วันนั้นครูตุ๊กซื้อเพราะว่าสงสารเด็กฝนก็ตก มืดก็มืด อยากให้เขาหมดเร็วๆจะได้กลับบ้านและไม่เป็นหวัด

วันนี้ตอนเย็นบริเวณลานจอดรถในตลาด  ขณะที่ครูตุ๊กกำลังเดินไปซื้ของ ก็เห็นผู้หญิงอายุประมาณ 40 ต้นๆ หรืออาจ 30 ปลายๆ กับเด็กผู้หญิงประมาณอนุบาล และเด็กผู้ชายประมาณ ป.2-3 เดาเอาว่าน่าจะเป็นแม่ลูกกัน  กำลังพูดคุยกันด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ได้ยินแว่วๆว่า ถามป้าเขาดูสิ ครูตุ๊กได้แต่อมยิ้มแล้วเดินผ่านไป 

  เมื่อเดินกลับมาก็ยังพบทั้งสามคนนี้อยู่ที่เดิม  และคำพูดที่ว่า ถามป้าเขาดูสิ พร้อมกับมองมาทางครูตุ๊ก เราก็หันหน้าหันหลังไม่เห็นมีใครตรงนั้น ก็เดาได้เองว่าป้าที่พูดถึงก็ชั้นเองน่ะสิ แต่ด้วยวิญญาณครูคิดว่าเขาคงมีปัญหาอะไรที่คุณแม่ไม่สามารถจะตอบได้ก็เลยหยุดยิ้มให้ประมาณว่าถามมาสิ(แต่อย่าถามยากนะกลัวแพ้ ป.4  เกี่ยวกันไหมนี่) 

คุณแม่ของเด็กก็พุดว่า ถามป้าเขาดูสิ (อีกแล้ว) เด็กผู้ชายจึงชูของในมือแล้วพูดว่า ซื้อข้าวโพดย่างไหมครับ โอ้โฮ! ครูตุ๊กถึงบางอ้อเลย เพราะเคยเจอเด็กคนนี้มาแล้วในค่ำคืนวันหนึ่งขณะที่ฝนตก มีเด็กผู้ชายมาเคาะกระจกรถแล้วถามว่า ซื้อข้าวโพดย่างไหมครับ แต่วันนั้นครูตุ๊กซื้อเพราะว่าสงสารเด็กฝนก็ตก มืดก็มืด อยากให้เขาหมดเร็วๆจะได้กลับบ้านและไม่เป็นหวัด 

แต่ครั้งนี้ไม่ซื้อเพราะรู้สึกไม่ชอบผู้หญิงที่พูดว่า ถามป้าเขาดูสิ  มีอย่างที่ไหนมาเรียกเราป้า  ครูตุ๊กดูแล้วคงอ่อนกว่าผู้หญิงคนนั้นหลายปี (เชอะมาเรียกเราซะแก่เลย) ล้อเล่นค่ะ......

จริงๆที่ไม่ซื้อเพราะรู้สึกว่าผู้หญิงคนนั้นหากินกับความน่าสงสารที่คนพบเห็นมีต่อลูกของเธอ ดูท่าทางแล้วไม่ใช่คนจน แต่น่าจะเป็นแม่ค้าที่อยู่ในตลาดนั่นแหละที่ขายของไม่หมด แล้วเวลาเย็นคงให้ลูกนำมาขาย เราเพราะข้าวโพดที่ซื้อไปคราวนั้นเย็นชืด และแข็งมาก  ถ้าเป็นการย่างใหม่ๆร้อนๆแล้วให้ลูกมาช่วยเดินขายหลังเลิกเรียนครูตุ๊กจะรู้สึกดีมากกว่านี้เพราะช่วยกันทำมาหากิน แต่นี่มีความรู้สึกว่าเธอเอาเปรียบลูกโดยเฉพาะเมื่อนึกถึงค่ำคืนนั้น 

 ในฐานะของคนเป็นครูรู้สึกรับไม่ได้  หรือว่าครูตุ๊กอคติมากเกินไป  หรือเราใจร้ายเกินไปหรือเปล่า.................