การก่อเกิดของนโยบายประชานิยมทั้งสมัย มรว.คึกฤทธิ์และคุณทักษิณ เกิดขึ้นภายใต้สภาพการณ์ที่มีบริบททางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองรองรับ คือความล้มเหลวของแนวทางเดิมๆ

ในตอนนี้จะกล่าวถึงนโยบายเสรีนิยม ประชานิยม กับการแก้ปัญหาความยากจนของไทย 

ลักษณะสำคัญของนโยบายเสรีนิยม คือ การให้บทบาทกับภาคเอกชนเป็นหลัก  (แต่ของไทยมักผนวกกับอำนาจของรัฐ  จึงเป็นเสรีนิยมจำแลงผู้เขียนบล็อค)  นโยบายเศรษฐกิจมหภาคเป็นแนวอนุรักษ์นิยมที่ดูแลโดยเทคโนแครต  ทำให้เศรษฐกิจประเทศค่อนข้างมีเสถียรภาพมาเป็นเวลานานแม้ว่าการเมืองจะล้มลุกคลุกคลาน  และทำให้คนจนลดน้อยลง

ข้อจำกัดและปัญหาของเสรีนิยมแบบไทยๆ  คือ  การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะส่งผลต่อการลดความยากจนน้อยลงเรื่อยๆ  แม้คนจนจะลดลง แต่ความเหลื่อมล้ำทางรายได้สูงขึ้น   คนกลุ่มหนึ่งตกอยู่ในภาวะ จนเรื้อรัง  และความยากจนก็จะตกทอดถึงลูกหลาน 

ส่วน ประชานิยม  ในต่างประเทศ เช่น ละตินอเมริกา  เป็นการแสวงหาคะแนนนิยมด้วยการพยายามลิดรอนอำนาจหรือสินทรัพย์ของชนชั้นนำ แล้วนำมาแจกจ่ายแก่ชนชั้นฐานราก   ซึ่งกระทำโดยการใช้นโยบายการใช้จ่ายเงินที่เกินตัวจนทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง  ส่งผลกระทบกลับมาสู่ฐานะการครองชีพของคนจนเอง และเศรษฐกิจแทบจะล้มละลายในที่สุด 

ในประเทศไทย  นโยบายประชานิยมเกิดขึ้นในสมัย มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช (มีค. 18- มค. 19)  ได้แก่  นโยบายเงินผัน  นโยบายสวัสดิการรักษาพยาบาล  โดยสารรถเมล์ฟรีสำหรับผู้มีรายได้น้อย  ประกันราคาพืชผล  ปฎิรูปที่ดิน   แต่เนื่องจากเป็นรัฐบาลช่วงสั้นประกอบกับเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันเสียก่อน จึงยากจะประเมินผล 

ส่วนประชานิยมของพรรคไทยรักไทยก็เป็นที่รู้ๆอยู่ว่ามีอะไรบ้าง ที่น่าสนใจคือ  การก่อเกิดของนโยบายประชานิยมทั้งสมัย มรว.คึกฤทธิ์และคุณทักษิณ เกิดขึ้นภายใต้สภาพการณ์ที่มีบริบททางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองรองรับ  คือความล้มเหลวของแนวทางเดิมๆ 

ประชานิยมของไทยรักไทยไม่ส่งผลต่อภาวะเงินเฟ้ออย่างที่เกิดกับละตินอเมริกา  ทั้งนี้เพราะขณะนั้น เศรษฐกิจภาคส่งออกของไทยยังทรุดตัวอย่างมาก  เศรษฐกิจภายในและภายนอกไร้แรงขับเคลื่อน  การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยนโยบายประชานิยม จึงไม่สร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ    นอกจากเอาใจคนจนแล้วยังไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนเพราะไม่ได้พยายามเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้าง (สมัยคึกฤทธิ์ยังมีการ ปฏิรูปที่ดิน)   

 ไทยรักไทยใช้ทั้งเงินในงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ    แต่ปัญหาการขาดดุลงบประมาณดูเสมือนไม่รุนแรง   เพราะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว (ซึ่งมีหลายปัจจัย)   ประกอบกับการหันไปใช้เงินนอกงบประมาณแทน  หรือการใช้นโยบายที่ก่อให้เกิดการผูกพันเป็นภาระทางการคลังที่ไม่ได้รายงานจึงไม่ปรากฏตัวเลข (ขาดดุล)ให้เห็นในงบประมาณแผ่นดินทันทีทันใด    

ปัญหาที่นักวิชาการเป็นห่วงคือ   ความไม่โปร่งใสทางการคลัง   ภาระงบประมาณผูกพัน  และการสร้างค่านิยมผิดๆ   การเหนี่ยวนำให้เกิดพฤติกรรมผิดๆ ที่เรียกว่า จริยวิบัติเช่น  เบี้ยวหนี้ หรือการขาดวินัยในการใช้จ่าย  

 สำหรับผลของนโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณ   งานศึกษาของทีดีอาร์ไอบอกว่ายังต้องติดตามผลและวิจัยต่ออย่างลุ่มลึก 

แต่ผลเบื้องต้นพบว่า หากมองจากการเข้าถึงและการใช้บริการจากนโยบายประชานิยมรวมทั้งสวัสดิการของภาครัฐอื่นๆระหว่างคนจนกับคนไม่จน    พบว่า   

มีเพียงนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค  โครงการอาหารกลางวันนักเรียน  และโครงการสังเคราะห์คนชรา  ที่มีสัดส่วน "คนจน" เข้าถึงมากกว่าคนไม่จน

 กองทุนหมู่บ้านและพักหนี้เกษตรกร  ผลก้ำกึ่ง 

ส่วนธนาคารประชาชนและประกันสังคม  "คนไม่จน" มีโอกาสเข้าถึงมากกว่า 

การกระจายรายได้ ดีขึ้นอย่างชัดเจนใน 3 ปีแรก  แต่จากนั้นก็แย่ลงกว่าเดิมเสียอีก

แนวทางประชานิยมจึงไม่ยั่งยืนทั้งผลเชิงกระตุ้นเศรษฐกิจ  การกระจายรายได้  และที่สำคัญคือเกิดผลต่อ ภาระงบประมาณ  วินัยทางการคลังของรัฐ และวินัยการใช้จ่ายของชาวบ้าน 

ครั้งหน้าจะพูดเรื่องรัฐสวัสดิการค่ะ