บันทึกในความทรงจำที่ครั้งหนึ่ง เกือบเสีย.......
วันหนึ่งดิฉันได้ยินเสียงโทรศัพท์จากสามีว่า ตอนนี้นอนอยู่ในห้องICUรู้สึกเป็นลมหน้ามืด ให้มาหาด่วน และไม่ต้องบอกแม่(หมายถึงแม่ดิฉันเดียวเค้าจะตกใจ) ช่วงเวลานั้นเป็นเวลา 2 ทุ่ม ดิฉันอยู่ที่ห้างสรรพสินค้ากำลังซื้ออาหารเพื่อนำไปทานที่บ้าน แต่ต้องรีบวางของที่เลือกแล้ว รีบขับรถไปที่โรงพยาบาล
พอถึงรพ.ได้วิ่งเข้าไปในห้องICU พบสามีนอนอยู่บนเตียง พูดพอรู้เรื่อง แต่ซักพักอาการเริ่มไม่ดี เริ่มหลับแต่พอปลุกตื่น ซีกซ้ายของร่างการเริ่มไม่มีแรงแขนขาขยับไม่ได้ มีแพทย์เวรมาอธิบายว่าต้องเอ๊กซเรย์สมองเพื่อดูความผิดปกติ ดิฉันได้อยู่ตลอดเวลาขณะไปทำCTอาการเริ่มไม่ดีต้องให้ออกซิเจน และหลับตลอด มีเหงื่อออกมาก ซึ่งดิฉันเป็นวิสัญญีพยาบาลก็พอจะรู้ว่านี่เป็นอาการที่ไม่ดีอาจถึงตายได้
พอรู้ผลที่ตรวจพบว่ามีเลือดออกในสมองด้านขวาขนาดประมาณ 4ซม. ศัลยแพทย์ทางระบบประสาทบอกว่าก้อนไม่ใหญ่มาก แต่ยังไม่แน่ต้องเอ๊กซเรย์อีกตอนเที่ยงคืน ดิฉันต้องนั่งรอคอยเวลาที่ต้องเอ๊กซเรย์อีกประมาณ 4 ชั่วโมงเพื่อดูว่าไม่มีเลือดออกเพิ่มอีก ลูกๆก็โทรตามว่าทำไมพ่อกับแม่ไม่กลับบ้าน ได้บอกลูกไปว่าพ่อไม่สบายต้องนอนรพ. 1 คืน ขณะนั้นรู้สึกว่าตกใจมากแต่ก็ตั้งสติได้ว่าเราต้องเป็นคนนำครอบครัวต่อจากเค้าให้ได้ ต้องทำได้ อะไรจะเกิด ก็เกิดพอตอนเที่ยงคืนได้ตรวจอีกครั้งพบว่าก้อนเลือดไม่ใหญ่ขึ้น แต่คงต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูประมาณ3,6เดือน หรือ1ปีกว่าจะกลับมาปกติ
จากนั้นผู้อำนวยการรพ.แนะนำให้ดิฉันกลับบ้าน จะหาพยาบาลดูแลให้ ช่วงเวลานั้นก็เดินตรงไปที่สามีแล้วเรียกดังว่า "พ่อแม่จะกลับบ้านแล้วนะ รักพ่อนะ" เป็นครั้งแรกที่ได้บอกคำนี้ ตอนดีๆ ไม่คิดจะบอก สามีรู้สึกตัวแล้วพยักหน้าตอบ แล้วหลับต่อ ดิฉันกลับบ้านมาตอนนั้นลูกหลับแล้ว มานั่งดูรูปที่ถ่ายคู่กัน แล้วพูดกับตัวเองว่า "ถ้าพิการ(ไม่สามารถเดินได้)ก็จะดูแล ถ้าตายถือว่าโชคร้าย ถ้ากลับมาปกติเหมือนเดิมก็เป็นโชคดีของครอบครัวเรา แล้วขึ้นไปสวดมนต์ ทำสมาธิ (ซึ่งทำประจำอยู่แล้ว)
การทำสมาธิที่อ่านเพิ่มเติมได้จากอาจารย์สุณี แล้วจึงเข้านอนหลับสนิท พอตอนเช้าได้บอกความจริงกับลูกๆ ลูกๆร้องให้ แต่ก็พาไปส่งโรงเรียน สัญญาว่าตอนเย็นจะพาไปเยี่ยมพ่อ เสร็จจากส่งลูกก็ไปเยี่ยมสามีที่รพ.
พอไปถึงห้องICU ได้เห็นภาพทีเรียกพลังใจของดิฉันกลับมา สามีสามารถขยับแขนขาได้เกือบปกติ รู้สึกตัวดีพูดคุยรู้เรื่องแต่ยังอยากจะหลับอยู่ ตอนนั้นใจชื้นขึ้น พอวันที่ 2 สามีดิฉันสามารถเดินได้โดยไม่ต้องมีคนพยุง มีแพทย์มาเยี่ยมเช้านั้นประมาณ10คน แล้วทุกคนพูดว่า "หมอ...โชคดีจริงๆ" นอนICU 7 วันจึงกลับบ้าน (จริงแล้วจะออกจากICUตั้งแต่วันที่2) แต่กลัวมีคนเยี่ยมมากแล้วไม่ได้พักผ่อน จากนั้นกลับไปพักผ่อนที่บ้านประมาณ 1 เดือน
ที่เล่ามาประเด็นก็คือ เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะอยู่รพ. ถ้าขับรถกลับบ้านคงไปชนกลางทาง ถ้าอยู่บ้านอาจจะพาไปรพ.ช้า หรือได้รับการรักษาช้า แต่เนื่องจากสามีของดิฉันเป็นอายุรแพทย์อยู่ประจำรพ.ที่เกิดเหตุการณ์ ขณะที่มีอาการเลือดออกในสมองอยู่ทีห้องICU เนื่องจากได้ดูแลผู้ป่วยวิกฤตที่ICUเสร็จพอดี แล้วเดินไปล้างมือจะกลับบ้าน พอหยิบผ้าเช็ดมือปรากฏว่าแขนซ้ายไม่มีแรง ผ้าร่วงลงพื้น เดินเซ พยาบาลถามว่าหมอเป็นอะไร จึงเดินมาที่นั่งแล้ววัดความดันโลหิต ผลการวัดค่อนข้างสูง ประมาณ220/120 mmHg พยาบาลพาไปนอนที่เตียงและตามแพทย์เวรมา
ซึ่งสามีก็โทรบอกดิฉัน ซึ่งตอนบอกว่าตอนเริ่มมีอาการวืดๆ เหมือนอยากหลับ พูดเล่นๆกับดิฉันว่านึกว่าตายไปแล้ว คำถามตามมาหลังจากการหาย ว่าเคยรู้ตัวไหมว่าเป็นความดันโลหิตสูง! ตอบได้เลยว่าเคยวัดเมื่อ 6 เดือนที่แล้วไม่มี ตอนนี้อายุประมาณ 43ปี ออกกำลังกายทุกเย็นวันละ 1 ชั่วโมง(วิ่งบนลู่วิ่ง) พฤติกรรมการรับประทานอาหารดี พักผ่อนดี แต่ทางครอบครัว พ่อ-แม่เป็นความดันโลหิตสูงหมด อาการแรกเริ่มบ่นมีอาการปวดศรีษะมาประมาณ 1 เดือนเป็นๆ หายๆ ดิฉันยังเคยผลัดกันนวดต้นคอเลย นึกว่าเป็นพวกกล้ามเนื้ออักเสบเหมือนดิฉัน
เรื่องนี้สอนให้ดิฉันรู้ว่าไม่มีอะไรแน่นอนแม้แต่คนที่เป็นหมอที่คอยรักษาคนอื่นยังไม่เว้น ตอนนี้หมอทุกคนที่ทำงานที่ได้ข่าวนี้จะวัดความดันโลหิตก่อนทำงาน และหลังทำงาน ส่วนที่บ้านดิฉันลงทุนซื้อเครื่องวัดไว้ที่บ้านเลย เดินทางก็ติดไปกับรถ เพื่อความปลอดภัย
ท่านละเช็คความดันโลหิตกันบ้างหรือยัง อย่ามัวแต่ทำงานหนักกันนะค่ะ เวลาซื้อคืนไม่ได้ แต่ประสบการณ์ความรู้แบ่งปันกันได้ เช็คสุขภาพกันบ้างนะค่ะ ภัยเงียบนี้น่ากลัว หวังว่าคงได้ประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์เฉียดเส้น(ยาแดง)ชีวิตไม่มาก็น้อย
ที่สำคัญตอนที่หมอนอนป่วยที่รพ.มีคนไข้ที่คุณหมอเคยรักษามาเยี่ยม ส่วนมากจะเป็นผู้สูงอายุ จะพูดว่า"คุณหมออย่าเพิ่งตายนะค่ะ อยู่รักษาดิฉันก่อน ให้ดิฉันตายก่อน"ฟังแล้วรู้สึกอึ้ง
ตอนนี้คุณหมอกลับไปรักษาคนไข้ได้ปกติแล้วค่ะ แต่ต้องกินยาความดันไปตลอด โรคนี้ไม่หายค่ะ ถ้าใครไม่อยากเป็นโรคนี้ ต้องเริ่มดูแลสุภาพกันหน่อยนะค่ะ
สวัสดีครับ.... ก่อนอื่นเลยในฐานะที่ผมรู้จักทั้งพี่แดงและพี่แอนท์ ผมขอแสดงความยินดีที่พี่แอนท์กลับมามีสุขภาพแข็งแรงดี(เกือบ)เหมือนเดิม หลังจากที่ผมได้ทราบข่าว แรกแรกผมก็รู้สึกใจหาย แต่ในใจก็คิดว่าทุกอย่างน่าจะค่อยๆดีขึ้น จนสุดท้ายผมก็ได้รับข่าวดีจากพี่แดงว่า พี่แอนท์สามารถกลับมาพักที่บ้านได้แล้วและปัจจุบันก็สามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติแล้ว....ดีใจด้วยจริงๆครับ :o)
ขอให้พี่แดงและพี่แอนท์มีความสุขมากๆ และสุขภาพร่างกายแข็งแรง
วันหลังจะมาโพสต์ต่อนะครับ ขออนุญาติไปเรียนก่อนครับ
อ้อ!! ลืมไป ขอแสดงความยินดีกับ Block จานแดงด้วยครับ
ขอขอบคุณมากๆที่ให้กำลังใจค่ะ Dr.Thun (D_man)
อ่านเพื่อเตือนความทรงจำ...ที่เตือนใจตลอด
จานแดง