ผมอยากเรียกการพัฒนาว่า....การปรับตัวครับ
จากบันทึก วิกฤตของการพัฒนาหรือภาพลวงตาแห่งยุคสมัย และเราจะเดินต่อกันอย่างไร? ของ น้อง เอก จตุพร อ่านแล้วก็ได้แสดงความคิดเห็นไว้ ซึ่งผมก็ตั้งใจที่จะเขียนบันทึกในลักษณะนี้เหมือนกัน ก็เลยขอนำความคิดเห็นของผมที่ได้แสดงความคิดเห็นไว้ นำมาเป็นบันทึกอีกที และตั้งชื่อให้เก๋ เผื่อหลายท่านจะได้ร่วมกันคิดต่อ ผมแสดงความคิดเห็นไว้ดังนี้ครับ
- สวัสดีครับน้องจตุพร
- อ่านแล้วก็เข้าใจว่าน้องจตุพรต้องการจะสื่ออะไร.
- ผมมีบางประเด็นที่อยากจะนำมาแลกเปลี่ยนหรือให้หลายท่านได้ช่วยกันคิดต่อดังนี้ครับ
- การพัฒนาที่นักพัฒนาว่านั้น สุดท้ายใครเป็นคนพัฒนาใครกันแน่ ผมว่าชาวบ้านไม่ได้ถูกพัฒนาสักเท่าไร เพียงแต่ได้ทำ-ร่วมโครงการของคนนอกเท่านั้นเอง เพราะชาวบ้านไม่ได้ร่วมคิด แต่คนนอกกลับอยู่อย่างสุขสบาย (ได้รับการพัฒนา) แม้ผลของสิ่งที่เรียกว่าการพัฒนาจะเป็นผลด้านลบกับชาวบ้าน ก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร(ทองไม่รู้ร้อน-เพราะทำโครงการจบแล้ว)
- ตัวชี้วัดบางตัวคนนอกเป็นคนบอก(กำหนด) บางครั้งก็เป็นตัวกระตุ้นกิเลสให้กับคนที่พอเพียง - สันโดษอยู่แล้ว เป็นเหตุให้ต้องดิ้นรนเพื่อตามกระแส สุดท้ายก็ไปไม่รอด
- ผมอยากเรียกการพัฒนาว่า....การปรับตัวครับ จะทำให้สื่อได้ชัดว่าแท้จริงแล้วเราต้องร่วมมือกันทำอะไรต่อเพื่อความอยู่รอดอย่างเหมาะสม ไม่เบียดเบียนตน-เบียดเบียนท่าน-เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม
- เราใช้เงินทองเป็นตัวตั้ง วัดกันที่เงิน รายได้ อย่างอื่นจะเป็นอย่างไรช่างมัน ไม่มุ่งเน้นการสร้างปัญญา เหมือนที่ อ.เสรี พงศ์พิศ เน้นอยู่เสมอว่าเป็นการพัฒนาแบบ "เงินนำหน้า ปัญญาตามหลัง"
- มองข้ามมิติทางวัฒนธรรม ทำลายวิถีชุมชน เพราะเมื่อมองแต่เงิน รายได้ ผลตอบแทน นักพัฒนาทั้งหลายก็จะมองข้ามทุนที่ไม่สามารถวัดได้เป็นตัวเงินเหล่านี้ ที่เราเรียกว่าทุนทางสังคม สิ่งเหล่านี้ก็จะสูญหายไปจากสังคม เหลือเพียงวัฒนธรรมเดียวที่ไม่ต่างกันคือบริโภคนิยม - วัตถุนิยม - แข่งขันเพื่อเอาตัวรอด
- มิติของการพัฒนาควรเลิกระบบรวมศูนย์ คิดมาจากส่วนกลาง เลิกการคิดวิธีการที่สำเร็จรูปแล้วใช้แบบเดียวกันทั่วประเทศ สุดท้ายก็ใช้ได้ผลเพียงไม่กี่ที่ เพราะบริบทต่างกัน ต้องใช้รูปแบบและวิธีการที่หลากกลาย
- คนนอกไม่คิดแทนชาวบ้าน ปล่อยให้ชาวข้าน-ชุมชนได้คิดเอง ทำเอง พัฒนาเอง โดยรัฐ หรือส่วนอื่นๆ ช่วยเอื้ออำนวย เสริมหนุน และ เปิดโอกาสให้อย่างแท้จริง เน้นว่าอย่างแท้จริงนะครับ ทุกวันนี้ที่ว่าเปิดโอกาสนั้น ก็ยังไม่ต่างไปจากเมื่อ 40 ปีก่อนเท่าใดนัก
- ฯลฯ ขอกลับไปคิดต่อ...อิอิ
- ลปรร.ครับ ขอเป็นกำลังใจให้น้องจตุพร และทุกๆ ท่าน มีพลังที่จะทำงานเพื่อสังคมอยู่เย็นเป็นสุขตลอดไปครับ
- ขอบคุณมากครับ
แล้วท่านคิดเหมือนผมไหมครับว่า "ใครกันแน่ที่ถูกพัฒนา"
4 ธันวาคม 2550
หวัดดีครับ
ตามมาจากบันทึกคุณเอก มาร่วมยืนยันด้วยคะ "ใครกันแน่ที่ถูกพัฒนา" สถานศึกษาก็มีปัญหาเช่นนี้เหมือนกัน
สวัสดีครับน้องสิงห์
เห็นด้วยกับทั้งหมดครับ
แนวคิดในงานพัฒนามีมากมายแล้วแต่ว่าจะหยิบส่วนไหนมา แล้วแต่ว่าเราจะพูดถึงส่วนไหน มันกว้างขวางและลึกล้ำ
ซึ่งการทำงานเราก็ไม่ได้ใช้แนวใดแนวหนึ่ง เราก็ใช้ทุกแนวที่จะก่อประโยชน์แก่คน ครอบครัว หมู่บ้าน ท้องถิ่น แต่การใช้ต้องมีศาสตร์ในการใช้ เมื่อถึงเรื่องหนึ่งจะหยิบอะไรมาใช้ จะเอาอะไรมาผสม จะเอาอะไรก่อนหลัง เราเรียกการปรุง ซึ่งเป็นศิลปการทำงาน
การปรุงนี้หากเราร่วมกันปรุงกับชาวบ้าน บางครั้งชาวบ้านตัดสินใจ บางครั้งเราก็เติมวัถุดิบบางอย่างลงไปบ้าง แล้วปล่อยให้ความร้อนผสมผสาน แล้วชิมว่ารสชาติพอใจไหม
สิ่งเหล่านี้จะไม่เหมือนกันเลยไม่ว่าจะเป็นเรื่องเดียวกันที่ทำที่แม่ฮ่องสอนกับที่สุไหงโกลก สามารถใช้หลักการเดียวกันได้ แต่รายละเอียดต่างกัน
นักพัฒนาต้องเรียนรู้มากๆและพัฒนาประสบการณ์ให้ทำงานเนียนมากขึ้น จากพื้นที่ที่เราทำงานอยู่ครับ
เพราะองค์ประกอบของชีวิตคนสองคน แม้ในหมู่บ้านเดียวกันก็ต่างสถานการณ์กัน ฯลฯ....ยิ่งต่างหมู่บ้านต่างชนเผ่า ต่างศาสนา ต่างอาชีพ .สิ่งแวดล้อม ต่างระบบนิเวศ ต่าง....
ดังนั้นใครกันแน่ที่ถูกพัฒนา.....
นักพัฒนาต้องพัฒนาตัวเองเพื่อจะเข้าไปสร้างกระบวนการพัฒนาขึ้นในหมู่บ้าน กระบวนการนั้นก็เพื่อยกระดับคนและทุกอย่างในหมู่บ้านให้ช่วยกันขจัดปัญหาของชุมชนร่วมกัน และสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นองค์ประกอบชีวิตที่เหมาะสมขึ้นมาจากความต้องการของเขาเองครับ
สวัสดีครับพี่สิงห์ป่าสัก
ผมอยู่ในงานสายพัฒนาเช่นกันขอร่วมคิดด้วยครับ
ที่จริง ผมเปลี่ยนมุมมองการพัฒนาไปไม่นานนัก สมัยก่อนเข้าไปคิดทำ มองปัญหาแบบส่วนของเราและยัดให้เป็นปัญหาของเขา
แต่ไม่ใช่ ปัญหาที่ว่าของเราไม่ใช่ของเขา
เราจึงเรียนรู้กันและกันและต่างคนต่างพัฒนากันและกัน ในความสามารถและศักยภาพที่มีต่างกัน แต่อยู่บนฐานความเชื่อมั่นต่อกันและให้เกียรติกันและกัน
ตอนนี้หากจะพัฒนากันก็คือความคิดรวบยอดและกระบวนการค้นหาเหตุผลที่นำไปสู่การตัดสินใจปรับปรุงแก้ไขหรือพัฒนา โดยมองให้กว้างกว่าวัตถุแต่ต้องเป็นเรื่องจิตใจ เรื่องวัฒนธรรม เรื่องประเพณีและเรื่องของการฟื้นฟูสิ่งดีงามในอดีตด้วย
มุมมองและช่วงเวลาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค เทคโนฯการผลิตทางตะวันตกที่เน้นการเพิ่มผลผลิตและเพิ่มเงิน ต้องพิจารณากันใหม่แล้วครับ
เกษตรทางเลือก เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรชีวภาพ สุขภาพทางเลือก สุขภาพพอเพียง สุขภาพภูมิปัญญาท้องถิ่น สุขภาพพื้นบ้าน ถูกนำกลับมาวางแนวทางการพัฒนา( ซึ่งก็คือการฟื้นฟูองค์ความรู้เดิม )
เรื่องของ อาหาร อากาศ อารมณ์ อาชีวอนามัย เป็นเรื่องสุขภาพ ดังนั้นเกษตรกรรมที่เป็นอาชีวะส่วนใหญ่ของคนในประเทศไทยจึงเกี่ยวเนื่องและส่งผลต่อสุขภาพ ที่มาทางอาหารและพฤติกรรมการประกอบอาชีพ
หลายส่วนมองเป็นภาพองค์รวมแล้วครับ
ผมว่านักพัฒนาในอนาคตต้องพัฒนาตัวเองมากกว่า และพัฒนากันในหมู่นักพัฒนาด้วยกันก่อน พูดให้ตรงกัน วางแผนเดียวกัน ก่อนจะลงมือในพื้นที่
ไม่งั้นเราคงแก้กันเรื่องเดิม ส่วนหนึ่งส่งเสริมการผลิต ที่มีเรื่องสารเคมี และมุมมองแบบธุรกิจพาณิชย์ ส่วนหนึ่งต้านสารเคมี มองผลกระทบทางสุขภาพ ส่วนหนึ่งมองการเสื่อมสลายของสิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม
แล้วก็แก้ไปในมุมของตัวเอง โดยมีชาวบ้านเป็นตัวรับและท้ายสุดสับสนค้นหาตัวเองไม่ถูก
ยังไม่เห็นการพัฒนาร่วมกันเป็นรูปธรรมนัก แม้สมัยก่อนมีการรวม หกเจ็ดแปดเก้า กระทรวงหลัก ประทับบนปก จปฐ.หรา แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรร่วมกันเป็นชิ้นเป็นอันนัก
ตอนนี้มีเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงมาช่วยไว้ให้คุยเรื่องเดียวกัน เป็นโอกาสที่ดีแล้ว
แต่ก็ยังไม่เห็นความชัดเจนในการปฏิบัติในพื้นที่อยู่ดีครับ.....ยังหวังครับ