กรรมกรณ์
คำว่า กรรมกรณ์ นี้เป็นศัพท์ในพระไอยการกระบดศึกของกฎหมายตราสามดวง ดูแต่รูปเขียนบางทีจะพาให้เข้าใจผิดว่า มีคำว่ากรรมกรใช้มาแต่สมัยก่อนมีการอุตสาหกรรมในประเทศไทย คำนี้ อักขราภิธานศรับท์ เก็บไว้ด้วยและบอกว่า “เป็นชื่อขื่อคา เครื่องจำและทำโทษทัณฑ์” ความจริงคำนี้เขียนย่นมาจาก “ทวดึงษกรรมกรณ์” คือ การกระทำโทษหนัก 32 ประการ โดยที่ “ให้ตราพระราชบัญญัติจัดโทษโดยควรแก่กรรมกร” คำนี้มาจาก กรรม + กรณ คำแรกแปลว่า การกระทำ[ผิด] หรือ ก่อกรรม คำหลัง กรณ แปลว่า “an instrument or means of action” คือ เครื่องมือหรือวิธีการกระทำ โดยอนุโลมคือ เครื่องมือหรือวิธีการลงโทษทั้ง 32 ประการ ทั้งหมดเป็นการลงโทษที่สยดสยอง ตั้งใจให้คนกลัวมิกล้ากระทำผิด ลักษณะโทษทั้งหมดจำลองมาจากการลงทัณฑ์ในนรก เข้าในทำนองใครถูกลงโทษในข่ายอุกฤษฎ์โทษก็เหมือนดังตกนรกทั้งเป็น การลงโทษหนัก 21 สถานใน 32 สถานนั้นก็เช่น
1 ให้ต่อยกระบาลศรีษะเลิกออกแล้วเอาคีมคีบก้อนเหล็กแดงใหญ่ใส่ลง ให้มันสมองพลุ่งฟูขึ้นดั่งหม้อเคี่ยวน้ำส้มพะอูม
2 ให้ตัดแต่หนังจำระเบื้องหน้า ถึงไพรปากเบื้องบนทั้งสองข้างเปนกำหนด ถึงหมวกหูทั้งสองข้างเปนกำหนด ถึงเกลียวคอชายผมเบื้องหลังเปนกำหนดแล้วให้มุ่นกระหมวดผมเข้าทั้งสิ้น เอาท่อนไม้สอดเข้าข้างละคนโยกถอนคลอนสั่น เพิกหนังทั้งผมนั้นออกเสีย แล้วเอากรวดทรายหยาบกระบาลศีรษะชำระให้ขาวเหมือนพรรณศรีสังข์
3 ให้เอาขอเกี่ยวปากให้อ้าไว้แล้วตามประทีบไว้ในปาก นัยหนึ่งเอาปากสิ่วอันคมนั้นแสะแหวะผ่าปากจนหมวกหูทั้งสองข้าง แล้วเอาฃอเกี่ยวให้อ้าปากไว้ให้โลหิตไหลออกเต็มปาก
4 เอาผ้าชุ่มน้ำมันพันให้ทั่วกายแล้วเอาเพลิงจุด
5 ให้เอาผ้าชุบน้ำมันพันนิ้วมือสิ้นทั้ง 10 นิ้วแล้วเอาเพลิงจุด
6 เชือดเนื้อให้เป็นแร่งเป็นริ้วอย่าให้ขาดให้เนื่องด้วยหนังตั้งแต่ใต้คอลงไปถึงข้อเท้า แล้วเอาเชือกผูกจำให้เดินเหยียบย่ำริ้วเนื้อริ้วหนังอย่าให้ขาด ให้เนื่องด้วยหนังตั้งแต่ใต้คอลงไปถึงข้อเท้า แล้วเอาเชือกผูกจำให้เดินเหยียบย่ำริ้วเนื้อริ้วหนังแห่งตน ให้ฉุดคร่าตีจำให้เดินไปกว่าจะตาย
7 เชือดเนื้อให้เนื่องด้วยหนังเป็นแร่งเป็นริ้วแต่ใต้คอลงมาถึงเอว แล้วเชือดแต่เอวให้เป็นแร่งเป็นริ้วลงมาถึงข้อเท้า กระทำเนื้อเบื้องบนนั้นให้เป็นริ้วตกปกคลุมลงมาเหมือนนุ่งผ้าคากรอง
8 เอาห่วงเหล็กสวมข้อศอกทั้งสองข้างข้อเข่าทั้งสองข้างให้มั่น แล้วเอาหลักเหล็กสอดลงในวงเหล็กแย่งขึงตรึงลงไว้กับแผ่นดินอย่าให้ไหวตัวได้ แล้วเอาเพลิงลนให้รอบตัวกว่าจะตาย
9 เอาเบ็ดใหญ่มีคมสองข้างเกี่ยวทั่วกายเพิกหนังเนื้อแลเอ็นน้อยเอ็นใหญ่ ให้หลุดขาดออกมากว่าจะตาย
10 ให้เอามีดที่คมเชือดเนื้อให้ตกออกมาจากกาย แต่ทีละตำลึงกว่าจะสิ้นมังสะ
11 ให้แล่สับฟันทั่วกาย แล้วเอาแปรงหวีชุบน้ำแสบกรีดครูดขุดเซาะหนังและเนื้อและเอนน้อยเอ็นใหญ่ ให้ลอกออกมาให้สิ้นให้อยู่แต่ร่างกระดูก
12 ให้นอนลงโดยข้างๆ หนึ่งแล้ว ให้เอาหลาวเหล็กตอกลงไปโดยช่องหูให้แน่นกับแผ่นดิน แล้วจับเท้าทั้งสองหันเวียนไปดังบุคคลทำบังเวียน
13 ทำมิให้เนื้อพังหนังขาด เอาลูกศีลาบดทุบกระดูกให้แหลกย่อยแล้วรวบผมเข้าทั้งสิ้น ยกขึ้นหย่อนลงกระทำให้เนื้อเป็นกองเป็นลอม แล้วพับห่อเนื้อหนังกับทั้งกระดูกนั้นทอดวางไว้ ทำดั่งตั่งอันทำด้วยฟางซึ่งวางไว้เช็ดเท้า
14 เคี่ยวน้ำมันให้เดือดพลุ่งพล่าน แล้วรดสาดลงมาแต่ศรีษะกว่าจะตาย
15 ให้กักขังสุนัขร้ายทั้งหลายไว้ ให้อดอาหารหลายวันให้เต็มอยาก แล้วปล่อยออกให้กัดทิ้งเนื้อหนังกินให้เหลือแต่ร่างกระดูกเปล่า
16 ให้เอาขวานผ่าอกทั้งเป็นแหกออกดั่งโครงเนื้อ
17 ให้แทงด้วยหอกทีละน้อยๆ กว่าจะตาย
18 ให้ขุดหลุมฝังเพียงเอวแล้วเอาฟางปกลงคลอกด้วยเพลิง พอหนังไหม้แล้วไถด้วยไถเหล็กให้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่เปนริ้วน้อยริ้วใหญ่
19 ให้เชือดเนื้อล่ำออกทอดด้วยน้ำมันเหมือนทอดขนมให้กินเนื้อตนเอง
20 ให้ตีด้วยไม้ตะบอง เป็นต้น
21 ให้ทวนด้วยไม้หวายทั้งหนาม แลโทษทังนี้ควรด้วยสถานใดให้เอาแต่สถานหนึ่ง
การที่ใครจะถูกลงโทษหนักอย่างนี้ กฎหมายอธิบายว่า “มันจำพวกนี้เปนผู้ร้ายยิ่งโจร” กล่าวคือ
1 ใจทะนงองอาจมักใหญ่ไฝ่สูงเกินศักดิ์ คิดกระบถประทศร้ายต่อสมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัว จะปลงพระองค์ลงจากเศวตรฉัตร
2 โจรคุมพรรคพวกถือสรรพศาสตราวุธเข้าปล้นตีเมืองเผาจวนก็ดี ปล้นตีพระนครเผาพระราชนิเวศมณเทียรสถานวังคลังฉางก็ดี ปล้นตีอาวาศเผาพระอุโบสถแลสังฆาราม จับพระสงฆ์สามเณรแลคฤหัสถ์ชาวบ้าน มัดผูกฟันแทงลนด้วยคบเพลิงปิ้งย่างเอาแหลนหลาวเสียบร้อยกระทำกรรมสาหัส เร่งรัดเอาทรัพยสิ่งของโดยทารุณทาระกำหยาบช้า ฆ่าพระสงฆ์สามเณร และคฤหัสถ์ชาวบ้านแลเจ้าทรัพย์ด้วยประการใดก็ดี
3 ใจฉกรรจ์ ฆ่าบิดามารดา คณาญาติครูอุปัชฌาจารย์ตายก็ดี
4 ใจเปนมิจฉาทิษฐิ เอาองค์พระพุทธรูปพระสธรรมมาทุบตีเหยียบย่ำ ทำทุราจารการลามก ประการใดก็ดี
5 ลักทารกไปมิได้กล้วแก่บาปหยาบช้าสาหัส ตัดมือตัดเท้า ตัดคอทารก ถอดเอากำไลและเครื่องประดับก็ดี
โทษที่ยกมาจาก พระไอยการกระบดศึก ข้างต้น 5 ประการ เป็นมหันตโทษ เพราะเป็นภัยต่อบ้านเมือง (ข้อ 1 และ 2) เป็นภัยจากแง่มุมทางวัฒนธรรม (ข้อ 3) เป็นภัยเพราะเหยียบย่ำศาสนาพุทธ (ข้อ 4) และไร้มนุษยธรรม (ข้อ 5)
นอกจากการกระทำผิดอุกฉรรจ์ 5 ประการที่นำไปสู่กรรมกรณ์ 21 ประการแรก แล้วยังมีโทษกรรมกรณ์อีก 11 ประการซึ่งรุนแรงน้อยกว่า สำหรับลงทัณฑ์ผู้กระทำผิดในกรณีดังนี้
1 ล่วงพระราชอาชญา พระราชบัญญัติ แลพระราชกำหนด บทพระไอยการ กฎหมายประการใดก็ดี
2. เป็นโจรปล้นบ้านเรือนสะกดสะดม ย่องเบาตีชิงล้วงลัก สรรพโจรลักฉกทรัพย์สิ่งของประการใดๆ ก็ดี
สำหรับโทษกรรมกร 11 สถาน ได้แก่
1 ให้ทวนด้วยหวาย
2 ให้ตัดนิ้ว
3 ให้ตัดเท้าทั้งสองข้าง
4 ให้ตัดมือสองข้างตัดเท้าสองข้าง
5 ให้ตัดหูทั้งสองข้าง
6 ให้ตัดจมูกเสีย
7 ให้ตัดหูทั้งสองข้างตัดจมูกเสีย
8 ให้ตัดปากแหวะปากเสีย
9 ให้เสียบเป็น
10 ให้ตัดศีรษะเสีย
11 ให้จำห้าประการใส่คุกไว้
มาตรการในการลงโทษของไทยสมัยก่อนเป็นการลงโทษทางกาย มีความรุนแรงหลายระดับตั้งแต่เบาไปถึงหนัก ดูเหมือนว่า การกำหนดโทษไว้อย่างนี้เพื่อปรามให้คนทำผิด คนเราไม่ว่าสมัยใดถ้าไม่ใจบาปหยาบช้ากระทำความผิด อยู่อย่างไรก็มีความสุขได้
คำว่า สะดม มาจากภาษาเขมรว่า สดม แปลว่า ขโมยที่วางยาให้เจ้าเรือนหลับแล้วจึงเข้าลักทรัพย์