นักล่ารางวัล บนน้ำตาของคนที่รัก

 

 

                อัศวินติดเกราะ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">            การเล่านิทาน (Storytelling) เป็นเครื่องมือการบริหารสมัยใหม่  ที่ เนียน นุ่ม ลึก   แนบเนียน ไม่รู้ตัว  นุ่มนวล ไม่รังแก ไม่คุกคาม  และ มีอุบาย ลูกเล่น เทคนิคลึกซึ้ง ลึกล้ำ    และถ้าฝึกจนชำนาญแล้ว  ก็จะลึกเข้าไปแก้ ที่ ปม ในใจกันเลยก็ว่าได้  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว  ในสมัย กษัตริย์อาเธอร์  ดินแดนแห่งเวทย์มนต์  มังกรและ พ่อมด    ยังมีอัศวินม้าขาวท่านหนึ่ง   เขาอยู่ในชุดเกราะสีทอง เปล่งปลั่ง สวยงาม  เมื่อโดนแสงแดด ยิ่งส่งประกายสวยงาม  </p>                อัศวินผู้เก่งกล้า  บุกไปทุกหนแห่ง  ปราบคนชั่ว ฆ่ามังกร   ช่วยหญิงสาวออกจากมังกรร้าย  ที่ถูกกักขังอยู่บนยอดหอคอย  เสี่ยงตายอย่างกล้าหาญ   ฟันฝ่า  มังกรร้าย  และ เปลวไฟที่ร้อนแรงของเหล่ามังกร  ฆ่ามังกรได้แล้ว  ก็ได้หญิงสาว  ได้สมบัติของมังกร ได้เกล็ดมังกร แก้วตามังกร รางวัลและตำแหน่งจากกษัตริย์มากมาย    ฯลฯ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                เรื่องแบบนี้ พวกเรา คงเคยได้อ่าน ได้ดูเป็นภาพยนต์  มามากมายแล้ว    แต่  มันกำลังจะสอนอะไรบ้าง</p>                มังกรอาจจะบ่นว่า อะไร ๆ ก็ให้เราเป็นผู้ร้ายทุกที  ….   ไม่เคยมองเราในแง่ดีๆบ้างเลยนะ ….ฆ่าเราแล้ว    ยังมาเอาสมบัติของเราไปอีก     และ หญิงคนนั้น เธอสมัครใจมาอยู่กับเราเองต่างหาก  เราไม่เคยจับมาเลย<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                สุดท้าย    สุภาพบุรุษอัศวินที่แสนดีและกล้าหาญ   ก็ได้ หญิงสาวที่ตนช่วยเหลือมาได้  มาเป็นภรรยา    เขาได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ  จากคนทั่วไป   เป็นที่รักของชาวบ้าน </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                เขาฆ่ามังกรร้าย แย่งหญิงสาวสวย  และ ได้แต่งงานกับหล่อน  สร้างปราสาทใหญ่โต   หาข้าทาสบริวารมาให้    ซึ่งเรื่องก็ดูน่าจะจบแบบ Happy Ending   แต่ ……   </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                หลังจากแต่งงาน  เขาก็มีลูก    แต่  จิตใจสุภาพบุรุษและ ความกล้ายังไม่จบสิ้น   เขายังคงออกไปทำงานเพื่อประชาชน   ออกไปฆ่ามังกร   ออกไปรับใช้ปวงประชา    ทำงานเพื่อกษัตริย์อาเธอร์ อันเป็นที่รักของเขา </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                บ่อยๆ เข้า    จากการ สรวมใส่เกราะ เพื่อปกป้องจากอันตราย   เขากลับ ภาคภูมิใจในเกราะนั้น  เขายึดมันแน่น   เขาขัดถูมัน   จนกระทั่ง ถึงขั้น ไม่ถอดมัน  เขาเข้านอนพร้อมกับสรวมมันอยู่กับตัว    เขาให้ศิลปินวาดภาพเขาในชุดเกราะ     ติดรูปภาพที่สุดภูมิใจนี้ ในตำแหน่งที่ คนในครอบครัวเห็นได้ชัดๆ  แขกไปใครมาก็เห็นได้ชัดๆ   </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                แต่เขาหารู้ไม่ว่า   ทุกครั้งที่เขา ควบม้าออกไป   แสงสีทองที่เมื่อก่อนเป็นที่ชื่นชมของชาวบ้าน   มันกลายเป็น แสงสะท้อน  ที่ก่อเสียงบ่นทั่วไปทั้ง จากคนในครอบครัว  บริวาร เพื่อนฝูง ญาติ และ เพื่อนบ้าน  ว่า     </p><ul>

  • ไปอีกแล้ว
  • ไม่เห็นหน้าเลย
  • ธุรกิจเยอะเหลือเกิน
  • มาคุยกับฉันบ้าง 
  • เขาเป็นคนของประชาชน ไม่ใช่ของเราไปแล้ว    เป็นต้น
  • </ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                ทุกครั้งที่เขา กลับมา  เขาก็มัก จะถามภรรยาว่า </p><ul>

  • ลูกฉัน เก่งเหมือนฉันหรือยัง 
  • เธอสอนให้เขาเป็นอย่างฉันได้ไหมเนี่ย   
  • ขาดเหลืออะไร เอาเงินทองไปได้เลย  
  • </ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">และ  เขาก็มัก จะพร่ำพรรณา  ถึงเรื่องราวที่เขาออกไป ฆ่ามังกร ช่วยเหลือผู้คน  ขุดขุมทรัพย์   ได้รับรางวัล  ได้รับคำชม   ฯลฯ เขาเล่าอย่างภาคภูมิใจ    เขาจะเอามือ ลูบเกราะทองขัดมันวาว ประกอบคำพูดของเขาเสมอ      เขารักเกราะของเขามาก จนเขาไม่คิดจะถอดมันออกเลย     </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">ทุกครั้ง  เมื่อเขาเล่าเรื่องภารกิจที่แสนจะน่าภูมิใจของเขาจบ    ภรรยาก็เก็บช้อน เก็บจาน  และ ลุกไปล้างจาน    ลูกก็หลับอยู่ข้างๆโต๊ะกินข้าวนั่นเอง</p><p>ภรรยา ก็อดที่จะ ยิงคำถาม ที่หล่อนถามเขาบ่อยมาก  แต่เขาก็ไม่ฉุกคิด  ไม่เฉลียวใจสักที  ว่า </p><ul>

  • ขอฉันเห็นหน้าเธอหน่อยได้ไหม 
  •  ถอดเกราะออกเถอะ  เอาหน้ากากนั้นออกด้วย  
  • ฉันอยากเห็นตัวจริงของเธอ 
  • </ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                เมื่อลูกไปโรงเรียน   ครูให้เขียนเรียงความเล่าเกี่ยวกับพ่อ    ครูแปลกใจมาก  เพราะ ลูกของอัศวิน  ส่งกระดาษเปล่า     เขาให้เหตุผลว่า </p><ul>

  • ผม ไม่รู้อะไร เกี่ยวกับพ่อของผมเลย   
  • ใครๆ ก็เขียนเรื่องของพ่อผมได้ เขารู้กันทั้งนั้น   แต่ผมรู้เกี่ยวกับพ่อผม น้อยกว่าคนนอกบ้านด้วยซ้ำไป 
  • </ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                ภรรยาของเขา คงจะเซ็งชีวิตมาก  หล่อนไปนอนที่ใต้ถังเก็บเหล้าองุ่น      หล่อนเมาและหลับใหลไปแบบนั้นทุกคืน   หล่อนได้คิดว่า </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ฉันเป็นแค่ ส่วนหนึ่งของความสำเร็จของเขา เท่านั้น  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เขารักฉันหรือเขารักเกราะของเขากันแน่  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เขา ให้ปราสาทหลังโต ให้ฉันดูแล  ฉันเป็นตัวอะไรเนี่ย     </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                นิทานเรื่องนี้  สอนอะไรเรา   </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                เราจะ แก้ปมอันยุ่งเหยิงนี้ได้อย่างไร</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                ถ้าเราจะอุปมา    เราจะมองว่า  อัศวิน   มังกร  ภรรยา  เกราะ ฯลฯ  เป็นตัวแทน ของอะไร</p>            นิทานเรื่องนี้ มันสะท้อน (Reflection) ชีวิตของเรา ได้อย่างไร <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                *************************</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">            นิทานแบบนี้ เปิดพื้นที่ ให้ ผู้เข้าร่วมวงสุนทรียสนทนา (Dialogue)  ได้  มองย้อน (โอปนยิโก)  เข้าไปสืบค้น  ค้นหาตนเอง     การมาล้อมวงเปิดใจกัน ในบรรยากาศที่สบายๆ มีมนต์เสน่ห์   จะ เปิด พื้นที่” (Ba)  ทางความคิดให้แก่ทุกคนในวง     </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                บางท่าน  ก็เล่าอย่างเปิดใจว่า   มังกร คือ ทรัพยากรธรรมชาติ (น้ำ น้ำมัน แร่  อากาศ  ฯลฯ)   หญิงสาว คือ  ภรรยาที่บ้าน    สมบัติมังกร คือ ยศฐาบรรดาศักดิ์   อำนาจ หน้าที่   การได้ดูแลงบประมาณพันล้าน   ฯลฯ  เราไม่ใช่แค่ ทำลายทั้งธรรมชาติภายนอก  แต่ เรายังทำลายธรรมชาติภายในด้วย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                บางท่าน ก็เสนอความคิดว่า พวกเราเป็นคนหยาบ  เรามองออกไปนอกตัว นอกบ้าน  เราไม่เคย เฝ้ามองคนใกล้ตัว อย่างเพิ่งพินิจ  อย่างเนิบนาบ    อย่างละเอียด  ค้นพบสิ่งที่คุ้นเคยแต่มองข้ามไป    (วู จา เด (Vu ja de)  = ค้นพบ สิ่งคุ้นเคย แต่มองข้ามไป) </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                บางท่าน  พอโดนผมถามว่า คุณแม่ของคุณ  ชอบสีอะไร ?”    พวกเขาถึง กับ อึ้ง     ลูกของคุณ  อ่านหนังสือแนวไหนมากที่สุด ?”    ดูจะเป็น คำถามง่ายๆ  แต่ สำหรับคนหลายๆคน    คนที่ใส่เกราะหนาเตอะ  เขาตอบไม่ได้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                ภรรยาแสนสวย เป็นแค่ ส่วนหนึ่งของแผน   เขาแค่ ต้องการ  เขาไม่ได้รัก    เขาไม่รู้จัก ความรักที่เป็นแบบไร้เงื่อนไขด้วยซ้ำไป </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                เขาไม่เคยฟังเสียงของตนเองเลย  (Inner voice)</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">            เกราะที่เขาแกะไม่ออก ถอดไม่ออก   มันยึดแน่นมากๆ     ใครจะปลดออกให้เขา</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">            เขา มองลูกในฐานะ ตัวแทนของเขา  เขาโกรธมาก ที่ลูกไม่สามารถทำแบบเขาได้ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                นึกถึงผู้บริหารไทยทั้งหลาย    ท่านผู้อ่านคิดว่า  มี อัศวินเกราะขึ้นสนิม   จนถอดไม่ออกเยอะไหมครับ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นิทานเรื่องนี้  ผมได้ แรงบันดาลใจ และแปลงมาจาก หนังสือ The Knight in Rusty Armor  สุภาพบุรุษอัศวิน   โดย Robert Fisher   </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">            เป็นหนังสือที่น่าอ่านมาก   ยิ่งถ้าได้ อ่านเรื่อง Theory  U  ของ Otto Scharmer มาแล้ว  จะเข้าใจมากขึ้น   </p>                คนที่กำลังเซ็งๆ งงๆ กับ การบริหารแบบเดิมๆ  ใช้มาหลายระบบแล้ว  (ISO / TQA / KPI)   ก็ลอง เอาตัวเองออกมา ไข่แดง(Comfort Zone)   มาเจอ แนวบริหารสมัยใหม่  (Soft side management)     แนวสุนทรียสนทนามากนะครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                คุณหมอ ระดับผู้บริหาร ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง   ท่านแนะนำหนังสือเล่มนี้ให้ผมอ่าน ผมอ่านจบภายในช่วงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั่นเอง    มีคำนิยมมากมาย    </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                คุณหมอ ท่านเล่าให้ฟังว่า   เมื่อก่อน ท่านเป็นอัศวินแบบนี้แหละ     ตามล่ารางวัลทุกอย่าง  ทั้ง5    TQA   HA  ISO  ท่านกวาดมาหมดแล้ว     </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">ท่านเล่าให้ฟังว่า   สมัยที่ไปเรียน MBA  เอามาสอนลูกน้องทั้งโรงพยาบาล    ช่วงไหนเรียน การตลาด  ก็รู้การตลาดกันทั้งโรงพยาบาล    ช่วงไหนเรียนบัญชี   ก็บัญชีอ่วมอรทัยกันไปหมด  ช่วงไหนเป็นเรื่องภาวะผู้นำ  ทั้งโรงพยาบาลโดนตรวจสอบกันหมด    </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                ทุกครั้งที่ท่านกลับบ้าน ท่านมีแต่เล่าเรื่องของตนเอง ท่านปลื้มกับรางวัลที่ได้มา     แต่ ทุกครั้งที่ท่านเรื่องที่ท่านประสบความสำเร็จ    ภรรยาของท่าน ก็จะเก็บจานไปล้าง </p>            มีอยู่วันหนึ่ง  ท่านกำลังจะรีบเร่ง  ด้วยหัวใจที่เร่งรีบ   จะออกไปทำงาน  ฆ่ามังกร เอาสมบัติจากมังกร   ท่านเหลือบไปเห็นลูกกำลังเอามือจับหู   ก็ถามว่า เป็นอะไร   ลูกตอบว่า ไม่ต้องห่วง   ขอให้พ่อกลับบ้านตรงเวลาก็พอ    ท่านถึงกับอึ้ง    สุดท้าย ท่านก็พบว่า ลูกบาดเจ็บที่หู   ถ้าไปโรงพยาบาลสายอีกนิดเดียว หูพิการไปแล้ว  ลูกขอความรักจากคุณหมอไม่ได้  ก็ขอแค่กลับบ้านก็ยังดี    ลูกยอมเจ็บปวดหู แต่ ก็ไม่ได้ขอร้องพ่อที่เป็นหมอให้ดูแล      ดูๆแล้ว หัวใจน้อยๆของลูกคงจะโหยหาอะไรอีกมากมาย  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                เดิมท่าน ปลื้มใจมากที่ ลูกน้องเชื่อฟัง  บอกว่าจะเอาระบบอะไรมาลง ทุกคนไม่มีขัดแย้ง   แต่หลังจากที่ท่านทำ สุนทรียสนทนากับลูกน้อง   ก็ได้คำตอบที่ทำให้ หน้าชา น่าละอายใจ  คือ   </p><ul style="margin-top: 0cm">

  • พวกหนูรู้ว่า ไม่มีเคยเถียงชนะคุณหมอได้คะ  (ก็เลยเงียบ ไงล่ะ)
  • ยังไงก็ ต้องทำ    (เถียงไป ก็หาว่า ต่อต้าน โง่ ไม่พัฒนา)
  • เพื่อความสำเร็จของคุณหมอ   หนูได้ทำลายความรักและผูกพันในครอบครัวของหนูไป  (ไม่รู้จะลาออกไปไหน ตั้งรากฐานไปแล้ว   หาโรงเรียนใหม่ให้ลูกก็ยาก   ปลูกบ้านไปแล้ว)
  • ผมกลับบ้านดึก   เพื่อเตรียมเอกสาร รอการตรวจ    ในขณะที่ภรรยาผมกำลังเลี้ยงลูกอ่อน  ก็เพื่อ เสื้อเกราะของหมอนั่นแหละ  (แถม ทะเลาะกับแม่ยาย อีกต่างหาก)
  • พวกเรา ร้องไห้ เพราะ คุณหมอ มามากแล้ว (ไม่ใช่ ครั้งเดียว  ... มันบ่อยมากๆ)
  • พวกเรา เคยคุยกันนะคะว่า  คุณหมอเป็นคนป่วย  น่าสงสาร  และ ไม่รู้ตนเองเลยว่าป่วย  ไม่รู้จักตนเอง และ ไม่รู้เกิดมาทำไม    (เรา อยากฆ่า หมอ วันละหลายรอบ)
  • โรคร้ายของคุณหมอ  มันระบาดไปถึงที่บ้านดิฉันด้วย   ฉันได้เชื้อพันธุ์หมาบ้านี้ ไปอาละวาดใส่ลูก สามี แม่ พี่ น้อง (สามี ลูก  กลายเป็นคนแปลกหน้า  ...สุนัขที่บ้านจะไล่กัดแล้ว)
  •  หลวงพ่อที่วัด อยากเจอคุณหมอมากเลยคะ ท่านบอก ฉลาดแบบนี้ ขยันแบบนี้  เสียดายไม่เอามาใช้เพื่อหาทางพ้นทุกข์    (คือ หลวงพ่อ จะด่า ว่า โง่   แต่ ท่านเกรงใจน่ะ)
  • คุณหมอ ทำให้พวกเราได้ฝึกธรรมะกันมากขึ้น  ขอบคุณคะ  (จริงๆ ถ้าไม่มี หมอแบบนี้  เราคงไม่ได้ ครูสอบอารมณ์..... อิ อิ)
  • วันที่คุณหมอ ได้ปริญญาโท   น่าจะฉีกบางส่วนให้พวกเราด้วยนะครับ (ประชดนะเนี่ย  หมอ ยังไม่รู้เลยว่าประชด  กลับภูมิใจ สะ ฉิบ)
  • </ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                คุถหมอท่าน สำนึกตน (Hansei)  ด้วยความตื่นรู้ (Awakening) ตระหนักถึง ความมีอัตตาที่ตัวตนได้ทำไป     ท่านคาดหวังให้ลูกเก่งเหมือนท่าน    ท่านไม่ได้มองดูลูกอย่างเนิ่นนาน ไม่วิจารณ์   เลย     ท่านเคยตบแขนลูกอย่างแรงตอนที่ติวคณิตศาสตร์ให้เขา   จากนั้น   ผลคะแนนคณิตศาสตร์ของลูกเลวร้ายกว่าเดิม     มันฝังในลงในใจของลูกตลอดกาล</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">            คุณหมอ ได้  เอาตัวเข้าสังเวย (Sacrifice)  ด้วยการทำลายสถาบันครอบครัวของตนเอง  ทำร้ายทุกอย่าง  ห่างเหินความจริง  ห่างจากสัจจะธรรม   แลกกับ ความสำเร็จของงาน    </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">คุณหมอ ก็เพิ่งรู้ว่า ภรรยาของท่าน  ก็เคยถามว่า </p><ul style="margin-top: 0cm">

  • ฉันเป็นแค่ ส่วนหนึ่งของความสำเร็จของคุณ ใช่ไหม   (เอาไปอวดเพื่อน ได้   ว่าหาเมียได้แล้ว)
  • คุณไม่เคยฟังใครเลย   (แม้แต่ เสียงภายในตนเอง ก็ไม่เคยฟัง)
  • คุณเป็น วีรบุรุษของฉันอยู่แล้ว  คุณไม่จำเป็นต้องเรียกร้องความเคารพนั้นๆ จากฉัน ด้วยเกราะที่คุณไม่ยอมถอดออก (แต่ คุณหมอ ทำลาย ความน่าเคารพนั้นๆ  ด้วยตัวของหมอเอง)
  • </ul>…. ครับ  ภรรยาพูดบ่อยแล้ว  ท่านทำตัว เข็มขัดสั้น(คาดไม่ถึง )   ท่านเลือกที่จะไม่ได้ยินต่างหาก <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                คุณหมอ สามารถฟาดคารมอันร้อนแรง กระแทกผู้คนในห้องประชุมต่างๆ กระเจิงกระจาย ด้วยความสะใจ  ข้าเก่งเหนือใคร    แต่ ไม่ได้สำนึกเลยว่า ได้สร้างศัตรูไว้มากมาย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                ตอนนี้ คุณหมอ ค้นพบตนเองแล้ว    สำนึกแล้ว ตื่นรู้แล้ว   ฟังคนอื่น  ฟังเสียงเรียกที่แท้จริงของตนเอง   เกราะที่เป็นอัตตาตัวตนได้รับการถอดออกไปแล้ว    คุณหมอเอาความสวยงามของสถาบันครอบครัวคืนมาได้แล้ว    ดึงหัวใจที่บอบช้ำของลูกน้องกลับมาแล้ว     หล่อหลอมหัวได้ด้วยใจที่บริสุทธิ์     เป็นจิตอาสา  จิตสาธารณะ และ จะก้าวไปสู่ จิตหลุดพ้น  ในอนาคตได้    แต่ จะมีอัศวินสักกี่คนที่ถอดเกราะอันนี้ออกได้   </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                เรามีอัศวันเกราะติดแน่นแบบนี้ เต็มองค์กรไปหมด   ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าทำอะไรอยู่  ทำอะไรลงไป   จากเกราะที่เคยป้องกันคมดาบ   กลายเป็นเกราะที่ ยึดตัวตน   สร้างอัตตาขึ้นมาแทน     </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                น่าสงสารประเทศไทศนะครับ     อัศวินแบบนี้ ครองบ้าน ครองเมือง   เข็มขัดสั้น   บริหารงานอยู่ทุกหนแห่ง    มังกร(ธรรมชาติ) โดนทำลาย  จน เกิดภาวะโลกร้อน   สถาบันครอบครัวล่มสลาย   อัศวินต่างก็ตายไปอย่างงมงายและโง่งม </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>*****  ทั้งหมดนี้  เป็นบทความ ลง วารสาร Productivity World เดือนหน้า   ผม แว่บ ตัดหน้า  เอามาลงที่นี่ก่อน                                   <p> </p>