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงต่างหาก
โดยส่วนตัว พี่มีความเชื่ออย่างนี้มานานมาก ตั้งแต่ ยังไม่เคยอ่านเรื่องนี้
แม้แต่กวีเอกสุนทรภู่ ของเรา ก็แต่งกลอนไว้ว่า
รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี
ตอนเรียนอักษรศาสตร์ มีหนังสืออ่านในเวลาเรื่องหนึ่งคือ The real thing
เป็นเรื่องหนึ่งในหนังสือรวมเรื่องสั้นที่คัดแล้วว่า เยี่ยม
เรื่องที่ว่านี้ เป็นคำตอบของคนที่ไม่ยอมปรับตัวค่ะ ดีมากๆ อ่านแล้ว ไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมใดๆๆเลย
ดูน่าสนใจดีนะครับ น่าจะมีการทำเป็นภาพยนตร์ (หรือว่าอาจจะมีแล้ว) ดาวินน่าจะแวะมาเมืองไทยนะครับ เผื่อจะมีช้างม้าวัวควาย ฮิฮิ
บล็อกของฉัน
เคยอ่านเรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษท่านนี้มาบ้างเหมือนกันนะ ^_^
สวัสดีค่ะ
ชอบอ่านหนังสือผจญภัยที่สนุกๆ ค่ะ ได้เรียนทฤษฎีต่างของ Charles Darwin สมัยเมื่อครั้งเรียน biology ค่ะ ชอบมาก แต่ไม่ทราบมาก่อนค่ะว่าปู่ Charles Darwin ต้องเดินทางผจญภัยขนาดนี้
อาจารย์แปลทั้งเล่มเลยนะค่ะ จะได้อ่านกันสนุก นะคะ
สวัสดีครับ คุณกาแฟ
เป็นบันทึกคล้ายบันทึกประจำวัน แต่คงจะกลับมาแล้วเรียบเรียงใหม่ ไม่ได้จดบันทึกรายวันตรงไปตรงมา แต่ก็มีการค้นคว้าเยอะทีเดียว
การเดินทางครั้งนี้ทำให้เขาเห็นความแตกต่าง เกิดข้อสงสัย และการเปรียบเทียบ นำไปสู่ทฤษฎีวิวัฒนาการ ซึ่งยังไม่กล้านำเสนอต่อสาธารณะเพราะเกรงจะมีปัญหาสั่นคลอนศรัทธาดั้งเดิม
เท่าที่ทราบ คิดว่ายังไม่มีแปลเป็นไทยครับ เคยมีฉบับย่อ คนแถวนี้ทำไว้ หลายปีแล้ว มีภาพประกอบสวยงาม แต่ขายไม่ออก อิๆ
beagle เป็นชื่อพันธุ์สุนัข ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมนำมาเป็นชื่อเรือ อาจจะเหมาะกับเรือสำรวจ (ซึ่งเข้าไปภูมิภาคแปลกใหม่ เมื่อสองร้อยปีก่อน) ก็เป็นได้
สวัสดีครับ อ.wwibul
ขอบคุณมากครับ ที่นำลิงก์มาฝากเยอะแยะเลย
ใครใคร่อ่านเล่มไหน อ่าน
หนังสือ "The Voyage of the Beagle" ก็มีหลายเว็บไซต์
นอกจาก Origin of Species ซึ่งเป็นเรื่องที่โด่งดังที่สุดของเขาแล้ว "The Descent of Man" ก็น่าอ่านไม่แพ้กันครับ
สวัสดีครับ
คุณพี่ศศินันท์
หลายๆ เรื่องที่เป็นข้อเท็จจริง บางครั้งเราก็มองข้ามไป
แต่เห็นชัดเจนเมื่อมีการนำมารวบรวม ให้เหตุผลเป็นลำดับขั้นตอน ทำให้น่าเชื่อถือมากขึ้น
ในเรื่องนี้มีตัวอย่างให้เห็นอยู่ตลอด
บางครั้งมีการนำแนวคิดนี้ไปเพื่อทำลาย โดยยกเหตุ ผู้แข็งแรงกว่า คือผู้ชนะ โดยการใช้กำลัง
หนังสือ The Real Thing ที่กรุณาแนะนำมา ผมจะลองค้นหาดูนะครับ ถ้าเจอและได้อ่านแล้ว คงได้นำมาบอกเล่ากันในที่นี้อีก
ขอบพระคุณมากครับ
เข้ามาอีกทีค่ะ
The Real Thing ..เป็นชื่อเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง ในรวมเรื่องสั้นที่เราใช้เป็นหนังสือเรียน ไม่มีแยกต่างหากค่ะ
ที่พี่ประทับใจ เพราะเป็นเรื่องที่ฝังใจ ตรงกับความเชื่อส่วนตัว ตั้งแต่เป็นเด็กๆ ว่า......
ความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือเป็นสัจธรรมที่เราต้องยอมรับนั่นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้การที่เราจะสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิภาพ น่าจะทำให้เราประสบความสำเร็จและมีความสุขในชีวิตได้
คนที่ไม่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ ชีวิตจะยุ่งยากและเครียดค่ะ
ไม่ทราบเป็นไง พี่เชื่อของพี่อยู่คนเดียวมาตั้งแต่เป็นเด็กประถม สงสัยติดมาแต่ชาติก่อน อิๆๆๆ
จริงๆไม่ใช่คนยอมรับอะไรง่ายๆ แต่ถ้าคำนวณดูแล้ว ถ้ายังทู่ซี้อยู่กับสิ่งเดิมๆ มีหวังไม่เจริญแน่ พี่ก็เปลี่ยนได้ ไม่มีปัญหาค่ะ
ไม่ทราบตอนนี้ที่อักษรฯเขายังสอนเรื่องนี้อยู่หรือเปล่า จะลองถามเพื่อนให้ค่ะ
สวัสดีครับ คุณ mnop
ทาง BBC ของอังกฤษเคยทำเป็นภาพยนตร์สารคดีครับ แต่ไม่แน่ใจว่าตลอดทั้งเล่มหรือเปล่า
สนุกครับ เรื่องนี้ไม่อ่านเอาวิชาการ ก็ได้เรื่องผจญภัย มีค้างคาวดูดเลือด (vampire) เล่าเรื่องการขุดเหมือง สุนัขเลี้ยงแเกะ โอ๊ย สารพัดเลย
แถมยังมีเรื่องราวสมัยที่ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ยังไม่เป็นเมืองใหญ่อย่างนี้
อ่านแล้วได้ความยังไงเล่าให้ทราบบ้างนะครับ
อ้อ แวะไปบล็อกคุณ mnop แล้ว อืดอาดมากเลยครับ ;)
สวัสดีครับ คุณ naree suwan
นึกว่าจะถามเรื่องมนุษย์ต่างดาวเสียอีก อิๆ
ดาร์วินไม่ได้แวะอินโดนีเซียครับ แค่ผ่านเฉยๆ
แต่เท่าที่พบเห็น ก็ได้ข้อมูลมหาศาลแล้วครับ มีการนำตัวอย่างสิ่งมีชีวิต ดินหิน และซากฟอสซิลที่ดาร์วินเก็บมา ไปจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง
การถกเถียงทำให้เห็นมุมมองอื่นๆ ซึ่งในคราวนั้น ดาร์วินก็ได้เสนอข้อคิดเห็น ถกเถียงต่างๆ แต่คนอื่นๆ ที่ไม่เห็นด้วยก็ยังเกรงใจ คิดว่าการโต้เถียงเป็นเรื่องขัดใจ
ในฐานะนักบุกเบิกวิจัยสิ่งมีชีวิตบนหมู่เกาะกาลาปาโกส ทำให้ได้รับยกย่องตั้งชื่อ สถานีวิจัยดาร์วิน บนเกาะนั้น ด้วยครับ
ผมอยากไปเที่ยวที่นั่นจัง ถ้าคุณ naree มีโอกาสแวะไป อย่าลืมมาเล่าให้ฟังนะครับ แต่ว่าได้เห็นสารคดีสำรวจโลก แวะไปที่กาลาปาโกสหลายๆ ครั้งเหมือนกัน
สวัสดีครับ คุณต้อม เนปาลี
เคยเห็นการ์ตูนเล่าเรื่องของดาร์วินนะครับ
เสียดายว่า เราไม่มีหนังสืออะไรที่เกี่ยวกับดาร์วินเลย ทั้งๆ ที่ได้เรียนเรื่องนี้กันมาตั้งแต่สมัยไหนๆ แล้ว เรียกว่า ถ้าชีววิทยาเบื้องต้น ก็ต้องรู้จักชายคนนี้
เขาเคยเล่าประวัติไว้ในหนังสือเล่มเล็กๆ อ่านไม่สนุกเท่าบันทึกเล่มนี้ครับ
สวัสดีครับ อ.แป๋ว
เรื่องการเดินทางสำรวจในศตวรรษที่ 18-19 มีเรื่องน่าตื่นเต้นมากมาย นึกแล้วก็อยากไปล่องเรือแบบนั้นบ้าง เคยอ่านบันทึกของลูกเรือแมกเจลแลน ก็น่าตื่นเต้นมากครับ
ความจริงเรื่องนี้แปลเอาไว้แล้วครับ แต่ยังไม่มีที่พิมพ์ ;)
มีเวลาค่อยหาที่พิมพ์เป็นเรื่องเป็นราวอีกทีครับ
ธ.วั ช ชั ย
ตอนกำลังพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษ เรื่องของชาลล์ ดาร์วิน เป็นเล่มแรกๆ ที่เคยอ่าน อีกเล่มหนึ่งก็คือเรื่องของเกรเกอร์ เมลเดล... จำได้ว่าช่วงนั้น เมื่อนำเรื่องที่อ่านไปคุยให้เพื่อนๆ หรือน้องๆ ฟังจะภูมิใจมาก โดยย้ำว่า อ่านมาจากภาษาอังกฤษ เพราะอาตมามีปมด้อยด้านภาษาอังกฤษ...
ไม่แน่ใจว่าเล่มที่เคยอ่าน จะเป็นเล่มเดียวกับที่อาจารย์นำมาแสดงไว้หรือไม่ เพราะอ่านมานานแล้ว เท่าที่จำได้จากเล่มที่เคยอ่าน...
เล็กๆ นั้น ดาร์วินค่อนข้างจะไม่รักในการเรียน ทางบ้านต้องการให้เรียนกฎหมายก็ไม่ได้ผล จึงเปลี่ยนมาว่าจะให้เรียนศาสนา เผื่อจะได้บวชเป็นบาทหลวง (คล้ายๆ คำพังเพยว่า ตัดหางปล่อยวัด ในสังคมไทย ) หนังสือเล่าว่า ญาติผู้ใหญ่ของเขาบอกว่า ไม่สนใจเรื่องอื่น นอกจากเตะหมาและยิงนก....
ครั้งหนึ่ง เขาไปจับผีเสื้อ ได้ ๒ ตัว ถือไว้ในมือซ้ายและขวาข้างละตัว แต่มาเจอตัวที่สาม เขาจึงเอาตัวหนึ่งอมไว้ในปาก จึงทำให้พิษของผีเสื้อไหม้ลิ้น... ทำนองนี้
ตอนที่เขาจะลงเรือ เพราะทางเรือต้องการอาสาสมัครด้านนี้ และเพื่อนๆ ในห้องก็ชี้ไปที่เขาว่าเหมาะสมที่สุด...
ถ้าหนังสือที่อาจารย์เอามาเล่าเริ่มต้นด้วยเรื่องทำนองนี้ ก็น่าจะเป็นเล่มที่อาตมาเคยอ่าน...
แนวคิดของดาร์วินบางประเด็นทำให้แนวคิดทางปรัชญาเปลี่ยนไป หนังสือเรื่องOn the Origin of species เป็นอีกเล่มหนึ่งที่นักศึกษาวิชาปรัชญาควรอ่านอาตมาก็มีอยู่ เคยเปิดหลายครั้งแล้วก็ยังไม่ได้อ่าน เดียวนี้ไม่รู้ว่าไปซุกอยู่ที่ไหน
เจริญพร
นมัสการหลวงพี่
เรื่องของดาร์วิน นักเรียนน่าจะที่ได้อ่านในแง่ของการศึกษาหาความรู้ การขบคิด เปรียบเทียบ ไม่เชื่ออะไรตามๆ กันมา เพราะว่าดาร์วินได้ตั้งข้อสังเกตเรื่องที่เคยสรุปเชื่อถือกันมาช้านาน ที่เห็นชัดก็เรื่องของลามาร์ก ความจริงแล้วเรื่องทางธรณีวิทยาก็น่าสนใจเหมือนกันครับ
เรื่องที่หลวงพี่เล่า น่าจะเป็นประวัติของดาร์วินนะครับ เพราะเล่มนี้จับเรื่องก็เล่าถึงการเดินทางเลยครับ หลวงพี่ความจำดีจัง ;)
สำหรับ Origin of Species หาไม่เจอไม่เป็นไรครับ มีลิงก์มาให้เยอะแยะเลย
ขอฝากเรื่องภาษาอังกฤษนิดหนึ่งครับ สมัยนี้การเรียนภาษาอังกฤษง่ายกว่าเก่าเยอะ ตอนผมเรียนหนังสือ กว่าจะหาฝรั่งเจอ ต้องไปเตร่ๆ แถววัดพระแก้ว เดินมาพิพิธภัณฑ์ฯ จะได้คุยกับฝรั่งได้ สมัยนี้เปิดเน็ตลูกเดียว จะอ่าน จะฟัง จะพูด ได้หมดครับ
กราบนมัสการขอบพระคุณครับ
อาจารย์พิมพ์เมื่อไหร่ แจ้งด่วนนะค่ะ จะซื้อเป็นคนแรกเลยค่ะ... ชอบหนังสือเกี่ยวกับการผจญภัยค่ะ ยิ่งการผจญชองปู่ชาร์ล ทำให้เราได้องค์ความรู้ต่างๆ มากมายอย่างนี้น่าจะเป็นสิ่งที่สมควรอ่านเป็นอย่างยิ่งค่ะ
สวัสดีครับ คุณพี่ศศินันท์
สงสัยจะเป็นเรื่องของ Henry James นะครับ ไว้มีโอกาสค่อยค้นหา
ก่อนนี้มีภาพยนตร์ Water World รู้สึกว่าจะให้ไอเดียคล้ายๆ แบบนี้เหมือนกัน คนอยู่กับน้ำจนดำน้ำได้นานๆ เพราะหายใจในน้ำได้ครับ ดูนานแล้วชักลืมๆ
สวัสดีครับ อ.แป๋ว
ถ้าได้พิมพ์ จะรีบแจ้งเลยครับ
ถ้าไม่ได้พิมพ์ จะไฟล์ไปให้อ่านเล่นครับ