ทีดีอาร์ไอมองว่า จากนี้ไป ประเทศไทยมีสามทางเลือกใหญ่ในการกำหนดนโยบายประเทศ เสรีนิยม ประชานิยม หรือ รัฐสวัสดิการ (ดูเรื่อง ช่องว่างตอนที่ (1)) คำถามที่ทีดีอาร์ไอตั้งไว้คือ แนวทางเหล่านี้แก้ปัญหาความยากจนได้จริงหรือ (ใช้ “ความยากจน” เป็นแกนในการดำเนินเรื่อง)
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ภายใต้แนวทางใหญ่ๆ ทีดีอาร์ไอได้เลือกศึกษาประเด็นที่เป็นรูปธรรม 4 เรื่องที่สังคมให้ความสนใจ หรือนักการเมืองหยิบยกขึ้นมาเป็นนโยบาย คือ เรื่องสินเชื่อ การศึกษา รัฐสวัสดิการ และโลกาภิวัตน์ โดยตั้งคำถามว่าเรื่องต่างๆเหล่านี้ แก้ปัญหาความยากจนได้จริงหรือไม่ ทีดีอาร์ไอจัดห้องย่อย 4 ห้อง สำหรับการพูดคุยในแต่ละเรื่อง โดยแต่ละห้องมีนักวิชาการทำการบ้าน คือ ศึกษารายละเอียดมาก่อนแล้วนำเสนอในที่ประชุมก่อนการพูดคุย มีเวลาสำหรับฟังและพูดในกลุ่มย่อยนานพอสมควร </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ก่อนการแยกพูดคุยกลุ่มย่อย อาจารย์อัมมาร สยามวาลา กับ ดร.สมชัย จิตสุชน ก็ให้ภาพ อรรถาธิบายข้อเท็จจริงในหัวใจของเรื่อง คือ “ความยากจน” เสียก่อน</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ถือว่า งานนี้ทีดีอาร์ไอวางโครงเรื่อง และจัดเวลาสำหรับแต่ละส่วนได้ดีทีเดียว แต่ไม่มีการกลับมาสรุปในที่ประชุมใหญ่เหมือนทุกครั้ง เพราะคงคิดว่าไม่จำเป็น (ผู้ฟังสรุปได้เอง) และจะไปตัดทอนเวลากลุ่มย่อยเสียเปล่าๆ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">แต่ไม่แน่ใจว่า ผู้เข้าร่วมสัมมนาเข้าใจ Theme เรื่องในภาพรวม และลำดับฉากของเรื่องหรือไม่ว่าทีดีอาร์ไอกำลังทำอะไร เพราะเมื่อ ดร.สมชัยเริ่มต้นด้วยการฉายภาพ “ความยากจน” (เราเปรียบว่าเป็นการปูพื้นสำหรับฉากต่อๆไป) ก็เริ่มเกิดประเด็นว่า “ส่วนใหญ่ก็รู้ๆอยู่” แม้จะมีข้อค้นพบน่าสนใจเกี่ยวกับลักษณะของความยากจน </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p> นี่เองเป็นช่องว่างประการแรก ระหว่าง เจตนาของผู้จัด กับความคาดหวังของผู้เข้าร่วม บอกก่อนว่า งานนี้ผู้เข้าร่วมหลากหลายอย่างเคย ทั้งนักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้ปฏิบัติหลากหลายหน่วยงาน และตัวแทนชุมชนซึ่งแก้ปัญหาความยากจนไปได้บางระดับแล้ว รวมประมาณ 500 คน ด้วยพื้นหลังต่างกัน หน้างานต่างกัน ประสบการณ์ต่างกัน ความคาดหวัง สิ่งที่อยากฟัง คงจะกระจัดกระจาย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">และ “รัฐสวัสดิการ” ที่อาจารย์อัมมารพูดถึง ก็ไม่ถึงกับชัดเจนนัก และดูจะไม่ตรงกับความหมายในมุมมองของนักสังคมสงเคราะห์ เป็นช่องว่างประการที่สองของนิยามศัพท์ระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ครั้งหน้าจะพูดถึงงานของอาจารย์อัมมารกับดร.สมชัยค่ะ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">(ยังมีต่อ)</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>
ไม่ใช่การเขียนเล่าธรรมดา แต่เป็นผู้สันทัดวิจารณ์วรรณกรรมที่ให้ภาพรวมของเรื่องก่อนที่จะลงสู่เนื้อหา
น่าติดตามมากครับ