. . . คิดว่า KM แก้ปัญหาได้ทุกโรค ที่ผ่านมามีคนบอกว่าน่าจะเอา KM เข้าไปใช้ จะได้ลดข้อพิพาท หรือความขัดแย้งได้ ผมมักจะแย้งว่าไม่จริงเสมอไป เพราะถ้าความขัดแย้งนั้นรุนแรง หรือเป็นข้อพิพาทที่มีพื้นฐานมาจากเรื่องผลประโยชน์เป็นใหญ่ เราต้องเข้าใจว่าตรงนั้นความรู้อาจจะช่วยอะไรไม่ได้ คนที่กำลังต่อสู้กันอยู่นั้นไม่ได้ต้องการความรู้ หรืออาจจะปิดหูปิดตาไม่กล้ารับฟังด้วยซ้ำไปเพราะเกรงว่าข้อมูลหรือความรู้อาจทำให้ตนเองไขว้เขวไปก็ได้
ในสถานการณ์ที่กำลังขัดแย้งกันอย่างรุนแรง โอกาสที่จะเรียนรู้นั้นเป็นไปได้ยาก ในกรณีนี้ผมว่า KM น่าจะมีส่วนช่วยได้ค่อนข้างน้อย แต่สำหรับช่วงปกติที่อาจจะมีความขัดแย้งอยู่บ้าง เห็นแตกต่างกันบ้าง แต่หากเป็นความหลากหลายที่เป็นธรรมชาติ การใช้ KM จะเปิดโอกาสให้ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน สามารถสร้างสรรค์บรรยากาศการทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี
สรุปง่ายๆ ก็คือ KM ไม่ใช่ “ยาเทวดาบอก”ที่รักษาได้ทุกโรค ผมมองว่า KM นั้นคล้ายกับยาบำรุง ประเภทยาจีน หรือสมุนไพรอะไรทำนองนั้น ทานไปเรื่อยๆ จะช่วยได้ในระยะยาว แต่ถ้าอาการของโรคอยู่ในขั้นวิกฤต กำลังอยู่ใน Crisis บางทีสิ่งที่จำเป็นก็คือต้องรีบพาไปโรงพยาบาล พาเข้าห้อง ICU ในกรณีนี้ KM อาจช่วยได้น้อย หรือถ้าช่วยได้ก็อาจจะไม่ทันการณ์หรอกครับ !!
เห็นด้วยกับอาจารย์เป็นอย่างยิ่งค่ะว่า KM ไม่ใช่ยาเทวดาบอก มองว่าเป็นเครื่องมือตัวหนึ่งที่จะช่วยในการพัฒนาคุณภาพ หากใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่นก็น่าจะเพิ่มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เช่น HA , TQM, MIND MAP เป็นต้น บางครั้งรู้สึกว่าบางคนลมหายใจเข้าออกเป็น KM เพียงอย่างเดียวเท่านั้น... หากเข้าใจอะไรผิดอาจารย์กรุณาช่วยอธิบายเพิ่มเติมด้วยนะคะ
อ่านบันทึกของอาจารย์แล้ว ดีใจจัง
รู้สึกว่า กำลังจะได้อาจารย์มาอธิบายสิ่งที่ดิฉันติดใจอยู่ค่ะ
ความเห็นของดิฉัน---- ที่ด้อยมากๆ เรื่องKM. เพราะดิฉันออกจะงงๆๆ กับเรื่องKM. เหมือนกันส่วนตัว คิดว่า KM. ไม่ใช่เรื่องใหม่เลยค่ะ มีมานานมากแล้ว แต่ไม่ได้เรียกชื่อนี้ KM มิใช่เรื่องใหม่---- เพราะ KM มีหลายรูปแบบ ตั้งแต่ การฝึกอบรมทั้งในห้องเรียน (classroom training) การสอนงาน (coaching) การฝึกงาน (internship) การสอนหน้างาน หรือ : on-the-job training ต่างเป็น KM รูปแบบหนึ่งด้วยกันทั้งสิ้น <p> ในประเทศไทยวันนี้ที่นำ KM มาใช้ ส่วนมากนำมาใช้ในรูปของการพยายาม นำความรู้ที่อยู่ในตัวพนักงานออกมา เก็บกักกันทั้งสิ้น ซึ่งรูปแบบนี้เป็นเพียง ส่วนหนึ่งของ รูปแบบของการทำ KM เท่านั้น</p> ใช่ไหมคะ ไม่ทราบ ผิดหรือถูก อาจารย์ ช่วยชี้แนะด้วยส่วนตัว ออกจะงงๆ ว่า ทำไมจึงดู hit กันมากมาย ปูนซีเมนต์ไทยเอง ก็ทำเรื่องนี้มาหลายสิบปีแล้ว เพราะดิฉันเอง ก็นำของเขามาใช้เหมือนกัน เพราะเขาใช้และได้ผลมาก และ ผู้ถือหุ้นของเราหลายคน เป็น พนักงานระดับสูงของที่นั่นบางที ที่จัดการออกมา อาจไม่ใช่ความรู้ แต่เป็น information management มากกว่า <p>บางองค์กรมีการนำเสนอผลประกอบการรายไตรมาสให้พนักงานในองค์การได้ทราบ ซึ่งน่าจะเรียกสิ่งนั้นว่า knowledge sharing อันเป็นส่วนหนึ่งของ KM ที่ผู้บริหารระดับสูงให้การแบ่งปันความรู้กับผู้ปฏิบัติงาน</p><p> ถ้านำเสนอเฉพาะตัวเลขหรือกราฟของผลประกอบการ ก็จะเป็นเพียง information เท่านั้น </p>หากต้องการทำให้ information เป็นความรู้ต้องมีบริบทประกอบเช่น ผลประกอบการไตรมาสที่ผ่านมานั้นดีขึ้นกว่าเดิมเนื่องมาจากปัจจัยอะไรบ้าง ทำให้ผู้รับทราบข้อมูลเข้าใจถึงสิ่งที่นำเสนอว่าเป็นเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น สามารถคาดการณ์ได้ในอนาคตเมื่อปัจจัยต่างๆ เปลี่ยนไปว่าจะมามีผลกระทบต่อผลประกอบการอย่างไรขออาจารย์ช่วยชี้แนะด้วย ขอบคุณค่ะ
ผมได้เข้ามาอ่าน เกี่ยวกับการใช้km
ผมไม่ค่อยรู้เท่าไหร่เกี่ยวกับการนำkmมาใช้
การบริหาร แต่ผมงงว่า ไม่ใช่ยาเทวา
หมายถึงการเปรียบเทียบหรือเปล่า
สวัสดีค่ะ
เห็นด้วยกับอาจารย์ที่ว่าการทำ KMเหมือนกินยาสมุนไพร
ทำให้คนที่กินรู้สึกว่า..ได้กินยาดี เข้าไปแล้ว
มีกำลังใจ ผลทำให้สุขภาพดีขึ้น
จากจิตใตใจที่ดีร่วมด้วย
ถ้ามองว่าใช้ความรู้เป็นฐานในการทำการใดๆ
KMก็อาจจะเป็นยาครอบจักรวาลได้
ถ้านิยาม"ความรู้" คือ"ทุกเรื่องมีเหตุผลของมันเสมอ"
"เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้ถึงมี"
เหตุผลนี้ผมยืมมาจากคำอธิบายของท่านอาจารย์ พุทธทาสที่มอง"ไสยศาสตร์"ก็เป็น"วิทยาศาสตร์" ด้วยในความหมาย"ทุกเรื่องมีเหตุผลของมันเสมอ"
ตัวอย่างที่อาจารย์บอกว่า ในสถานะการณ์ที่ขัดแย้งกันรุนแรง หรือเป็นเรื่องอำนาจ ใช้KM ได้น้อย
ผมกลับคิดว่า นั่นแหละต้องใช้KM เนื่องจาก
KMไม่ใช่สูตรสำเร็จ (คุณเอื้อ คุณอำนวย คุณกิจในแบบจำลองต่างๆ) แต่เป็นการใช้ความรู้ทำการเพื่อประโยชน์โดยรวมให้เหมาะกับกาละและเทศะโดยไม่มีอคติส่วนตนเข้าไปเกี่ยวข้อง
พระพุทธเจ้าใช้KMกับคนประเภทต่างๆ ในวงขัดแย้งที่ทรงรู้ว่าทำอะไรไม่ได้มากก็ใช้วิธีหลีกไปก่อนก็มี ท่านแนะหลักพรหมวิหาร4(เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา)ในการจัดการ ควบคู่กับอินทรีย์5(ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา)
ซึ่งผมเห็นว่า เป็นหลักที่นำมาครอบKM ได้ดี
(ที่พูดกันส่วนใหญ่เป็นเทคนิคที่หยิบยืมมาจากการบริหารธุรกิจ)
แต่ผมก็ไม่ต่างจากอาจารย์ที่พูดตามตำราเท่านั้น ไม่สามารถใช้หลักทั้งสองนี้ ทั้งโดย "ความรู้"ในอินทรีย์5 และ "คุณธรรม" ในพรหมวิหาร4 หรอกครับ
ผมชอบคำว่า KM เป็นสมุนไพร
มันออกฤทธิ์ ช้า แต่ สะอาด และ หมดจด สดใส กว่า ยาฝรั่งเยอะเลย
แถม ยังเป็นตัว ปรับสมดุล หยิน หยาง ให้ ร่างกายรักษาตนเอง อีกต่างหาก
KM เป็น Tool ด้าน Soft side management ต้องใช้ "กระบวนกร" ที่เข้า "ใจ" จริงๆ แค่เข้า "สมอง" คงทำ KM เป็น Kode Maul อ่านว่า "โค ตะ ระ มั่ว"