การศึกษา ซอฟต์แวร์ การพัฒนาบัณฑิต อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย

หลายคนมักจะได้ยินบริษัทซอฟต์แวร์ไทยพูดเสมอว่าบัณฑิตที่จบออกมาไม่ตรงกับความต้องการ ไม่สามารถนำบัณฑิตไปใช้งานได้จริง  ต้องฝึกฝนเป็นปี เสียเงินมากมาย  นี้เป็นปัญหาที่หลายคนก็คงรับรู้ แต่ถามว่าทางออกของปัญหานี้จะเป็นอะไรได้บ้าง  ก่อนที่จะถามหาทางออกของปัญหานี้ ก็คงต้องถามว่าแล้วที่มาของปัญหานี้มันมาได้อย่างไร  นี้เป็นความคิดเห็นของคนคนหนึ่งซึ่งอาจจะไม่ถูกต้องและอาจจะไม่ได้มองทุกแง่ ทุกมุม  แต่เป็นความคิดที่มองจากคนที่เรียนทั้งในประเทศในระดับประถมและมัธยมและที่ต่างประเทศในระดับอุดมศึกษา  มีประสบการณ์เป็นอาจารย์็สอนพัฒนาโปรแกรม เป็นที่ปรึกษาด้านไอที  และรับจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์   

ที่มาของปัญหา
1) มองในแง่ของวัฒนธรรมและการศึกษาในระดับก่อนอุดมศึกษา

วัฒนธรรมไทยมักจะบอกว่าผู้น้อยต้องเชื่อผู้ใหญ่  ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี  แต่จะดีมากถ้าหากว่าผู้ใหญ่บอกเหตุผลด้วยว่า ทำไมถึงบอกให้ทำอย่างนั้น ถ้าทำอย่างนี้ แล้วผลจะเป็นอย่างไร  ถ้าทำอย่างนั้น แล้วผลจะเป็นอย่างไร การที่ผู้ใหญ่หลายคนไม่ชอบตอบคำถามเด็ก ไม่ชอบอธิบายเหตุผล ชอบแต่สั่ง  ก็อาจจะทำให้เด็กไทยหลายคนคิดไม่เป็น  ขอให้เชื่อสิ่งที่พ่อแม่บอกก็พอ  พอมาเรียน ก็ไม่ชอบคิดเอง  ขอให้เชื่อสิ่งที่ครูและหนังสือบอกก็พอ   หากไม่ชอบคิด หรือไม่สามารถคิดเป็นเหตุเป็นผลได้แล้ว ก็ยากที่จะชอบเรียนคณิตหรือเขียนโปรแกรม

2) มองในแง่ของเหตุผลที่เ้ข้ามาเรียนคอมพิวเตอร์

เ ด็กหลายคนที่เข้ามาเรียนคอมพิวเตอร์  ก็อาจจะเป็นเพราะพ่อแม่บอกให้เรียน  หรืออาจเป็นเพราะตนเองชอบเล่นเกม  ถ้าได้เรียนคอมพิวเตอร์ ก็อาจจะได้อยู่กับคอมพิวเตอร์บ่อยมากกว่าเรียนสาขาอื่น  ชอบใช้ photoshop ชอบใช้โปรแกรม   แต่ไม่รู้ว่าพอตัวเองมาเรียน ตัวเองต้องสร้างโปรแกรม  ไม่ใช่แค่ใช้โปรแกรมเท่านั้น   

3) มองในแง่ของการเรียนการสอน

ภาษิตที่ว่า สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็น ไม่เท่ามือทำ  นั้นดูเหมือนจะเป็นจริง  หลายวิชามีแต่สอนทฤษฎี  ไม่เคยทำให้ดูและไม่เคยสอนให้ทำ  บางวิชาก็สอนทั้งทฤษฎีและทำให้ดู  แต่ไม่ได้พาเด็กทำ เด็กก็เลยทำเองไม่เป็น  มีน้อยวิชาที่ทั้งสอนทฤษฎี  ทำให้เด็กดู และให้เด็กทำเป็น  ถ้าหากว่าเราบอกว่าเด็กไทยเขียนโปรแกรมไม่ค่อยได้  เราก็ต้องมองก่อนว่า แล้วอาจารย์ที่สอนเด็กนั้น เขียนโปรแกรมไ้ด้ไหม  แล้วถ้าอาจารย์เขียนเป็น อาจารย์ได้ถ่ายทอดทั้งความรู้และภาคปฏิบัติใ้ห้เด็กไหม เด็กหลายคนที่เขียนโปรแกรมเก่ง ก็ไม่เลือกที่จะเป็นอาจารย์ เพราะเงินเดือนน้อย และเป็นความจริงที่ว่า เด็กจบใหม่หลายคนเงินเดือนสูงมากกว่าอาจารย์ที่สอนเขาเสียอีก 

การ เรียนการสอนที่ต่างประเทศในระดับอุดมศึกษาสามารถผลิตบัณฑิตออกมาแล้วส่วนใหญ ่ใช้งานได้ เพราะเกือบทุกวิชามีการปฏิบัติจริงและคนที่เรียนเรียนเพื่อต้องการที่จะรู้ ไม่ได้เรียนเพื่อที่จะต้องการเอาใบปริญญา สมัยทีี่เรียนที่นั้นตอนปริญญาตรีที่อเมริกา  ช่วงที่ไม่ได้เข้าเรียนก็คิดแต่จะทำการบ้านให้เสร็จ  เพราะทุกวิชามีการบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ   ถ้าวิชาไหนไม่มีการบ้าน เด็กก็อาจจะบ่น เพราะทำให้ไม่รู้จริง  เขาเรียนเพื่อที่จะรู้จริง  ไม่ใช่เรียนเพื่อที่จะเอาคะแนน  ทุกวิชาไ่ม่มีการเซ็นชื่อเข้าเรียน แต่ทุกคนก็เข้าเรียน การบ้านถึงคะแนนน้อยแค่ไหน ทุกคนก็จะพยายามทำด้วยตนเองและส่ง


4) มองในแง่ของประสบการณ์และโอกาสในการฝึกไ้ด้ทำงานจริง

ถ ้าบริษัทซอฟต์แวร์ได้แต่บ่นว่าเด็กไทยเขียนโปรแกรมไม่เป็น  หรือบริษัทและหน่วยงานต่าง ๆ มีแต่จ้างให้บริษัทซอฟต์แวร์เมืองนอกผลิตซอฟต์แวร์ให้  ไม่เคยป้อนงานให้เด็กไทยให้มีโอกาสฝึกในการเขียนโปรแกรม   แล้วเด็กจะมีประสบการณ์และมีโอกาสฝึกเขียนโปรแกรมได้อย่างไร

โดยสรุปแล้ว ปัญหานี้ไม่ใช่เป็นปัญหาของคนใดคนหนึ่ง หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง  ไม่ได้คาดหวังว่า ปัญหานี้จะแก้ได้  แต่อยากจะเห็นว่าปัญหานี้มีความรุนแรงน้อยลง  มีการเปลี่ยนแปลงในทางทีี่ดีขึ้น บริษัทมีบัณฑิตที่ตรงกับความต้องการของตนมากขึ้น บัณฑิตมีความรู้และความสามารถและได้งานที่ตนเองถนัดและมีความสุขที่จะทำมากข ึ้น 
ซึ่งก็คงต้องช่วยกันจากหลาย ๆ ฝ่าย

1) มองในแง่ของนักศึกษา

ภาษิตที่ว่า  พระเจ้าจะช่วยคนที่ช่วยตนเองเท่านั้น น่าจะเ็ป็นจริง   คงไม่มีหลักสูตรไหน มหาวิทยาลัยไหน ที่จะเสกให้เด็กที่เข้ามาที่ไม่เก่งแล้วออกไปแล้วเก่งโดยที่เด็กไม่้ต้องทำอ ะไร  ยังมองไม่เห็นเลยว่า  เด็กจะเก่งได้อย่างไร ถ้าเด็กไม่คิด ไม่อ่าน ไม่ทำการบ้าน ไม่ฝึกปฏิบัติจริง ไม่เรียนรู้ด้วยตนเอง  ถ้าหากเด็กเลือกที่จะลงแต่วิชาที่ได้เกรดง่าย ๆ งานไม่ต้องเยอะ  เด็กก็อาจจะคิดสั้นไป  เพราะไม่ได้คิดยาวมากขึ้นไปอีกนิดหนึ่งว่า ตัวเองต้องไปทำงานให้บริษัท บริษัทจะจ้างให้ตนเองทำงาน บริษัทเองก็คงไม่ได้คัดเลือกเด็กแค่ดูเกรด  บริษัทมักจะมีข้อสอบทั้งข้อเขียนและสอบสัมภาษณ์ว่าเด็กมีความรู้ความสามารถจ ริงไหม  ซึ่งตรงนี้บางทีเกรดสูง ๆ ที่ตนเองได้มา คงไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่

เด็กบางคนก็อาจจะมองว่า จะพยายามหลีกเลี่ยงการเขียนโปรแกรมเท่าที่จะทำได้   แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่า ถ้าเด็กสนใจทางด้านเน็ตเวิร์ก เด็กก็ยังต้องเขียนโปรแกรมสคริปต์  หรือเขียนโปรแกรมต่าง ๆ แม้กระทั่งถ้าไปดูงานที่เนคเทคให้เด็กฝึกงานทางด้านเน็ตเวิร์ก ก็จะเห็นว่าแทบทุกอันจะต้องอาศัยทักษะการเขียนโปรแกรม  หรือถ้าเด็กสนใจฮาร์ดแวร์ทางด้าน embedded เด็กก็ต้องเขียนโปรแกรมได้ด้วย  ไม่ใช่ไม่มีงานไหนที่ไม่เขียนโปรแกรม เพียงแต่จำนวนงานที่ไม่ต้องเขียนโปรแกรมนั้นมีน้อยมาก  แล้วเด็กจะแน่ใจได้อย่างไรว่า เขาจะเป็นคนเลือกงานนั้นได้  ไม่ใช่ในทางกลับกันที่ว่า บริษัทจะเลือกคนที่ทำงาน


2)  มองในแง่ของอาจารย์

ถ้าสอนแค่ในคาบเรียน ไม่ต้องให้การบ้าน อาจารย์ก็สบาย  แค่เตรียมสอน ไม่ต้องตรวจการบ้าน  แต่เด็กอาจจะไม่สบายในอนาคต  เพราะเด็กไม่ได้รู้จริง ไม่สามารถทำจริงได้  เพราะฉะนั้น คนที่เป็นอาจารย์ก็ต้องเสียสละที่จะให้การบ้าน  เตรียมและแนะความรู้ที่เพียงพอที่จะให้เด็กทำการบ้านได้เอง  และตรวจการบ้านเด็ก   เด็กจะบ่นว่างานเยอะ  ก็ต้องได้แต่ปลอบใจตนเองว่า เราทำเพราะเราหวังดีต่อเด็ก อยากให้เด็กเก่ง

3)  มองในแง่ของผู้บริหารหลักสูตร

ผู้บริหารหลักสูตรควรจะพยายามส่งเสริมให้ทุกวิชามีการปฏิบัติและมีการทำจริง โดยเฉพาะวิชาที่เด็กจะต้องได้ไปใช้จริงและบ่อยเมื่อเด็กทำงาน อีกทั้งควรจะส่งเสริม       กิจกรรมการแข่งขัน และการทำโครงการต่าง ๆ เพื่อให้เด็กได้ฝึกทำงานกันเป็นทีม  และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

4) มองในแง่ของผู้ประกอบการซอฟต์แวร์

ผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ควรจะให้โอกาสและให้งานเด็กฝึกทำในช่วงที่เด็กกำลังเรียน เพื่อเด็กจะได้มีประสบการณ์และมีโอกาสในการทำงานจริง  และพยายามแนะสิ่งต่าง ๆ ที่เด็กควรจะต้องเรียนรู้

5) มองในแง่องค์กรของรัฐที่มีหน้าที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์

องค์กรเหล่านี้ควรจะทำให้เกิดการประสานงานและการทำงานร่วมกันง่ายขึ้นระหว่าง สถาบันอุดมศึกษาและผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ อีกทั้งพยายามจัดอบรมความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะช่วยทำให้การพัฒนาซอฟต์แวร์ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


ขอบคุณค่ะที่อ่านจนถึงบรรทัดนี้  ที่เขียนมาเพราะเป็นห่วงเด็ก  อยากให้เขาเข้าใจอะไรต่าง ๆ มากขึ้นก่อนที่จะสายเกินไปที่จะรู้