-ต่อจาก ๒-
ขับรถไม่ถึงสิบนาทีเราก็มาถึงจุดนัดหมาย อาคารรวม Natusmachi ซึ่งเป็นอาคารเดียวกับที่เมื่อคืนพวกเราได้พบปะกับเจ้าบ้านและได้รับประทาน โดยบ้านเรามาถึงเป็นบ้านแรก
ร่องรอยของเมื่อคืนที่ยังอยู่นั่นก็คือยังมีถ้วยชามที่ยังล้างไม่เสร็จจากเมื่อคืนนี้เหลืออยู่ประมาณเต็มสองสามถาดใหญ่ เวลายังเหลืออยู่
ว่าแล้วพวกเราในฐานะอาคันตุกะจึงอาสาบรรดาพวกแม่ใหญ่ว่าเราจะล้างให้เอง ส่วนพวกท่านจะได้ไปเตรียมงานส่วนอื่น ๆ ได้ การทำงานจะได้มีประสิทธิผลเพิ่มขึ้น
แล้วเราก็ล้างจานกัน...
ล้างจานเพื่อล้างจาน
มือหนึ่งประคองจาน
มือหนึ่งล้างขัดถู
กระแสน้ำใสที่ไหลรินจากก๊อกน้ำกลางป่าเขา
ร่วมมือกับสองมือที่ประสาน
ชำระล้างจาน
ชำระล้างใจ
เช่นนี้ไปเรื่อย ๆ
ไม่นานนักจานที่เราล้างก็เสร็จเรียบร้อยด้วยดี...
บ้านที่เหลือก็ทยอยมาเรื่อย ๆ จนครบเราแบ่งกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมนี้เป็นสี่กลุ่มตามความสนใจ และความ(อยาก)ถนัดของพวกเราแต่ละคนเพื่อทำอาหารกลางวัน
กิจกรรมที่เราทำกันในวันนี้ก็คือการทำอาหารพื้นบ้านแบบง่าย ๆ ของที่นี่ครับ โดยกลุ่มต่าง ๆ ทำกันดังนี้
กลุ่มที่ ๑ หุงข้าวแบบญี่ปุ่นสมัยก่อน คือหุงด้วยเตาถ่าน
กลุ่มที่ ๒ ทำซุปดังโกะ เป็นซุปข้นแบบญี่ปุ่นที่ใส่แป้ง และผักต่าง ๆ
กลุ่มที่ ๓ ทำไก่ทอดสูตรของหมู่บ้าน
กลุ่มที่ ๔ ทำเค้กมันเทศ
กลุ่มที่ผมร่วมทำด้วยคือกลุ่มหุงข้าวด้วยเตาถ่าน โดยมีแม่ใหญ่จากอีกบ้านเป็นผู้ดูแล
วิธีการหุงข้าวของที่นี่เป็นวิธีหุงข้าวด้วยเตาฟืนแบบไม่เช็ดน้ำ
เริ่มต้นก็ตวงข้าวน้ำด้วยอัตราส่วนที่เหมาะสมกับข้าวที่นำมาหุง ซาวข้าวแป๊บเดียวเพราะข้าวที่เตรียมมาค่อนข้างสะอาดมาก
จากนั้นก็แช่ข้าวกับน้ำสักครู่ให้ข้าวอมน้ำไปบางส่วนเพื่อประโยชน์ในการหุงต้ม
ระหว่างนั้นก็เตรียมฟืน โดยฟืนที่ใช้มีสามจำพวกก็คือ
หนึ่งฟืนเป็นชนวนเพื่อจุดเตาซึ่งในครั้งนี้เราใช้เศษกระดาษ
สองคือฟืนที่ลุกไหม้ไวแต่ให้ความร้อนไม่มากซึ่งในครั้งนี้เราใช้ไม้ไผ่
และสามเป็นฟืนหลักคือฟืนที่ลุกไหม้ช้าหน่อยแต่ให้ความร้อนมากซึ่งในครั้งนี้เราก็ใช้ไม้สน
ฟืนเขาเตรียมเป็นนั้นเป็นท่อน ๆ เล็ก ๆ ถ้าผ่าเป็นก็สักสองสามทีก็เรียบร้อยแล้ว ก็เลยมีกิจกรรมนิด ๆ หน่อย ๆ มาดูใจเรานิ่งเพียงใด ซึ่งก็ดังคาดผ่าเป๋ไปเป๋มาไม่เป็นท่า จากผ่าไม่เกินสามครั้งก็ผ่าตามอีกมากมาย จะมีผ่านก็ท่านอาจารย์ไร้กรอบนี่แหละที่ใช้ขวานแบบญี่ปุ่นทำท่าซามูไร อะโชะ อะโชะ อะโชะ ไปสามทีได้ ส่วนพวกเราที่เหลือเห็นทีว่าง ๆ ต้องมีโอกาสไปหัดผ่าฟืนกันใหม่ ใจไม่นิ่งพอ
เมื่อข้าวแช่ได้ที่ ฟืนพร้อมใช้เราก็ทำการจุดเตาโดยใช้ชนวนกระดาษกับฟืนไม้ไผ่ก่อน เมื่อไม้ไผ่ติดไฟได้ที่ก็ทำการเติมฟืนไม้สนลงไปในจำนวนพอเหมาะไม่ให้ร้อนมากเกินไปซึ่งตรงนี้เป็นความสามารถเฉพาะบุคคลที่คุ้นชินกับการหุงข้าวจะรู้ว่าควรใส่ไปกี่ท่อนกำลังดี
ระหว่างหุงก็แอบมาเปิดดูข้าวสักพักว่าได้ที่แล้วหรือยัง พอต้มไปสักพักจวนจะได้ที่เราก็ทยอยถอนฟืนสนออกเป็นระยะ ๆ เพื่อไม่ให้ความร้อนด้านล่างมากเกินไปจนข้าวก้อนหม้อไหม้เสียหมด จนกระทั่งถอนฟืนออกหมด ก็ยกเอาหม้อข้าวลงมา เปิดฝาปาดขอบข้าวออกมาขอบหม้อเล็กน้อยแล้วก็รีบปิดฝา ให้ความร้อนที่เหลือในหม้อทำการทำให้ข้าวทั้งหม้อสุกกำลังดี สักครู่เราก็เปิดฝา ข้าวที่สุกได้ที่ก็จะขยายตัวมากพอดีที่จะกลับไปติดที่ขอบหม้ออีกที
ผลปรากฏโดยรวมว่าข้าวที่เราหุงสุกทานได้พอดี ๆ มีไหม้สีน้ำตาลอ่อนถึงดำติดก้นหม้อนิดหน่อย ซึ่งแม่ใหญ่ที่ดูแลการหุงชอบมาก บอกว่านาน ๆ จะได้กินข้าวหอม ๆ กรอบ ๆ ติดก้อนหม้อบ้างเพราะเดี๋ยวนี้ปกติก็กินข้าวจากหม้อหุงข้าวไฟฟ้า เลยเอาเกลือป่นมาปั้นข้าวติดก้นหม้อเป็นก้อนกลม ๆ เพื่อเก็บไปกินเล่นกันต่อ ไม่เหลือทิ้งข้าวแม้แต่เมล็ดเดียว แล้วก็ชวนกันชิมข้าวไหม้กันอย่างสนุกสนาน
ผมคิดว่าความคิดของเขาสมกับเป็นบ้านเกษตรกรที่ดี โดยเก็บรักษาคุณค่าของข้าวที่ธรรมชาติ และพวกตนประคบประหงมกันมา เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวก็นำไปใช้ก็ต้องทำอย่างคุ้มค่าอย่างที่สุด ด้วยความรักและเคารพบริโภคอย่างพอเพียงและมีความสุข ข้าวสีได้ควรจะสีให้สะอาดจะไม่ต้องล้างมากให้เสียเวลาและคุณค่าทางอาหารของข้าว จะหุงข้าวก็ควรกะปริมาณข้าวให้พอเหมาะกับจำนวนผู้คนที่รับประทาน เวลาหุงก็หุงด้วยความเข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่างข้าว น้ำ ลม และความร้อนเพื่อให้ได้ข้าวสุกกำลังดีไม่ต้องเทน้ำข้าวทิ้ง และมีความสุขกับผลิตภัณฑ์ที่ได้เพราะนั่นคือผลงานที่ร่วมกันรังสรรค์ระหว่างธรรมชาติและมนุษย์
จากนั้นเราก็คดข้าวที่ได้มาทำการปั้นข้าวกันต่อ
อ.แป๋วเล่าเกร็ดให้ฟังว่าข้าวปั้นนั้นเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างหนึ่งของญี่ปุ่นเพื่อสะดวกในการพกพาข้าวไปทานได้ง่าย ๆ
คนญี่ปุ่นเวลาเดินทางไปไหนมาไหนในชีวิตประจำวันจะมีอาหารพกพาสะดวก ๆ และกระติกน้ำติดตัวไปด้วยเสมอ เนื่องจากว่าเขาได้เรียนรู้ว่าธรรมชาติที่เขาอยู่นั้นมีความไม่แน่นอน ถ้าประสบอุบัติภัยทางธรรมชาติอย่างไม่คาดฝันอาทิเช่น แผ่นดินไหว น้ำและอาหารที่เขาพกติดนี้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อเขาที่จะดำรงชีวิตต่อไป
การปั้นข้าวสมัยนี้ทำได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องกลัวว่าจะมีข้าวมาติดมือ โดยเอาพลาสติกที่สำหรับห่อไมโครเวฟ ตัดมาขนาดพอประมาณมาแผ่ไว้ที่มือ จากนั้นเราก็ตักข้าวลงไปตรงกลางมือ ห่อข้าวทั้งหมดด้วยพลาสติกแผ่ไว้ แล้วก็ทำการห่อโดยออกแรงกดกำลังดีจากสองมือ โดยมือที่ถือข้าวอยู่ออกแรงกดด้านข้างให้แบนขึ้น และมืออีกข้างหนึ่งทำจั่วสามเหลี่ยมออกแรงกดจากด้านบน ค่อยๆ ทำ และหมุนข้าวที่ปั้นได้ให้ออกมาเท่า ๆ กัน ก็เป็นอันเสร็จ
ก็เลยถือโอกาสปั้นข้าวนี้เป็นการแก้ตัวจากตอนผ่าฟืน ให้มือกับใจผสานกันให้พอดีในการปั้นข้าวนี้ ในการปั้นข้าวถ้าเราทำเกินพอดีอย่างเช่นกลัวความร้อนจากข้าวที่ได้ ตักข้าวเยอะ ๆ มาปั้นจะได้เสร็จไว ๆ รีบ ๆ ออกแรงปั้นข้าว ข้าวที่เราปั้นได้ก็จะร่วนเกินไป แน่นเกินไป หรือรูปร่างไม่สวยโดยไม่เป็นสามเหลี่ยมด้านเท่าที่ปลายกลมมน เป็นก้อนข้าวรูปร่างแปลก ๆ แทน
ต้องตักข้าวพอดี ๆ กับมือที่จะปั้น ไม่ต้องกลัวกับความร้อนของข้าวที่จะปั้นมากเกินไป ให้มือทั้งสองออกแรงประสานกันด้วยความรู้สึกดี ๆ ว่าจะปั้นข้าวดี ๆ ให้พวกเราได้ทานกัน ข้าวอร่อย ๆ ที่ปั้นได้ไม่ร่วนไม่แน่นเกินไปในทรงสามเหลี่ยมด้านเท่าที่ปลายกลมมนสวย
สังเกตได้ว่าคนญี่ปุ่นสอดแทรกการสอนให้คนของเขาให้รู้จักทำอะไรให้ด้วยความพอดี และการกระทำจากใจที่ปรารถนาดีอยู่ในทุกกิจกรรมในชีวิตของเขา อย่างเช่นปั้นข้าวเพื่อห่อไปทานในชีวิตประจำวัน ถ้าปั้นไม่พอดีและไม่มีใจที่ปรารถนาดี ข้าวที่ปั้นเป็นสามเหลี่ยมง่าย ๆ ก็ร่วนเกินไป แน่นเกินไป ไม่สวย ไม่อร่อย
เมื่อปั้นข้าวเสร็จเรียบร้อยดีแล้ว ก็กลับไปอาสาช่วยเจ้าหน้าที่เขาล้างส่วนที่แข็ง ๆ ติดหม้อก่อน จากนั้นก็แวะไปดูกลุ่มว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยได้ผลดีทีเดียว อย่างกลุ่มทำซุปดังโกะก็ได้ซุปแบบญี่ปุ่นน่ากินทีเดียว เผอิญมีผักเหลือก็ไม่ได้ทิ้ง คุณแม่บ้านชาวไทยนำโดยอ.พรรณี หรือท่านหลินฮุ่ยก็นำผักที่เหลือผัดในสูตรแบบไทยแลกเปลี่ยนให้ทีมงานชาวหมู่บ้าน Natsumachi ทานเช่นเดียวกัน กลุ่มไก่ทอดก็ทอดออกมาได้สวยจนพวกเราแอบแซวว่าเตรียมไปแข่งกับ KFC ได้ เพราะได้ไก่ทอดกรอบนอกนุ่มในรสชาติดีมาทานกัน ส่วนเค้กมันเทศที่กลุ่มแม่บ้านสมองไวอีกกลุ่มก็ทำออกมาดูดีหอมนุ่มน่ารับประทานมาก
เราช่วยกันจัดโต๊ะเพื่อทานผลงานที่ได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดด้วยความปรารถนาดี ความรู้สึกดีต่อผู้ที่จะได้รับประทาน และสิ่งที่ได้ทำ อย่างเอร็ดอร่อย
ทานเรียบร้อยบัสซังก็มารับพวกเราไปทัศนศึกษาในช่วงบ่ายกันต่อ <p> </p>
เป็นมื้อเที่ยงที่อร่อยอีกมื้อหนึ่งที่ Oita ค่ะ
บางทีความอร่อยมันไม่ได้มาแค่รสหวาน ขม เปรี้ยว เค็ม เผ็ดที่เราได้รับเลยนะครับ... มันมีองค์ประกอบอื่นมากกว่านั้น....
กิจกรรมนี้ได้เรียนรู้อะไรดี ๆ หลายเรื่อง...เลยอดไม่ได้ที่จะต้องเอามาลงคร้าบ