พยายามหาเหตุผลให้ได้ 10 ข้อ ว่าผมสั้นแล้วดีอย่างไร มันก็คิดได้นะ แค่ 10 ข้อเนี่ย แต่ข้อเดียวที่กินใจ ทำใจไม่ได้ซักที คือ ขี้เหร่ ฮ่า

 Trainning+picture+042

ผู้เขียนจะไม่ค่อยได้เข้าร้านตัดผม เดี๋ยวนี้ยังถือว่าเข้าบ่อยขึ้นแต่ก่อน ๆ  เป็นปีสองปี จะเข้าซักครั้งหนึ่ง เพราะจะไว้ผมจนยาวสุด ๆ แล้วไปตัดจนสั้นจุ๊ดจู๋  แล้วก็ปล่อยให้ยาวมาอีก พูดง่าย ๆ ว่าไม่ค่อยได้ใส่ใจมาก  ปล่อยมาตามมีตามเกิด สาเหตุหลัก ๆ คือไม่ค่อยมีร้านที่ตัดถูกใจ   

มีครั้งหนึ่งหลังจากที่ไว้ยาวจนเบื่อหน่อย  ประกอบกับอกหัก  (แหม  อกหัก แล้วตัดผมตอนนั้น trend นี้กำลัง hit เลยทีเดียว) ว่าแล้วยายกาแฟ ที่ผมยาวจนจะถึงตูดก็ไปตัดผมแบบ สลายหัวใจช่าง เดินตัวปลิวออกร้านแทบไม่กล้ามองกระจกเลย  แหม พอมองกระจก  ก็ใจหายแว๊บ  ไม่ถูกใจทรงผมค่ะ มันขัด ๆ ยังไงไม่รู้ อกหักครั้งที่ 1 อีกวันก็ไปเข้าอีกร้านค่ะ  อยากให้เขาแก้ทรงผม ช่างก็จด ๆ จ้อง ๆ อยู่นาน  ลงมือตัดไม้ มองกระจกก็อกหัก ครั้งที่ 2 ฮือ ๆๆ  คราวนี้ สั้นกว่าเดิม แล้วออกมาเหมือนผู้ชายเลย

ท้ายสุดก็พยายามปลง ๆ บอกตัวเองให้หาเหตุผลให้ได้ 10 ข้อ ว่าผมสั้นแล้วดีอย่างไร  มันก็คิดได้นะ แค่ 10 ข้อเนี่ย แต่ข้อเดียวที่กินใจ ทำใจไม่ได้ซักที คือ ขี้เหร่ เอิ้ก  ๆๆ   

พอได้ผมสั้นจู๋มา ผลกระทบก็ตามมามากกว่าที่คิด ล่ะค่ะ  อย่างเช่น เค้าหาว่ายายกาแฟ เป็นทอมมั่งล่ะ  จริตจะก้าน เรา ก็ไม่ค่อยเรียบร้อยเป็นกุลสตรีเท่าไหร่เสียด้วย  ใครจะว่าอะไร ก็ปล่อยเค้าว่าไปล่ะค่ะ  ใส่ใจมากคงประสาทรับประทาน  

ช่วงนั้นยายกาแฟยังรุ่งเรืองอยู่ฝ่ายการพยาบาล และรับผิดชอบงานห้องคลอด ผู้เขียนรับงานห้องคลอดอยู่ สองปีเต็ม ๆ ก่อนจะมาเป็นพยาบาลนอกเครื่องแบบ จึงมีเด็กปางมะผ้าจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวที่ผ่านมือยายกาแฟ มา  

เมื่อย้ายแผนกออกมาเป็นพยาบาลนอกเครื่องแบบ  ครั้งหนึ่งมีหญิงชาวไทใหญ่  นำลูกที่ไม่สบายมาโรงพยาบาล อายุ เด็กประมาณ 3 ปีได้ มาตรวจที่โรงพยาบาล เพื่อนของผู้เขียนคนหนึ่ง ก็ทักทายด้วยไมตรีจิตและความที่เป็นคนมนุษย์สัมพันธ์ดี  เธอเป็นคนสวยแต่ป้ำ ๆ เป๋อ ๆ ค่ะ (อิอิอิ เผาเพื่อนระยะไกล)

อั๋นไน้ ลูกเฮา น่ะ หลีฮัก น่ะหนอ(คนนี้ลูกเราหรอ น่ารักดีนะ)

อ่อ ข้า ใจ้เย้าข้า(ใช่ค่ะถูกแล้ว)

หมอตองไล่ อยู่ไน่ ลูกอ่อนกนไน้ หมอทำคลอด จ่องใจ้(หมอจำได้อยู่นะ เด็กคนนี้หมอทำคลอดใช่ไหม)

ไป่ใจข้า(ไม่ใช่ค่ะ) เสียงหนักแน่นเพื่อนเริ่ม สับสน นึกงุนงงกับการจำผิดของตัวเอง

ไป่ใจ้โย้  หมอตองไล่อยู่(ไม่ใช่มั้ง หมอจำได้อยู่)

ไป่ใจ้ข้า เป๋นหมอแทงก้อ นึ่ง (ไม่ใช่ค่ะ เป็นหมออีกคนหนึ่ง)

ก้อไหลล่ะ ฮ่ำ(คนไหนล่ะ)

ก้อ ตี้เป๋นกนจาย ใส่กระโปรง อ่อ  (คนที่เป็น ผู้ชายใส่กระโปรงไง )

ตอนแรก เพื่อนก็ งง เป็นไก่ตาแตกผู้ชายที่ไหนจะมาใส่กระโปรงกัน อีกอย่าง โรงพยาบาลเรามีหมอหรือ พยาบาลผู้ชายซะทีไหน  หญิงไต ร่างเล็กพูดต่อ

กนจาย ใส่กระโปรงก้อตี้ใส่หม่านต๋า อ่อข้า(ผู้ชายใส่กระโปรง คนที่ใส่แว่นตาน่ะค่ะ)

เท่านั้นแหล่ะ ค่ะ ชัดซะยิ่งกว่าชัด  เพื่อนและน้อง ๆ ที่อยู่บริเวณใกล้เคียง ก็หัวเราะเบิดเสียงหัวเราะ กันสนั่นหวั่นไหว ลั่นไปทั้ง OPD  ยังค่ะ ยังมันยังไม่พอ ยังเอาไปโพนทะนา ขยายต่อไปทั้งโรงพยาบาล ว่ามีคนไข้เรียกยายกาแฟ ว่าเป็น หมอผู้ชาย ใส่กระโปรงเป็นเรื่องเมาท์สุดฮิตแห่งปีไปเลย 

เป็นที่ชัดเจนว่าคนไข้จำได้ชัด ว่ายายกาแฟทำคลอดให้ ส่วนยายกาแฟ ขำ ก็ ขำ อายก็อาย ฮือ ๆๆ ไอ้เพื่อนบ้า เมาท์กันไปได้  จริง ๆ แล้วไม่เถียงหรอกค่ะ ว่าช่วงนั้น ช่วงที่ทำคลอดให้คนนั้น คงเหมือนผู้ชายมาก  แต่ทำไม้ ไม่พูดคำว่า หมอคนที่เหมือนผู้ชาย  ไม่เข้าใจ  มาบอกว่าเราเป็น ผู้ชายใส่กระโปรง นี่ความหมายมันคนละเรื่องเลยนะ  โอ๊ย คิดแล้วแสนจะเคือง แค้นก็แค้น  ขำ ก็ ขำ  ตั้งแต่นั้นมายายกาแฟก็ไม่ไปตัดผมแบบสั้นจู๋ อีกเลยค่ะ ...เดี๋ยวตัวเอง  มาว่าเค้าเป็นผู้ชายอีก ละแย่เลย อิอิอิ

Note : ทุกวันนี้ ทุกครั้งที่เข้าร้านตัดผม เป็นต้องมีคำพูดหนึ่งลอยมาสะกิดสะเกาใจให้แปร๊บ ๆ อยู่เรื่อย นั่นคือคำว่า"หมอผู้ชายใส่กระโปรง"

<div style="text-align: center">Note2 : กลัวจะจินตนาการกันไปใหญ่ เลยไปค้นดูรูปเก่า ๆ ได้รูปนี้มาค่ะ ลองคิดต่อนะคะ ว่ายาวขนาดนี้ ต้องรอจากตอนเป็น”หมอผู้ชายใส่กระโปรง”ประมาณครึ่งปี แหๆๆ</div> <div style="text-align: center">0003m</div>