ปูเจ้าอาราธนาเทพยดา ทั้งในป่า ในน้ำ ในถ้ำ ทุกทิศ รวมทั้งเจ้าปู่ทุกถิ่น พร้อมบริวาร พระพนัสบดี พหรมยักษ์ ปิศาจมากมาก เทวดาชั้นผู้ใหญ่ขี่ช้าง ขี่เสือ สี่ราชสีห์ ขี่หมี ขี่หมู ขี่งู ขี่เงือก ขี่ม้าเผือกก็มี ยังไม่หมดครับ ขบวนนี้ยังมีที่ขี่ควายขี่แรด ร้องดังกึกก้องโกลาหล
เรื่อง พระลอ นี้ แต่เดิมจะเรียกอย่างไรก็ไม่ทราบ แต่ด้วยคำประพันธ์เป็นโคลงกับร่าย จึงเรียกว่า ลิลิต และในเรื่องมีพระลอเป็นตัวเอก จึงเรียก ลิลิตพระลอ ไป

ที่จะเล่าเรื่องผีในพระลอนี้ เคยคิดไว้นานแล้ว เพราะนิยายเรื่องพระลอ มีคติความเชื่อทางไสยศาสตร์หลายเรื่อง มีบางท่านศึกษาวิจัยเป็นวิทยานิพนธ์เลยก็มี (จำไม่ได้ ไม่อ้างก็แล้วกัน อิๆ)

มีอยู่ตอนหนึ่ง เป็นฉากที่เต็มไปด้วยภูตผีปิศาจมากมายบะลั่กกั้ก เห็นว่าน่าสนใจ จึงขอยกเนื้อเรื่องช่วงนี้มาเล่ากันฟังครับ

ความเดิม

เมื่อพระเพื่อนพระแพง ออกปากให้นางรื่นนางโรยไปหาหมอ ทำเสน่ห์แก่พระลอ เพื่อจะได้เดินทางมาหาตนนั้น ในที่สุดก็ได้ปู่เจ้าสมิงพราย เป็นหมอใหญ่ ใช้อาคมเพื่อใส่พระลอ

ครั้งแรก ปู่เจ้าสมิงพราย นำไม้มาทำลูกลม เขียนรูปพระลอตรงกลาง เขียนรูปพระเพื่อนพระแพงซ้ายขวา แล้วร่ายมนตร์ให้ต้นยางใหญ่ขนาดเจ็ดคนโอบโน้มยอดลงมาติดดิน ปู่เจ้าก็เอาลูกลมปักปลายยาง พอปลายไม้เหวี่ยงกลับไป ลมพัด ลูกลมก็หมุนคว้าง พระลอใจป่วนนึกถึงแก่พระเพื่อนพระแพง ฝ่ายเมืองสรวงของพระลอ ก็เที่ยวหาหมอแก้อาถรรพณ์ จนพระลอหายคลุ้มคลั่งไป

เมื่อไม่ได้ผล ปู่เจ้าก็ใช้วิธีที่สอง เอาธงสามชายมาร่ายยันต์มากกว่าเดิม เขียนภาพพระลอตรงกลาง ขนาบด้วยเจ้าหญิง แล้วเป่าให้ตะเคียนใหญ่ขนาดเก้าคนโอบ โน้มปลายไม้ลง ปู่เอาธงปัก แล้วปล่อยขึ้นไป ไม้ก็สั่นระริก ลมพัด ธงสะพัด ส่งเสียงหวีดหวิว ปลิวไปต้ององค์พระลอ ท้าวเธอก็รู้สึกสยิวเหมือนสองนางมาลูบไล้ถึงเนื้อถึงตัวเลยทีเดียว อย่างนี้ก็ทนไม่ได้ ได้แต่มองไปทางทิศที่สองพระนางประทับ ฝ่ายเมืองสรวงก็ต้องเยียวยากันอีก เที่ยวนี้ได้หมอเก่ง (ไม่กล้าเขียนว่าหมอดี เพราะจะมีคนผวน) ชื่อ หมอสิทธิไชย

หมอทราบเรื่องก็ตั้งพิธี ร่ายอาคมให้พระลอหายหลง ให้เสวยยา ทั้งสระผม ทั้งอาบ ตั้งกำแพงสามชั้น ด้านในมียักษ์คอยรักษา ชั้นนอกมีปิศาจ ภูตนานา เป็นอันว่าพระลอหายเป็นปกติ ฝ่ายพระเพื่อนพระแพงก็รอ นานแสนนานพระเอกของเราก็ไม่มาสักที ให้สองพี่เลี้ยง นางรื่นนางโรย ไปถามปู่เจ้าอีกรอบ

ปู่เจ้าสมิงพรายเล็งแล้ว ก็ทราบทันทีว่า ทางโน้นเขาแก้อาถรรพณ์ได้ อย่างกระนั้น เที่ยวนี้เราต้องเผด็จศึกให้ได้ จึงร่ายมนตร์เป็นการใหญ่ ทีนี้แหละครับ ทวยเทพ ผีสางมากันเป็นโขยง

ปูเจ้าอาราธนาเทพยดา ทั้งในป่า ในน้ำ ในถ้ำ ทุกทิศ รวมทั้งเจ้าปู่ทุกถิ่น พร้อมบริวาร พระพนัสบดี พหรมยักษ์ ปิศาจมากมาก เทวดาชั้นผู้ใหญ่ขี่ช้าง ขี่เสือ สี่ราชสีห์ ขี่หมี ขี่หมู ขี่งู ขี่เงือก ขี่ม้าเผือกก็มี ยังไม่หมดครับ ขบวนนี้ยังมีที่ขี่ควายขี่แรด ร้องดังกึกก้องโกลาหล ภูตก็มากันหลากหน้าหลายตา ตัวแปลกๆ หัวเป็นกา หัวเป็นแร้ง (คือว่า หัวล้าน) แปลงกายเป็นเสือ เป็นช้าง เป็นกวาง เท่านั้นยังไม่พอ เอาอาวุธยุทธภัณฑ์กันมาครบมือ กระโดดโลดเต้นกันยกใหญ่ เสียงดังครึกครื้น ทั้งป่า ทั้งเขาสะเทือนสะท้านไปทั่ว พลผีมากันครบถ้วนกระบวนความ ปู่ก็บังคับให้ไปถอนมนตร์ทางโน้น (พระลอ) ให้หมด ถ้ามีเทพยาดาอารักษ์ ก็ไปขับไปไล่ หรือโห่ให้หนีกระเจิงไป พอพวกอารักษ์หนีไปหมดแล้ว “กูจึงจะใช้สลาเหิร เดิรเวหาไปสู่” ว่าแล้ว อมนุษย์ทั้งปวงก็รีบตาลีตาเหลือกปฏิบัติตามคำสั่งปู่เจ้าสมิงพรายโดยพลัน

<p>ทัพผี</p><p></p><table border=”0” align=”center” style=”width: 354px; height: 135px”><tbody>

   "น่าดูพลปู่เจ้า  จอมผา อึงอัดอัมพรคลา  คลาศเต้า  ผีผาภูตคณา  นับโกฏิ เกรียงแฮ  ไคลคลี่พลคลาเต้า  ด่วนได้โดยโพยมฯ" 

</tbody></table><p>ทีนี้ผีต่อผีก็รบกันยุ่ง ชุลมุน อยากให้อ่านร้อยกรองตรงนี้ครับ เด็ดจริงๆ </p>
<p>"มากลากลาศกันแดน ผีแขกแค้นเข่นขุก ผีแดนรุกรบพุ่ง แล่นไล่ยุ่งโลดเต้น บ้างหลบบ้างหลีกเร้น บ่ได้ตอบตี</p> <p></p> <table border="0" align="center" style="width: 354px; height: 143px"><tbody>

   "ผียยุ่งรบกับด้วย  ผีแขวง แดนนา  ผีทุ่มผีไล่แทง  ผาดย้าย  ผันแผงแผดรบแรง  ร้องเร่ง พลนา  ผีแขกรุกราญร้าย  รบเร้ารอญผลาญฯ 

</tbody></table>

"ผียยุ่งรบกัน ครชิตฤทธิราวี ผีทุ่มผีไล่แทง รบแรงผันเผ็งแผด ผีเจ้าแจดจ้ายจ้าย ร้องเร่งพลคล่ำคล้าย ผาดร้ายรุกราญฯ"


ผีของฝ่ายปู่เจ้าบันดาลให้มีไฟโหม ควันคลุ้ง จนผีฝ่ายพระลอทนไม่ได้ รีบหนีไป ได้แต่ฝากให้ลมช่วยบอกข่าวแก่พระเสื้อเมืองว่าแย่แล้ว อาการอย่างนี้ “ใจเมืองบ้าดังจะผก หัวอกเมืองดังจะพัง เทพดาฟังฟั่น ตกใจสั่นระรัว” สู้ไม่ได้ หมอสิทธิไชยเห็นแล้วก็รู้แน่ว่าแพ้เด็ดขาด จึงทูลพระแม่เจ้านางนาฏบุญเหลือ</font></font></font></font>

<p>สมรภูมิปิศาจ จึงปิดท้ายด้วยฉากนี้ครับ</p>
<p>"ผีภายในแล่นออก แลนา ผีภายนอกแล่นเข้า แลนา เทพยดาปู่เจ้าสั่ง แลนา มาทำดั่งปู่สอน แลนา ให้ย่อหย่อนทุกสิ่ง แลนา จิ่งให้สารไปกล่าว แลนา จิ่งให้ข่าวไปถึง แลนา สมิงพรายผู้เถ้า แลนา ปู่เจ้าฟังแล้วไส้ แลนา ปู่จึ่งใช้สลาเหิร แลนา เดิรเวหาไปสู่ แลนา ตกลงอยู่รคน แลนา ปนหมากเสวยท่านไท้ แลนา ครั้นท่านได้หยิบเสวย แลนา บนานเลยลอราช แลนา ใจจะขาดรอนรอน แลนา ถึงสายสมรพี่น้อง คิดบลุเลยข้อง ขุ่นแค้นอาดูรฯ" </p><p>ร่ายสอดสร้อยบทนี้อ่านสนุกครับ ต้องช่วยอ่านสองคน คนหนึ่งคอยใส่สร้อย แลนา อีกคนอ่านแต่ส่วนร่าย ให้ทอดสัมผัสถึงกันอย่าให้หลุด ก็จะให้ความไพเราะได้อีกแบบหนึ่ง หรือไม่อ่านสร้อย “แลนา” ก็จะได้ยินสัมผัสชัดเจนครับ</p><p>เป็นอันว่าปู่เจ้าสมิงพรายใช้ผีจากทุกสารทิศ ไปกำราบผีทางฝ่ายเมืองสรวง และส่ง "สลาเหิร"ไป พระลอก็เสร็จแหงแก๋ ต้องเดินป่าตามไก่ต่อไป ดังที่เราๆ ท่านๆ ทราบเรื่องกันดีอยู่แล้ว พูดถึง สลาเหิร แล้วนึกถึงอาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านเล่าเรื่อง โอยสลา ได้สนุกมาก ใครเคยอ่าน ถกเขมร ก็คงนึกออก ;)</p>