มารู้จักศัพท์การเงินกันนะค่ะ

การเงิน
เงินกองทุน (Capital)
หมายถึง ส่วนของเจ้าของ ได้แก่ หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ์ และกำไรสะสม รวมถึงเงินสำรองตามกฎหมาย เงินกองทุนที่มีไว้เพื่อ
รองรับความเสียหายจากการดำเนินงานของสถาบันการเงิน เช่น การกันสำรองเมื่อเกิดหนี้เสีย  ธนาคารแห่งประเทศไทยได้
กำหนดให้ สถาบันการเงินต้องมีไว้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 8.5 ของสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง

เงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1 Capital)
หมายถึง ส่วนของทุนที่เป็นหุ้นจดทะเบียนและเรียกชำระค่าหุ้นแล้ว โดยรวมกำไรและขาดทุนสะสมจากการดำเนินงานในแต่ละ
งวดบัญชีไว้ด้วย เงินกองทุนชั้นที่ 1 นี้จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้จากผลการประกอบการของสถาบันการเงิน หรือเพิ่มขึ้นเนื่องจาก
นำหุ้นใหม่ออกขาย

เงินกองทุนชั้นที่ 2 (Tier 2 Capital)
หมายถึง ทุนส่วนที่เพิ่มขึ้นชั่วคราว และอาจแปลงสภาพเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ได้ในบางกรณี เช่น หุ้นกู้แปลงสภาพ หรือ หุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ระยะยาว เป็นต้น นอกจากนี้ ยังรวมถึงสำรองที่เกิดจากการตีราคาสินทรัพย์ถาวรด้วย

อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (Capital Adequacy Ratio - CAR)
เป็นอัตราส่วนที่ใช้วัดความเพียงพอของเงินกองทุนของสถาบันการเงิน เพื่อแสดงถึงความมั่นคงและสามารถรองรับความเสียหาย ที่จะเกิดขึ้นจากการประกอบธุรกิจ  ปัจจุบันรัฐบาลกำหนดอัตราส่วนดังกล่าวตามมาตรฐาน BIS ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สากลยอมรับ
โดยทั่วไปอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่สูงแสดงถึงการที่สถาบันการเงินนั้นมีความมั่นคงและสามารถรองรับผลขาดทุน
ที่จะเกิดจากการประกอบกิจการ และสามารถปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าได้อีกมาก

การกันสำรอง (Provisioning)
เป็นวิธีการที่กำหนดให้สถาบันการเงินต้องกันเงินส่วนทุนไว้จำนวนหนึ่ง เพื่อรองรับความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการ ให้สินเชื่อหรือลงทุน ซึ่งจะมีจำนวนมากน้อยเท่าใดขึ้นอยู่กับจำนวนความเสียหายที่คาดคะเนได้จากหนี้เสียที่เกิดขึ้นจากสินเชื่อ ที่สถาบันการเงินได้ให้ไปแล้ว   จำนวนเงินที่กันสำรองไว้ดังกล่าวถือเป็นค่าใช้จ่ายที่จะมีผลกระทบต่อกำไรขาดทุนของสถาบัน
การเงิน หากมีจำนวนมากจนทำให้สถาบันการเงินนั้นประสบภาวะขาดทุน ก็จะมีผลกระทบทำให้เงินกองทุนลดลงในที่สุด
ดังนั้นเพื่อให้สถาบันการเงินดำเนินธุรกิจต่อไปได้ จำเป็นต้องมีการเพิ่มทุนใหม่

บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงินหรือ บบส. (Asset Management Corporation - AMC)
เป็นสถาบันการเงินของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อบริหารและฟื้นฟูสินทรัพย์ที่รับโอนมาจากสถาบันการเงินที่มีปัญหาให้มีคุณภาพดีขึ้น จนสามารถขายให้ผู้สนใจได้  ขณะนี้รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้ภาคเอกชนจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่มีปัญหาของแต่ละ
สถาบันการเงินขึ้นเองเพื่อให้แยกหนี้เสียออกจากสถาบันการเงินนั้นไปบริหารต่างหากได

Purchase and Assumption (P & A)
เป็นวิธีการที่สถาบันการเงินแห่งหนึ่งเข้ารับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์และหนี้สิน ได้แก่ ลูกหนี้ เจ้าหนี้และผู้ฝากเงินจากสถาบันการเงิน แห่งหนึ่งแห่งใด หรือหลายแห่ง   การรับซื้อหรือรับโอนนี้จะรับทั้งหมดหรือรับเพียงบางส่วนก็ได้ตามแต่จะตกลงกัน  และจะไม่มี ผลกระทบต่อลูกหนี้ เจ้าหนี้  และผู้ฝากเงินที่ถูกซื้อหรือถูกโอนไป วิธีการนี้จึงมีผลกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง  รวมทั้งสร้างภาระ ให้แก่รัฐบาลน้อยกว่าวิธีการปิดกิจการแล้วชำระบัญชี รวมทั้งเป็นวิธีการที่ดำเนินการได้สะดวกและเร็วกว่าการควบกิจการด้วย

Swap (จาก "พจนานุกรมศัพท์เศรษฐกิจ, กรุงเทพฯ  : มติชน, 2541)
    คือ การตกลงทั้งซื้อและขายเงินตราระหว่างประเทศ จำนวนเดียวกันพร้อมกันแต่ส่งมอบในเวลาต่างกัน เช่น ขายทันทีและซื้อ
ล่วงหน้า หรือซื้อส่งมอบวันนี้และขายล่วงหน้าทันที
                (จาก  "ประมวลศัพท์ธุรกิจที่ใช้ทั่วไปในภาษาอังกฤษ, กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์จุฬาฯ, 2540)
    คือ วิธีการที่ผู้กู้สามารถแลกประเภทเงินซึ่งหากู้ได้ง่ายกับเงินกู้ที่ตนต้องการ โดยใช้บริการของธนาคารซึ่งอาจเป็นการแลกข้าม
ประเทศ  และการแลกอีกชนิดหนึ่งคือ การแลกอัตราดอกเบี้ยระหว่างอัตราตายตัวกับอัตราที่ลอยตัว
Swap Credit
    ระบบการชำระหนี้ระหว่างประเทศโดยเฉพาะในช่วงที่มีวิกฤตทางการเงิน โดยที่ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ และธนาคาร
bank for international settlements ได้ตกลงกันที่จะเป็นตัวกลางในการชำระหนี้ โดยใช้เงินสกุลของประเทศลูกหนี้ได้ ทั้งนี้
โดยไม่ต้องพึ่งการเคลื่อนย้ายของทองคำและเงินตราต่างประเทศ
 

ทั่วไป
 - TAKE OVER   คือ การเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ  เป็นการขยายความเจริญเติบโตให้กับบริษัทฯ
 - unproductive  =  ความไม่มีผลิตภาพ
 - disequilibrium   =   ความไร้ดุลยภาพ
 - Perfectly Competitive Market  =     ตลาดแข่งขันอย่างสมบูรณ์
 - Exchange control   =  การควบคุม "การปริวรรตเงินตรา"
 - Capital control     =    การควบคุม "ทุน"
 - Letter of Credit  (L/C) = หนังสือที่ออกโดยธนาคาร ระบุให้ผู้ถือสามารถถอนเงินจากธนาคารตามจำนวนที่ปรากฎ
มักใช้ในการค้าขายระหว่างประเทศ