บางสิ่งที่ผ่านมาบางครั้งก็งดงามจนไม่อยากให้ผ่านไปเฉย ๆ บางอย่าง สลดใจจนไม่อยากปล่อยทิ้ง อย่างที่บอก บันทึกนี้ไม่มี theme

สืบเนื่องจากบันทึกก่อนของยายกาแฟ เริ่มมาด้วยบันทึกที่ไม่มี Theme เลยอยากเขียนต่อให้เสร็จ ถึงจะไม่มี Theme แต่มีทั้งจุดเริ่มต้น และ จุดจบ อิอิ 

    เมื่อเข้าไปถึงตัวเมืองปาย  ที่นี่กำลังจะรื่นเริง เห็นนักท่องเที่ยวมากกว่าคนท้องถิ่น หลายเท่าตัว ดูแล้วแยกกันได้อย่างชัดเจนจริง ๆ เครื่องเสียงเปิดเพลงและประกาศเชิญชวน ไปเที่ยว  เสียงประทัดและวัตถุอันตราย แตกเกลื่อนไปทั่วเมือง  มีคนเมาสุราตะโกนโหวกเหวก เล่นกันแบบขาโจ๋ แต่ก็มีเด็กน้อยกับพ่อ ถือกระทงเดินไปในทิศเดียวกัน  มีนักท่องเที่ยวไทย ทำห่ามๆ เล่นกันคึกคะนอง แต่ก็มีนักท่องเที่ยวต่างชาติถือกระทง คนละใบ เดินไปในทิศเดียวกัน  ช่างเป็น contrast ของคู่แปลก ความงามที่มาคู่กันกับความเสื่อม (อ่านถึงตอนนี้ อย่าพึ่งนึกไกลไปถึง ว่ายายกาแฟเทิดทูน หรือ Adore ชาวต่างชาติ นะคะ)

    บอกไม่ยากว่าใครงาม ใครเสื่อม ใครประพฤติตนเยี่ยงใด ผลที่ได้รับคือ ภาพลักษณ์ก็เป็นเยี่ยงนั้น นึกถึงคำพูดในบันทึกของพี่รอน นางสาวปายแย่แล้ว  หลาย ๆ บ้านยังติด ประทีปเฉกเช่นอดีต  มีการประดับประดาด้วยกระทง และ โคมไฟสวยงาม อีกหลายบ้านก็เปิดเพลงเสียงดังเฮฮา  นั่งดื่มเบียร์สนุกสนาน เด็กน้อยเล่นปะทัดอยู่ใกล้ๆ

   ผู้เขียนไม่อยากเห็นอะไร ที่ปายมากกว่านี้แล้ว แวะกินก๋วยเตี๋ยวเจ้าอร่อยแล้วก็รีบจากไป   จำคำพูดของเจ้าของร้านที่เค้าพูดคุยกันได้ รถขนเบียร์ ที่มาปาย มาเท่าไหร่ไม่เคยพอเฉพาะการตุนเบียร์ไว้ขายที่ปาย เข้ามาวันละ  5 คัน  เบียร์ขายง่าย ขายดีมาก ๆ เศรษฐกิจ ดีจริง ๆ นะ คนพูดสีหน้ายิ้มแย้ม  ขณะที่มีเด็ก อายุไม่น่าเกิน 15 ปี  3 คน  ผมเกรียนแบบนักเรียน ถือประป่องเบียร์ คนละกระป๋อง ทำหน้าแดง พูดอ้อแอ้ เดินผ่านร้านไป เจริญจริง ๆ เมืองปาย (นึกสงสาร นางสาวปายของพี่รอนขึ้นมาตะหงิดๆ)

   ผู้เขียนนึกอยากให้ ความเจริญแบบนี้ เศรษฐกิจแบบนี้ หยุดแค่ที่ปายจริง ๆ  อย่าลามไปถึงปางมะผ้า เมืองที่น่าอยู่ของยายกาแฟเลย  กลัวใจ คงต้องได้ขอร้องกัน อย่ามาเล้ย ปางมะผ้า ไม่มีอะไรหรอก ไม่มีแสงสี  ไม่มีบาร์ผับ ไม่มีกระทั่งธนาคาร หรือ seven-eleven  อย่ามาเล้ยปางมะผ้า (เอ๊ะ ใจร้ายไปรึเปล่าเรา ) พูดอย่างนี้ พ่อค้าแม่ค้าได้ยิน บ่นอื้อแน่  

    ล้อหมุนอีกครั้งมาถึงปางมะผ้า เกือบสองทุ่ม ยายกาแฟรีบไปหาซื้อกระทง ราคาอันละ 30 บาท  ไปลอย ไปยืนมองหลาน ๆ ลูกหลานชาว โรงพยาบาลไปนั่งบ๊องแบ๊ว น่ารัก อยู่บนกระทงใหญ่ อยู่ไม่นานก็กลับ คิดถึงลูกชายเต็มที และหนาวเต็มทนค่ะ  

   กลับมาถึงบ้านก็มาไล่อ่านบันทึก โอ้โห มีแต่บันทึกถึงกระทง ไอ้ของเราก็กิ๊กก๊อกเต็มที เป็นชาวป่าอยากลอยกระทง ไม่กล้าเอาไปเทียบ  อิอิ  นึกถึงบทกลอนที่ไปตอบไว้ที่บันทึกของพ่อครูบา แล้วให้อยากมาเขียนต่อ

คืนวันเพ็ญ เดือนสิบสอง ไม่หมองเศร้า

พระจันทร์เจ้า สาดส่อง ไม่หมองศรี 

ยายกาแฟ เลือกกระทงเสียดิบดี

สามสิบบาท พอดีจ่ายตังไป          

แล้วเดินฝ่าฝูงชน คนขี้เหล้า         

คนขี้เมา คนบ้า คนหน้าใส         

คนน่ารัก คนน่าเกลียด ปะปนไป         

คนไหน ไหน ก็คนเหมือน ๆ กัน

ถึงริมน้ำ ที่ไม่ล้น เต็มตลิ่ง

เห็นเงาจันทร์อ้อยอิ่งเหมือนรอฉัน

ยกกระทง อันน้อย ค่อย ๆ พลัน

อธิฐาน ฉันไม่เก่ง ไม่ค่อยชิน         

เป็นชาวป่า นึกอยากลอยกระทงใหญ่

ให้สดใส สว่างจ้า ไปทั้งถิ่น

แต่จนใจ น้ำน้อย อ่อยอ่อยริน

เลิกดีดดิ้น แค่อันน้อย ค่อยพอดี 

กระทงของยายกาแฟช่างบ้าบิ่น        

คงไม่ชินกับสายน้ำที่ไหลรี่         

ลอยกระทงคนเดียว ก็สุขดี         

ชวนน้องพี่ เพื่อนพ้อง มาลอย(กระทง)กัน

จบดื้อดื้อ เพราะกาแฟในเลือดหมด

ว่าจะงด อดไม่ได้ มันกระทันหัน

เติมกาแฟ แล้ว happy ขึ้นมาพลัน

หมดมุขขัน เห็นหลัดหลัด สวัสดี

อิอิอิ  อาจารย์ภาษาไทยในวัยเด็กมาอ่าน คงอยากเอาหัวโขกฝา(หรือเปล่า)         

สัมผัสนอก ไม่สวย ดูไม่ใส         

สัมผัสใน ยิ่งแย่ ดูน่าขำ         

อ่านทั้งหมด ยิ่งอายแย่ อยากเลิกทำ         

ช่างมันเถอะ เก็บไว้ขำ  ตลกดี 

  จบการรายงานการเดินทางไว้ก่อนดีกว่า  วันนี้ไม่มีอะไรที่เป็นสาระ บางสิ่งที่ผ่านมาบางครั้งก็งดงามจนไม่อยากให้ผ่านไปเฉย ๆ บางอย่าง สลดใจจนไม่อยากปล่อยทิ้ง  อย่างที่บอก บันทึกนี้ไม่มี theme

The end

Note : ที่มาของภาพhttp://www.thaigoodview.com