มหาสงคราม ๙ ทัพครั้งนี้สร้างความประหวั่นพรั่นพรึงแก่ทวยหล้ายิ่ง ภาพแห่งความหายนะของกรุงศรีอยุธยาเมื่อสิบกว่าปี (พ.ศ.๒๓๑๐) ยังติดตาหลอกหลอนอยู่มิทันจางหาย คราวนี้สิหนักหนาเพราะพม่าระดมทัพและรี้พลมามากมายมหาศาลถึงเพียงนี้

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช   

รัชกาลที่ ๑

............................................................

 สงคราม ๙ ทัพ

 มหาสงครามถล่มกรุงเทพฯ

 สงครามที่น่าหวาดหวั่นที่สุดในประวัติศาสตร์   

          ในประวัติศาสตร์สงครามไทยกับพม่า ๔๔ ครั้ง พม่ายกกองทัพมาตีไทยสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ถึง ๒๘ ครั้ง  และสงครามครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ก็คือ  สงคราม ๙ ทัพ

   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">        ปีพุทธศักราช ๒๓๒๘  ภายหลังแรกสถาปนากรุงเทพมหานครฯ   ได้๓ ปี  บ้านเมืองยังมิเรียบร้อยมั่นคงนัก    พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช แห่งราชจักรีวงศ์  ก็ทรงทราบข่าวศึกว่า  พระเจ้าปดุงแห่งราชวงศ์อลองพญา ทรงยาตราแสนยานุภาพด้วยรี้พลมหาศาล ถึง ๑ แสน ๔ หมื่น ๔ พันนาย  จัดเป็นกองทัพ ๙ ทัพ ยกเข้ามาไทยถึง ๕ ช่องทาง หวังบดขยี้กรุงเทพฯ ให้ราบคาบ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>        <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">มหาสงคราม ๙ ทัพครั้งนี้สร้างความประหวั่นพรั่นพรึงแก่ทวยหล้ายิ่ง  ภาพแห่งความหายนะของกรุงศรีอยุธยาเมื่อสิบกว่าปี (พ.ศ.๒๓๑๐) ยังติดตาหลอกหลอนอยู่มิทันจางหาย  คราวนี้สิหนักหนาเพราะพม่าระดมทัพและรี้พลมามากมายมหาศาลถึงเพียงนี้   </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">      กองทัพพระเจ้าปดุง ลั่นกลองสั่งเคลื่อนกองทัพทั้งหมดเข้าแผ่นดินไทยด้วยความฮึกเหิม</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">       กองทัพที่ ๑   รี้พล ๑ หมื่นนาย  เคลื่อนเข้าทางบกตีหัวเมืองทางใต้ ตั้งแต่ชุมพรไปถึงสงขลา  ทางเรือตีหัวเมืองตะกั่วป่าไปจนถึงเมืองถลาง </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">       กองทัพที่ ๒   รี้พล ๑ หมื่นนาย เคลื่อนเข้าทางด่านบ้องตี้ ตีหัวเมืองราชบุรี เพชรบุรี แล้วขึ้นไปรวมกับกองทัพที่ ๑ ที่ชุมพร</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">     กองทัพที่ ๓  รี้พล ๓ หมื่นนาย  เจ้าเมืองตองอูคุมทัพยกเข้ามาทางเมืองเชียงแสน ตีหัวเมืองเหนือ ตั้งแต่ ลำปาง สวรรคโลก สุโขทัย แล้วเดินทัพมุ่งลงใต้เพื่อมารวมกับทัพหลวงที่กรุงเทพฯ</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">    กองทัพที่ ๔    รวม ๕ ทัพ   รี้พลมากที่สุดถึง ๘ หมื่น ๙ พันนาย ถือเป็นทัพหลวง  พระเจ้าปดุงทรงเป็นจอมทัพ  ยกมาทางด่านเจดีย์สามองค์ มุ่งสู่กรุงเทพฯ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">    กองทัพที่ ๙ จำนวนรี้พล ๕ พันนาย เคลื่อนเข้ามาทางด่านแม่ละเมา เข้าตีหัวเมืองตาก กำแพงเพชร แล้วมาบรรจบกันที่กรุงเทพฯ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">    การแบ่งออก ๙ กองทัพ ครั้งนี้ วิเคราะห์แล้วก็พอจะมองเห็นกลยุทธ์ของพระเจ้าปดุงได้ว่า นี่เป็นการจงใจตัดเส้นทางกองทัพที่จะหนุนมาช่วยกรุงเทพฯ  จากหัวเมืองทางเหนือ ทางใต้และทางตะวันออกจนหมดสิ้นทุกทิศทุกทาง  เป็นการโดดเดี่ยวกรุงเทพฯ ให้เผชิญหน้ากองทัพอันมหาศาลตามลำพัง  อีกทั้งยังเป็นกลยุทธ์แบ่งกำลังทหารของกรุงเทพฯ ให้น้อยลงไปอีกเพื่อป้องกันกองทัพถึง ๕ ทางด้วยกัน  แผนกลยุทธ์ของพระเจ้าปดุงครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพระปรีชาสามารถของกษัตริย์ไทยว่าจะกำหนดยุทธศาสตร์การต่อสู้อย่างไร?  แต่สำหรับพระเจ้าปดุงแล้ว  ทรงมองเห็นความหายนะของกรุงเทพฯ อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์แล้ว </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          กลยุทธ์ของพระเจ้าปดุงดูเสมือนว่าจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ แต่การณ์หากลับเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก  ทรงเป็นกษัตริย์นักรบที่กรำศึกโชกโชนเคียงบ่าเคียงไหล่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงมีพระประสบการณ์มากมาย ทรงเป็นจอมทัพที่ปราดเปรื่อง อีกทั้งทรงมีกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท พระราชอนุชา ผู้ทรงพระปรีชาชาญการศึกเป็นที่สุด ทรงมีความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว เคร่งครัดวินัยทัพ อีกทั้งทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญวางแผนการรบเป็นเยี่ยมอีกด้วย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">           กำลังพลกองทัพไทยจำนวนเพียง ๗ หมื่นนาย ที่มีน้อยกว่ารี้พลพม่ากว่าครึ่ง จึงถือเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการวางกลศึกให้ดีที่สุด พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงโปรดเกล้าฯ ให้สกัดทัพพม่าตามจุดยุทธศาสตร์ ๕ ช่องทาง คือ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">           จุดยุทธศาสตร์ที่ ๑  ทางเหนือ   โปรดเกล้าฯ ให้กรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์  กรมพระราชวังหลัง  คุมพล ๑๕,๐๐๐ นาย  ยกไปสกัดทัพพม่าที่ยกมาทางเหนือ ๒ ทัพ ที่ยกมารวมรี้พลถึง ๓๕,๐๐๐  นาย  โดยกำหนดจุดสกัดที่นครสวรรค์ อย่าให้ล่วงล้ำลงมาได้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">           จุดยุทธศาสตร์ที่ ๒  ทางตะวันตกซึ่งอันตรายเป็นที่สุด  โปรดเกล้าฯ ให้กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท คุมพล       ๓๐,๐๐๐  นายไปสกัดทัพพม่าที่เมืองกาญจนบุรี  ซึ่งพระเจ้าปดุงนำทัพหลวงรวม ๕ ทัพ รี้พลมากมายถึง ๘๙,๐๐๐ นายยกมาทางด่านเจดีย์สามองค์ จุดนี้ต้องสกัดให้ได้ เพราะหากพ่ายแพ้ทหารพม่าจะกรีธาทัพเข้าถึงพระนครได้  ดังนั้นจึงต้องให้กรมพระราชวังบวรฯ ซึ่งทรงเข้มแข็งกล้าหาญและเฉลียวฉลาดในกลศึกเป็นจอมทัพ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">           จุดยุทธศาสตร์ที่ ๓ ทางใต้  โปรดเกล้าฯ ให้ เจ้าพระยาธรรมา คุมพล ๕,๐๐๐ นาย ไปสกัดทัพพม่าที่ราชบุรี  ซึ่งกองทัพที่ ๑และ๒ ของพม่ามีจำนวนถึง ๒๐,๐๐๐ นาย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">           จุดยุทธศาสตร์ที่ ๔  กรุงเทพฯ ทรงคุมทัพหลวง ๒๐,๐๐๐นาย ตั้งมั่นที่พระนคร และเป็นทัพหนุนหากจุดใดเพลี่ยงพล้ำ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>  จุดระเบิดและจุดพลิกผันของมหาสงคราม   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">และ สมรภูมิที่ทุ่งลาดหญ้า </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">           กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท  ทรงเร่งเดินทัพไปยังกาญจนบุรีเพื่อชิงจุดสำคัญที่ช่องเขาทุ่งลาดหญ้าก่อนที่ทัพพม่าจะยกทัพมาถึงก่อน เพราะที่นี่เป็นประตูสำคัญที่จะเข้ามาในแผ่นดิน  หากสามารถตรึงกำลังพม่าไว้ให้อยู่บนเขา ย่อมได้เปรียบ แม้จะมีรี้พลมากมายก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ที่สำคัญ กองเสบียงทั้งหลายก็จะขาดแคลน โอกาสที่จะมีชัยเหนือข้าศึกก็มีมากขึ้น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          พระองค์ทรงคำนวณระยะเวลาการเดินทัพของพม่าได้ถูกต้องว่า จากหงสาวดีถึงกาญจนบุรีต้องเดินทัพถึง ๓๐ วัน ยิ่งจำนวนรี้พลมากมายเท่าไร และหนทางก็ทุรกันดาร ย่อมเดินได้ช้า นอกจากนี้ พระองค์ยังให้กองอาสามอญไปรบถ่วงเวลาอีกทำให้การเดินทัพของพม่าช้าลงไปอีก ๓ วัน  ทำให้กองทัพของพระองค์สามารถไปถึงจุดสกัดได้ก่อนและเตรียมตั้งทัพรับมือไว้อย่างแข็งแรง  ทรงตั้งค่ายที่ลาดหญ้าแบบปีกกาชักถึงกัน ขุดสนามเพลาะ  ปักขวากหนาม  ตั้งปืนใหญ่ จนแล้วเสร็จ  รอการมาถึงของทัพพม่า</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          สงครามใกล้มาถึงแล้ว เมื่อกองทัพหน้าของพม่า นำโดยเมียนหวุ่น ตีกองทหารอาสามอญแตกและเดินทัพมาหยุดตั้งค่ายประจันหน้ากองทัพไทยและทัพที่ ๕ ของพม่าก็เดินทางมาสมทบ     รวมแล้วมีทหารถึง ๑๕,๐๐๐ นายที่พร้อมจะปะทะกับทัพไทย  ส่วนกองทัพที่ ๖ ๗ ๘  อีกกว่า ๗ หมื่นนาย ยังมาไม่ถึง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>           มหาสงคราม กำลังจะระเบิดขึ้นแล้ว ณ ทุ่งลาดหญ้า  การรบครั้งนี้มีชะตาของบ้านเมืองเป็นสำคัญ  อะไรคือปัจจัยแห่งชัยชนะและพ่ายแพ้ อะไรคือจุดพลิกผันของสงคราม  มหาสงครามครั้งนี้จะจบลงอย่างไร ขอเล่าต่อในบันทึกครั้งต่อไปครับ