เพียงแค่ยอมรับ ไม่ดูหมิ่นการจัดการความรู้แบบภูมิปัญญา เอกลักษณ์ของแผ่นดินอีกหลาย ๆ อย่าง จะถูกเรียกกลับคืนมาได้อย่างแน่นอน

 

เพลงอีแซว

สายเลือดสุพรรณฯ

บนถนนสายวัฒนธรรม

ตอนที่ 10ไม่จนปัญญา คิดหาทางออก

ชำเลือง  มณีวงษ์ 

รางวัลชนะเลิศจากการประกวดเพลงอีแซว จังหวัดสุพรรณบุรี ปี 2525

รางวัลพุ่มพนมมาลา ราชมงคลสรรเสริญ ศิลปะการแสดงเพลงพื้นบ้าน ปี 2547

รางวัลความดีคู่แผ่นดิน บริษัท สิทธิณีครีเอชั่น จำกัด รายการโทรทัศน์ช่อง 5 ปี 2549

          มนุษย์มีทางออกเสมอ ถึงแม้ว่าในบางครั้งจะไม่มีทางไป ถึงทางตันแต่ก็ยังสามารถเอาตัวรอดได้ หลุดพ้นจากเหตุการณ์วิกฤติไปได้  บนถนนสายวัฒนธรรมที่ผมพาเด็ก ๆ เดินท่องไปไกลแสนไกล ลำบากแสนลำบาก ยุ่งยากอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการก้าวย่างไปข้างหน้า หรือแม้แต่จะหยุดนิ่งยืนอยู่กับที่ถึงแม้ว่า จะไม่เคยไปคิดดูหมิ่นเหยียดหยามใครให้ต้องมีการกระทบกระทั่งหรือ แม้แต่ในบางครั้งตั้งใจที่จะเตือนสติมิตรบางคนว่า เขากำลังถูกหมิ่นคนภูมิปัญญาอย่างตั้งใจ แต่ก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยปาก ต้องปล่อยให้กาลเวลาเป็นเครื่องตัดสินความถูกผิดเอาเอง 

                 แต่คำยกย่องของท่านผู้รู้บางคน (ส่วนน้อยมาก) ให้ได้แค่เพียงคำพูดว่าไม่มีอะไรโดดเด่น ไม่สามารถที่จะตอบคำถามตามที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ได้”  เขากล้าที่จะแสดงความเห็นสวนทางกับความเป็นจริงที่ปรากฏต่อหน้า  เขากล้าที่จะชี้นำของจริงว่า ไม่ใช่ (นี่มันเกิดอะไรขึ้น) แล้วอย่างนี้ จะให้สิ่งที่กลุ่มคนต้องเสียสละเวลา ลงทุนลงแรงทำมาตลอดชีวิต ไม่มีจุดจบได้อย่างไร  ความสูญเสีย ความเสียหายที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เกิดจากการไม่รักษาหรือการทำลาย เป็นประโยคที่ผมทิ้งท้ายเอาไว้ในตอนที่ 9  เพื่อเตือนใจคนทำเพลงพื้นบ้านว่า อย่าเพิ่งท้อแท้ หมดกำลังใจ 

                

                 คำว่า ของจริง ในที่นี้ผมหมายถึง ศิลปะการแสดงเพลงพื้นบ้านที่สืบสานมาจากครูเพลงดั้งเดิม ได้รับของจริงสิ่งแท้มาจากต้นตำนานที่มีอายุ 80-100 ปี และได้รับมาจากบุคคลที่เป็นชนชั้นครูเพลง เป็นจำนวนมากกว่า 25 ท่าน จนมาถึงวันนี้ยังไขว่คว้าที่จะเสาะหาต้นตำนานเพลงพื้นบ้าน เพื่อที่นำเอามาเก็บไว้ที่ตัวของตัวเองให้ได้มากที่สุด ไม่มีตัวโน๊ตให้ศึกษา เพราะผมมีความสามารถเพียงแค่พออ่านโน้ตได้ และเสียเวลามากด้วย เพราะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ ผมมิได้เล่นเครื่องดนตรี และเพลงพื้นบ้านไม่ต้องมีดนตรีเลยสักชิ้น (โบราณเขาปรบมือทำจังหวะ) ก็เล่นได้ นั่นเป็นของเก่าจริง ๆ วันที่ผมไปหัดเพลงกับป้าอ้น จันทร์สว่าง ป้ามีฉิ่งคู่เดียว พอวางฉิ่งก็ปรบมือ ป้าบอกว่า สมัยก่อนไม่มีกลอง ตะโพน ฉิ่ง กรับหรอก เล่นกันเปล่า ๆ ใครสนุกก็ปรบมือเข้าไป

          ด้วยเหตุนี้นักเพลงรุ่นครูที่ยังมีชีวิตอยู่ เวลาให้ท่านร้องเพลงพื้นบ้าน เราคอยทำจังหวะช่วยให้ ท่านจะร้องไม่ได้ นี่คือเอกลักษณ์ของภูมิปัญญาท้องถิ่น มันอยู่ที่ตัวคน มิใช่อยู่ที่เอกสาร ที่จะไปเรียนรู้กันได้ง่าย ๆ ต้องเรียนรู้ต้องฝึกจากตัวคนจริง ๆ  คงอธิบายยาก หากผู้นั้นไม่เคยไปศึกษาจากคนเพลงพื้นบ้านจริง ๆ มาก่อน  ไม่เคยไปฝึกหัดจากครูเพลงหลาย ๆ คนและที่สำคัญคนที่จะกล้าพูดเรื่องที่ผมกำลังเล่าอยู่นี้  จะต้องเป็นนักแสดงตัวจริง มิใช่เก่งจากการอ่านตำรา มันเป็นคนละเรื่องกัน

          สาเหตุที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นหลายแขนงต้องสูญสิ้นไปจากแผ่นดินของเรา ส่วนหนึ่งมากจากการเก็บรวบรวมเอาไว้ในตำรา  มีตำราเล่มใดบ้างสอนคนอ่านให้สามารถเล่นเพลงพื้นบ้านได้อย่างมืออาชีพ มีงานแสดงปีละ 100 งานขึ้นไป ผมต้องการที่จะไปศึกษาและจะช่วยด้นกลอนสดโฆษณา ประชาสัมพันธ์ให้ทุกเวทีที่ผมนำเด็ก ๆ ไปแสดง หากเรียนรู้ภูมิปัญญาได้จากเอกสาร ป่านนี้ของเก่า ๆ ที่ดี ๆ ไม่มีทางสูญหายไปได้ แต่ยังมีเอกสารบางชนิด ผู้ที่เป็นเจ้าของกล้าที่จะนำเสนอว่า เพลงพื้นบ้านหลายชนิดไม่มีวันสูญ เพราะเราได้บันทึกเอาไว้ในรูปแบบวีซีดี เอกสาร งานวิจัยหลายเรื่อง ผู้ที่สนใจมาหาอ่านศึกษา ตลอดจนเรียนรู้ได้ ฟังอย่างไรคำพูดก็ตอบคำถามของตัวมันเองไม่ได้เลย 

              

                งานศิลปะท้องถิ่นเพลงพื้นบ้าน การแสดงเพลงพื้นบ้าน จะยังคงอยู่ต่อไปได้ มันต้องมี ตัวแทนมารับมรดกเอาไว้และถ่ายทอดกันต่อ ๆ ไปเป็นทอด ๆ หมดคนรุ่นครูก็ยังมีคนรุ่นลูกศิษย์ หมดคนรุ่นศิษย์ก็จะต้องมี่รุ่นศิษย์ของศิษย์รับช่วงกันต่อ ๆ ไป มีเหตุการณ์หนึ่งที่ผมขอนำเอามาเล่าแทรกเพื่อเปิดประเด็น คือ ผมทำโครงการจัดการเรียนรู้เสนอหน่วยงานหนึ่งที่เขามีงบประมาณสนับสนุนให้ (ได้น้อยกว่าการไปแสดงงานหาเพียง 1 งานเสียอีก) โดยผมจัดกิจกรรมการถ่ายทอดภูมิปัญญาด้านเพลงพื้นบ้านไปสู่เยาวชน 3 ตำบล ตำบลละ 25 คน เป็นเวลา 3 เดือน (จัดเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์) แล้วมีการสรุปผลการดำเนินงาน โดยมีการจัดประชุม สัมมนาชาวบ้านที่เป็นผู้ปก ครองของเด็ก ๆ ที่ผมจัดกิจกรรมให้ มีการจัดประชุมตำบลละ 1 วัน 3 ตำบลก็ 3 วัน และจัดประชุมรวมทั้ง 3 ตำบลอีก 1 วัน เพื่อให้เด็ก ๆ ได้แสดงความสามารถบนเวที งานนี้มีค่าใช้จ่าย เป็นค่าวิทยากร ค่าอาหาร ค่าจัดสถานที่ ค่ายานพาหนะ ค่าเครื่องไฟขยายเสียง และค่าเอกสารแจกฟรี ปรากฏว่าโครงการไม่ได้รับความสนใจ ไม่ได้รับการอนุมัติ โดยมีข้อสังเกตแจ้งกลับมาว่า ไม่ใช่เป็นการถ่ายทอดภูมิปัญญา

          ผมงงมาก ก็ผมทำงานอย่างนี้มา 20 ปี แล้ว ฝึกอย่างนี้จนมีคนที่ผ่านการฝึกปฏิบัติเพลงพื้นบ้าน จากการที่ผมจัดการและเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมไปเป็นจำนวนมากกว่า 2,600 คน ถ้าอย่างนั้นสิ่งที่ผมทำมาตั้งนานก็ผิดทางเสียแล้วนะซี ผมได้แต่ปลอบใจตนเองว่า เรายังไม่จนปัญญา คิดหาทางออกกันต่อไป ยังมีทางที่จะช่วยต่ออายุ ยืดชีวิตคนเพลงพื้นบ้านออกไปอีกระยะหนึ่งด้วยวิธีการอื่น ๆ อีกนะ  ในเมื่อเขาไม่เห็นคุณค่าของงานที่คน คนหนึ่งทำมานานกว่า 20 ปี ก็ไม่เป็นไร วันที่เราไม่มีงบประมาณเลยยังทำมาได้ ทำมันต่อไปอย่างเก่า แต่ต้องคิดหาทางออก ในเมื่อมีคนทักว่า สิ่งที่ผมทำ ไม่ใช่การถ่ายทอดภูมิปัญญา

          แล้วโครงการอื่น ๆ ที่มีคณะกรรมการชี้ว่า เป็นการถ่ายทอดภูมิปัญญาจริง ๆ ดังที่เขามีความเห็น เมื่อเสร็จสิ้นโครงการไปแล้ว สูญเปล่าหรือไม่  ส่วนงานเพลงพื้นบ้านของผม ไม่ได้รับงบประมาณจากหน่วยงานใด ๆ เลย ผมลงทุนเอง ทำเอง ทำไปตามวิถีชีวิตตามการดำเนินชีวิตของตนเองด้วยความเต็มใจ โดยมีเด็ก ๆ ที่โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 เดินทางตามผมมาตลอด เข้าปีที่ 17 แล้ว (มีคนจริง ๆ 20-30 คน รอให้มาดูได้) ยังคงมีตัวตน มีตัวตายตัวแทนเล่าเรื่องราวด้วยการร้อง รำ ทำท่าทาง แสดงตามบทบาทที่สนุกสนาน มีประโยชน์ และที่สำคัญสามารถด้นกลอนสดส่งข่าวสาร เรื่องราวไปยังผู้รับได้ตลอดเวลาและได้ทุกเรื่องอย่างฉับพลันด้วย 

                 เมื่อจวนที่จะถึงทางตัน มนุษย์ทุกคนย่อมที่จะต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แต่ผมไม่ยอมที่จะให้ถึงทางตัน ผมเฝ้าคิดหาทางออกอยู่เสมอมาโดยคิดว่า จะมีแนวทางใด วิธีการใดที่จะถ่ายโอนความมีชีวิต ความมีจิตวิญญาณของการเป็นนักแสดงเพลงพื้นบ้านไปสู่เยาวชนได้อย่างแนบเนียน ทำให้เขารับมรดกจากเราไปโดยการซึมซับทีละน้อย ทีละน้อย แต่มีพลังที่สามารถจับหัวใจผู้ชมผู้ฟังได้ ความสำเร็จไปถึงได้ตามที่เราคาดคิด แต่เวลาซีครับนานมาก เด็กบางคนอยู่กับผม 6 ปี ในวงเพลง เขาเป็นนักแสดงได้ แต่ผมไม่สามารถที่จะฝึกหัดให้เขาเป็นแม่เพลง เป็นพ่อเพลงได้ เด็กบางคนมาอยู่กับผมเพียง 1-2 ปี ร้องเป็น เล่นได้เก่งมาก สามารถร้องนำ เป็นพ่อเพลง แม่เพลงได้

         

          ถ้าถามว่าสิ่งที่ผมคิดหาทางออกคืออะไร มันคือความสำเร็จที่ผมทำได้ ผมย้อนกลับไปคิดถึงสิ่งที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จในอดีต ผมนำเอาสิ่งเหล่านั้นมาจัดเป็นระบบ ทำเป็นขั้นตอนให้เด็ก ๆ ฝึกหัดตามโดยเขียนเป็นชุดฝึกแต่ละชุดเอาไว้ มีครูสอนเพลงพื้นบ้านรุ่นน้อง ๆ นำเอาไปใช้กันอย่างแพร่หลาย บางคนได้เป็นต้นแบบ (ผิดบ้างถูกบ้างก็มี) บางคนนำเอาไปทำเป็นผลงานทางวิชาการ สิ่งที่ผมคิดหาทางออกจนเด็ก ๆ ประสบความสำเร็จในศิลปะการแสดง ได้แก่

          1. ชุดฝึกทักษะเพลงอีแซว 9 ขั้น (มีเทปคาสเซท ประกอบชุดฝึก) ปี 2541

          2.ชุดฝึกหัดร้องเพลงอีแซวด้วยคอมพิวเตอร์ (โปรแกรม PowerPoint) 2544

          3. กระบวนการด้นกลอนสด เพลงแหล่ เพลงอีแซว 3 ขั้นตอน ปี 2547

          ทั้ง 3 ชุดนี้ ได้ผ่านการใช้งานในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในห้องเรียน ใช้ในห้องอบรม และนำเสนอผลงานในระดับจังหวัด ระดับชาติจนถึงระดับนานาชาติมาแล้ว มีผลส่งถึงคุณภาพของเด็กที่เรียนรู้แบบถาวรโดยแท้จริงแสดงความสามารถให้เห็นได้มานานอย่างต่อเนื่อง แต่น่าเสียดายที่ผลงานอย่างนี้ ปราศจากการศึกษาจากผู้ที่ทำตนเป็นผู้รู้อย่างคนที่มีใจศรัทธาในภูมิปัญญาท้องถิ่นกลับมองเป็นตรงกันข้าม เช่น ได้รับรู้แล้วแสดงความเห็นว่า ไม่มีคุณภาพ ไม่เกิดประโยชน์ ไม่ต้องทำออกมาเด็กก็ร้องได้  เพลงอีแซวเป็นเพลงร้องที่มีมานาน  ไม่ใช่ของใหม่  คำที่สรุปออกมาดูจะแสดงภูมิรู้ที่สูงกว่า เหนือชั้นกว่า  แต่หากมองกันให้ลึก ๆ ลงไป ผู้ที่แสดงความเห็นออกมาอย่างนั้น น่าจะไม่ใช่ผู้รู้จริง น่าที่จะไม่เคยหยั่งรู้ลึกในการแสดงนั้น มีสักนิดหนึ่งไหม ที่เคยคิดหาทางออกให้กับสมบัติของแผ่นดิน หรือทำได้เพียงสักน้อยนิดหนึ่งของคนที่เขาทำจริง

          น่าเสียดายความรู้ในสมองที่มีติดตัวมา  กลับเอาออกมาใช้งานได้แค่เพียงส่วนนอกหาใช่ส่วนลึกที่เป็นแก่นแท้ (คงไม่มีตะกอนให้ตกค้าง) ที่เป็นของจริงหรือเป็นรูปธรรมไม่  คงเป็นเพียงความเชื่อในรูปแบบที่สามารถยกเอาไปอ้างกันต่อ ๆ ไปโดยปราศจากความคิดที่เป็นของจริงและปราศจากผลผลิตที่มีตัวตนที่จะส่งผลถึงความอยู่รอดของมรดกทางวัฒนธรรมให้ต่อเนื่องยาวนาน 

                โปรดอย่าได้คิดว่า ชาวบ้านที่เดินดิน มีการศึกษาน้อยเพียงแค่จบชั้น ป.4 หรือไม่ได้เรียนหนังสือในโรงเรียนมาเลย จะเป็นคนโง่ ต่ำชั้นกว่าเรา คนยุคก่อน รุ่นเก่าเขาใช้ภูมิปัญญาหาเลี้ยงชีพ เลี้ยงครอบครัว ทั้งที่เขาไม่มีเงินเดือน เขาไม่มีรายได้ที่แน่นอน แต่สามารถเลี้ยงดูลูกหลานเจริญก้าวหน้าด้วยการคิดหาทางออกตลอดมา  ผู้ที่เรียกตนเองว่า นักวิชาการ กับผู้ที่ได้รับการขนานนามว่า ปราชญ์ชาวบ้าน ใครคือ ผู้ที่เป็นต้นตำรับ เป็นตำนานแห่งความรู้กันแน่ แบบไหนควรที่จะเรียนรู้จากนักวิชาการ แบบไหนสมควรที่จะไปเรียนรู้จากปราชญ์ชาวบ้าน  ไม่ควรนำเอาความรู้จากใครไปเปรียบเทียบกับใคร เพราะทั้ง 2 แนวทาง ทั้ง 2 รูปแบบเป็นความรู้ที่ฝังรากลงลึกต่างกัน ความรู้อย่างนักวิชาการสืบสานภูมิปัญญาได้ชัดเจนมากน้อยแค่ไหน  ความรู้แบบสั่งสมอย่างภูมิปัญญาชาวบ้าน สร้างคนสร้างชาติมานาน ใครกำลังจะจนปัญญา ใครคือผู้ที่คิดหาทางออกเอกลักษณ์ของท้องถิ่นได้ฝากไว้กับใคร นักวิชาการหรือภูมิปัญญาชาวบ้าน  

                

                 ผมยังคงนับถือนักวิชาการ ที่เขียนตำราออกมาให้พวกเราได้อ่าน ได้ย้อนรอยประวัติศาสตร์กันตั้งแต่ยุคสมัยนับล้าน ๆ ปี (นักวิชาการที่ดีมีมาก) ผมยังคงมุ่งมั่นมีความเคารพและศรัทธาในภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะศิลปะการแสดงเพลงพื้นบ้าน เพราะหลายคนเรียกหากลัวว่า จะหมดไป หากต้องการให้สิ่งที่เป็นความเรียกร้องยังคงอยู่ตามที่เป่าประกาศ

          เพียงแค่ยอมรับ ไม่ดูหมิ่นการจัดการความรู้แบบภูมิปัญญาเอกลักษณ์ของแผ่นดินอีกหลาย ๆ อย่าง จะถูกเรียกกลับคืนมาได้อย่างแน่นอน