อัศวินติดเกราะ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> การเล่านิทาน (Storytelling) เป็นเครื่องมือการบริหารสมัยใหม่ ที่ “เนียน นุ่ม ลึก” แนบเนียน ไม่รู้ตัว นุ่มนวล ไม่รังแก ไม่คุกคาม และ มีอุบาย ลูกเล่น เทคนิคลึกซึ้ง ลึกล้ำ และถ้าฝึกจนชำนาญแล้ว ก็จะลึกเข้าไปแก้ ที่ “ปม” ในใจกันเลยก็ว่าได้ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว ในสมัย กษัตริย์อาเธอร์ ดินแดนแห่งเวทย์มนต์ มังกรและ พ่อมด ยังมีอัศวินม้าขาวท่านหนึ่ง เขาอยู่ในชุดเกราะสีทอง เปล่งปลั่ง สวยงาม เมื่อโดนแสงแดด ยิ่งส่งประกายสวยงาม </p> อัศวินผู้เก่งกล้า บุกไปทุกหนแห่ง ปราบคนชั่ว ฆ่ามังกร ช่วยหญิงสาวออกจากมังกรร้าย ที่ถูกกักขังอยู่บนยอดหอคอย เสี่ยงตายอย่างกล้าหาญ ฟันฝ่า มังกรร้าย และ เปลวไฟที่ร้อนแรงของเหล่ามังกร ฆ่ามังกรได้แล้ว ก็ได้หญิงสาว ได้สมบัติของมังกร ได้เกล็ดมังกร แก้วตามังกร รางวัลและตำแหน่งจากกษัตริย์มากมาย ฯลฯ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> เรื่องแบบนี้ พวกเรา คงเคยได้อ่าน ได้ดูเป็นภาพยนต์ มามากมายแล้ว แต่ มันกำลังจะสอนอะไรบ้าง</p> มังกรอาจจะบ่นว่า “อะไร ๆ ก็ให้เราเป็นผู้ร้ายทุกที …. ไม่เคยมองเราในแง่ดีๆบ้างเลยนะ ….ฆ่าเราแล้ว ยังมาเอาสมบัติของเราไปอีก และ หญิงคนนั้น เธอสมัครใจมาอยู่กับเราเองต่างหาก เราไม่เคยจับมาเลย”<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> สุดท้าย สุภาพบุรุษอัศวินที่แสนดีและกล้าหาญ ก็ได้ หญิงสาวที่ตนช่วยเหลือมาได้ มาเป็นภรรยา เขาได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ จากคนทั่วไป เป็นที่รักของชาวบ้าน </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> เขาฆ่ามังกรร้าย แย่งหญิงสาวสวย และ ได้แต่งงานกับหล่อน สร้างปราสาทใหญ่โต หาข้าทาสบริวารมาให้ ซึ่งเรื่องก็ดูน่าจะจบแบบ Happy Ending แต่ …… </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> หลังจากแต่งงาน เขาก็มีลูก แต่ จิตใจสุภาพบุรุษและ ความกล้ายังไม่จบสิ้น เขายังคงออกไปทำงานเพื่อประชาชน ออกไปฆ่ามังกร ออกไปรับใช้ปวงประชา ทำงานเพื่อกษัตริย์อาเธอร์ อันเป็นที่รักของเขา </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> บ่อยๆ เข้า จากการ สรวมใส่เกราะ เพื่อปกป้องจากอันตราย เขากลับ ภาคภูมิใจในเกราะนั้น เขายึดมันแน่น เขาขัดถูมัน จนกระทั่ง ถึงขั้น ไม่ถอดมัน เขาเข้านอนพร้อมกับสรวมมันอยู่กับตัว เขาให้ศิลปินวาดภาพเขาในชุดเกราะ ติดรูปภาพที่สุดภูมิใจนี้ ในตำแหน่งที่ คนในครอบครัวเห็นได้ชัดๆ แขกไปใครมาก็เห็นได้ชัดๆ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> แต่เขาหารู้ไม่ว่า ทุกครั้งที่เขา ควบม้าออกไป แสงสีทองที่เมื่อก่อนเป็นที่ชื่นชมของชาวบ้าน มันกลายเป็น แสงสะท้อน ที่ก่อเสียงบ่นทั่วไปทั้ง จากคนในครอบครัว บริวาร เพื่อนฝูง ญาติ และ เพื่อนบ้าน ว่า </p><ul>
</ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ทุกครั้งที่เขา กลับมา เขาก็มัก จะถามภรรยาว่า </p><ul>
</ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">และ เขาก็มัก จะพร่ำพรรณา ถึงเรื่องราวที่เขาออกไป ฆ่ามังกร ช่วยเหลือผู้คน ขุดขุมทรัพย์ ได้รับรางวัล ได้รับคำชม ฯลฯ เขาเล่าอย่างภาคภูมิใจ เขาจะเอามือ ลูบเกราะทองขัดมันวาว ประกอบคำพูดของเขาเสมอ เขารักเกราะของเขามาก จนเขาไม่คิดจะถอดมันออกเลย </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">ทุกครั้ง เมื่อเขาเล่าเรื่องภารกิจที่แสนจะน่าภูมิใจของเขาจบ ภรรยาก็เก็บช้อน เก็บจาน และ ลุกไปล้างจาน ลูกก็หลับอยู่ข้างๆโต๊ะกินข้าวนั่นเอง</p><p>ภรรยา ก็อดที่จะ ยิงคำถาม ที่หล่อนถามเขาบ่อยมาก แต่เขาก็ไม่ฉุกคิด ไม่เฉลียวใจสักที ว่า </p><ul>
</ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> เมื่อลูกไปโรงเรียน ครูให้เขียนเรียงความเล่าเกี่ยวกับพ่อ ครูแปลกใจมาก เพราะ ลูกของอัศวิน ส่งกระดาษเปล่า เขาให้เหตุผลว่า </p><ul>
</ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ภรรยาของเขา คงจะเซ็งชีวิตมาก หล่อนไปนอนที่ใต้ถังเก็บเหล้าองุ่น หล่อนเมาและหลับใหลไปแบบนั้นทุกคืน หล่อนได้คิดว่า </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">“ฉันเป็นแค่ ส่วนหนึ่งของความสำเร็จของเขา เท่านั้น” </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">“เขารักฉันหรือเขารักเกราะของเขากันแน่” </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">“เขา ให้ปราสาทหลังโต ให้ฉันดูแล ฉันเป็นตัวอะไรเนี่ย” </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> นิทานเรื่องนี้ สอนอะไรเรา </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> เราจะ แก้ปมอันยุ่งเหยิงนี้ได้อย่างไร</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ถ้าเราจะอุปมา เราจะมองว่า อัศวิน มังกร ภรรยา เกราะ ฯลฯ เป็นตัวแทน ของอะไร</p> นิทานเรื่องนี้ มันสะท้อน (Reflection) ชีวิตของเรา ได้อย่างไร <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> *************************</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> นิทานแบบนี้ เปิดพื้นที่ ให้ ผู้เข้าร่วมวงสุนทรียสนทนา (Dialogue) ได้ มองย้อน (โอปนยิโก) เข้าไปสืบค้น ค้นหาตนเอง การมาล้อมวงเปิดใจกัน ในบรรยากาศที่สบายๆ มีมนต์เสน่ห์ จะ เปิด “พื้นที่” (Ba) ทางความคิดให้แก่ทุกคนในวง </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> บางท่าน ก็เล่าอย่างเปิดใจว่า มังกร คือ ทรัพยากรธรรมชาติ (น้ำ น้ำมัน แร่ อากาศ ฯลฯ) หญิงสาว คือ ภรรยาที่บ้าน สมบัติมังกร คือ ยศฐาบรรดาศักดิ์ อำนาจ หน้าที่ การได้ดูแลงบประมาณพันล้าน ฯลฯ เราไม่ใช่แค่ ทำลายทั้งธรรมชาติภายนอก แต่ เรายังทำลายธรรมชาติภายในด้วย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> บางท่าน ก็เสนอความคิดว่า พวกเราเป็นคนหยาบ เรามองออกไปนอกตัว นอกบ้าน เราไม่เคย เฝ้ามองคนใกล้ตัว อย่างเพิ่งพินิจ อย่างเนิบนาบ อย่างละเอียด ค้นพบสิ่งที่คุ้นเคยแต่มองข้ามไป (วู จา เด (Vu ja de) = ค้นพบ สิ่งคุ้นเคย แต่มองข้ามไป) </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> บางท่าน พอโดนผมถามว่า “คุณแม่ของคุณ ชอบสีอะไร ?” พวกเขาถึง กับ อึ้ง “ลูกของคุณ อ่านหนังสือแนวไหนมากที่สุด ?” ดูจะเป็น คำถามง่ายๆ แต่ สำหรับคนหลายๆคน คนที่ใส่เกราะหนาเตอะ เขาตอบไม่ได้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ภรรยาแสนสวย เป็นแค่ ส่วนหนึ่งของแผน เขาแค่ “ต้องการ” เขาไม่ได้รัก เขาไม่รู้จัก ความรักที่เป็นแบบไร้เงื่อนไขด้วยซ้ำไป </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> เขาไม่เคยฟังเสียงของตนเองเลย (Inner voice)</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> เกราะที่เขาแกะไม่ออก ถอดไม่ออก มันยึดแน่นมากๆ ใครจะปลดออกให้เขา</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> เขา มองลูกในฐานะ ตัวแทนของเขา เขาโกรธมาก ที่ลูกไม่สามารถทำแบบเขาได้ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> นึกถึงผู้บริหารไทยทั้งหลาย ท่านผู้อ่านคิดว่า มี อัศวินเกราะขึ้นสนิม จนถอดไม่ออกเยอะไหมครับ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นิทานเรื่องนี้ ผมได้ แรงบันดาลใจ และแปลงมาจาก หนังสือ The Knight in Rusty Armor สุภาพบุรุษอัศวิน โดย Robert Fisher </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> เป็นหนังสือที่น่าอ่านมาก ยิ่งถ้าได้ อ่านเรื่อง Theory U ของ Otto Scharmer มาแล้ว จะเข้าใจมากขึ้น </p> คนที่กำลังเซ็งๆ งงๆ กับ การบริหารแบบเดิมๆ ใช้มาหลายระบบแล้ว (ISO / TQA / KPI) ก็ลอง เอาตัวเองออกมา “ไข่แดง”(Comfort Zone) มาเจอ แนวบริหารสมัยใหม่ (Soft side management) แนวสุนทรียสนทนามากนะครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> คุณหมอ ระดับผู้บริหาร ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ท่านแนะนำหนังสือเล่มนี้ให้ผมอ่าน ผมอ่านจบภายในช่วงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั่นเอง มีคำนิยมมากมาย </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> คุณหมอ ท่านเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อน ท่านเป็นอัศวินแบบนี้แหละ ตามล่ารางวัลทุกอย่าง ทั้ง5 ส TQA HA ISO ท่านกวาดมาหมดแล้ว </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">ท่านเล่าให้ฟังว่า สมัยที่ไปเรียน MBA เอามาสอนลูกน้องทั้งโรงพยาบาล ช่วงไหนเรียน การตลาด ก็รู้การตลาดกันทั้งโรงพยาบาล ช่วงไหนเรียนบัญชี ก็บัญชีอ่วมอรทัยกันไปหมด ช่วงไหนเป็นเรื่องภาวะผู้นำ ทั้งโรงพยาบาลโดนตรวจสอบกันหมด </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ทุกครั้งที่ท่านกลับบ้าน ท่านมีแต่เล่าเรื่องของตนเอง ท่านปลื้มกับรางวัลที่ได้มา แต่ ทุกครั้งที่ท่านเรื่องที่ท่านประสบความสำเร็จ ภรรยาของท่าน ก็จะเก็บจานไปล้าง </p> มีอยู่วันหนึ่ง ท่านกำลังจะรีบเร่ง ด้วยหัวใจที่เร่งรีบ จะออกไปทำงาน ฆ่ามังกร เอาสมบัติจากมังกร ท่านเหลือบไปเห็นลูกกำลังเอามือจับหู ก็ถามว่า เป็นอะไร ลูกตอบว่า “ไม่ต้องห่วง ขอให้พ่อกลับบ้านตรงเวลาก็พอ” ท่านถึงกับอึ้ง สุดท้าย ท่านก็พบว่า ลูกบาดเจ็บที่หู ถ้าไปโรงพยาบาลสายอีกนิดเดียว หูพิการไปแล้ว ลูกขอความรักจากคุณหมอไม่ได้ ก็ขอแค่กลับบ้านก็ยังดี ลูกยอมเจ็บปวดหู แต่ ก็ไม่ได้ขอร้องพ่อที่เป็นหมอให้ดูแล ดูๆแล้ว หัวใจน้อยๆของลูกคงจะโหยหาอะไรอีกมากมาย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> เดิมท่าน ปลื้มใจมากที่ ลูกน้องเชื่อฟัง บอกว่าจะเอาระบบอะไรมาลง ทุกคนไม่มีขัดแย้ง แต่หลังจากที่ท่านทำ สุนทรียสนทนากับลูกน้อง ก็ได้คำตอบที่ทำให้ หน้าชา น่าละอายใจ คือ </p><ul style="margin-top: 0cm">
</ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> คุถหมอท่าน สำนึกตน (Hansei) ด้วยความตื่นรู้ (Awakening) ตระหนักถึง ความมีอัตตาที่ตัวตนได้ทำไป ท่านคาดหวังให้ลูกเก่งเหมือนท่าน ท่านไม่ได้มองดูลูกอย่างเนิ่นนาน ไม่วิจารณ์ เลย ท่านเคยตบแขนลูกอย่างแรงตอนที่ติวคณิตศาสตร์ให้เขา จากนั้น ผลคะแนนคณิตศาสตร์ของลูกเลวร้ายกว่าเดิม มันฝังในลงในใจของลูกตลอดกาล</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> คุณหมอ ได้ เอาตัวเข้าสังเวย (Sacrifice) ด้วยการทำลายสถาบันครอบครัวของตนเอง ทำร้ายทุกอย่าง ห่างเหินความจริง ห่างจากสัจจะธรรม แลกกับ ความสำเร็จของงาน </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">คุณหมอ ก็เพิ่งรู้ว่า ภรรยาของท่าน ก็เคยถามว่า </p><ul style="margin-top: 0cm">
</ul>…. ครับ ภรรยาพูดบ่อยแล้ว ท่านทำตัว “เข็มขัดสั้น” (คาดไม่ถึง ) ท่านเลือกที่จะไม่ได้ยินต่างหาก <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> คุณหมอ สามารถฟาดคารมอันร้อนแรง กระแทกผู้คนในห้องประชุมต่างๆ กระเจิงกระจาย ด้วยความสะใจ “ข้าเก่งเหนือใคร” แต่ ไม่ได้สำนึกเลยว่า ได้สร้างศัตรูไว้มากมาย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ตอนนี้ คุณหมอ ค้นพบตนเองแล้ว สำนึกแล้ว ตื่นรู้แล้ว ฟังคนอื่น ฟังเสียงเรียกที่แท้จริงของตนเอง เกราะที่เป็นอัตตาตัวตนได้รับการถอดออกไปแล้ว คุณหมอเอาความสวยงามของสถาบันครอบครัวคืนมาได้แล้ว ดึงหัวใจที่บอบช้ำของลูกน้องกลับมาแล้ว หล่อหลอมหัวได้ด้วยใจที่บริสุทธิ์ เป็นจิตอาสา จิตสาธารณะ และ จะก้าวไปสู่ “จิตหลุดพ้น” ในอนาคตได้ แต่ จะมีอัศวินสักกี่คนที่ถอดเกราะอันนี้ออกได้ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> เรามีอัศวันเกราะติดแน่นแบบนี้ เต็มองค์กรไปหมด ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าทำอะไรอยู่ ทำอะไรลงไป จากเกราะที่เคยป้องกันคมดาบ กลายเป็นเกราะที่ ยึดตัวตน สร้างอัตตาขึ้นมาแทน </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> น่าสงสารประเทศไทศนะครับ อัศวินแบบนี้ ครองบ้าน ครองเมือง เข็มขัดสั้น บริหารงานอยู่ทุกหนแห่ง มังกร(ธรรมชาติ) โดนทำลาย จน เกิดภาวะโลกร้อน สถาบันครอบครัวล่มสลาย อัศวินต่างก็ตายไปอย่างงมงายและโง่งม </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>***** ทั้งหมดนี้ เป็นบทความ ลง วารสาร Productivity World เดือนหน้า ผม แว่บ ตัดหน้า เอามาลงที่นี่ก่อน <p> </p>
สวัสดี ค่ะ ท่านอาจารย์คนไร้กรอบ
อาจารย์ เป็น role model ของหนูในเรื่อง Storytelling ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีๆค่ะ
สมัยที่เป็นพยาบาล เคยมี toppic ; หมอคือเทวดา ใช่คนธรรมดา อย่างเราท่าน
เพราะ คำพูดที่เสียดสี ด่าทอ กับพวกเรา(ทั้งพยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล เวรเปลและคนงานในรพ.) ทำกับพวกเราอย่างกะข้าทาสของพวกเขา เมื่อชาติที่แล้ว หรือไม่ก็เห็นพวกเราเป็นสัตว์เดรัชฉาน กิ้งกือ ไส้เดือน อะไรเทือกนั้น
ไม่เห็นความเป็นคนของพวกเราไม่น้อย เสียใจ เสียดาย กับความรู้สึกพวกนั้นอย่างถ้วนทั่วค่ะ
หมอพูดอะไร ไม่มีวันผิด ต้องถูกเสมอ
หมอจะบอกอยู่บ่อยๆว่า ประเทศไทยมีแต่พยาบาลโง่ๆ ไร้สมอง ฯลฯ
แต่เมื่อเข้ามา ลปรร.ที่ G2K รู้ว่าหมอดีๆ ตามองฟ้า เท้าติดดิน มีมากมายเหลือเกิน.....ภาพลักษณ์หมอในอดีต ถูกลบไป จากมิตรภาพที่ได้รับจาก G2K ค่ะ
สวัสดีครับอาจารย์ .. ท่านศาสดาแนวของผม
ตั้งแต่เริ่มอ่านบรรทัดต้นๆ รู้สึกได้ว่างานเขียนชิ้นนี้ถูกใช้ความคิดเรียบเรียงมาเป็นอย่างดี อ่านถึงบรรทัดสุดท้ายก็เลยถึงบางอ้อ .. ดีใจแทนชาว G2K นะครับที่ได้อ่านงานดีๆ ก่อนชาวบ้านเขา
ขอบคุณครับ
ไม่น่าเชื่อ
สามท่านแรก ที่โพสต์ มาจาก เหนือ ใต้ อิสาน คนละมุมประเทศเลย
ก็ขอขอบคุณครับ ที่ เริ่มมองเห็น "เกราะ"
จาก เดิมที่เอามาป้องกันก็พอเพียงแล้ว ในที่สุด กิเลสมันร้าย เกราะกลายเป็น "อัตตา" มันเกินความพอเพียง
ต่างใฝ่หา อยากได้สิ่งที่ไม่มี ได้ความไม่มี และ อยู่กับสิ่งที่ไม่มี ........ " อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา "
สวัสดีครับอาจารย์
ท่านเจ้าคุณนรฯ กล่าวว่า
"กุมสติต่างโล่ห์ป้อง อาจแกล้วในสนาม"
ผมว่า สติ นี่เป็นสุดยอดของเกราะที่ควรหาสวมใส่กันครับ
เป็นความจริงที่อัศวินส่วนใหญ่พอใจจะมองข้ามหรือไม่อยากรับรู้ (ฟังแล้วหงุดหงิด)เพราะเขาจะบอกครอบครัวว่า เธอกำลังช่วยส่งเสริมเขาให้ทำประโยชน์แก่แผ่นดิน สมควรที่จะภูมิใจ ไม่ใช่ต่อว่าค่ะ
ขอบคุณอาจารย์ที่เล่าStorytelling และทำให้ตนเองนึกถึงคนที่อยู่รอบข้างของตนเองและขออนุญาตนำแนวคิดของอาจารย์มาปรับใช้ทั้งที่ทำงานและที่บ้านคะ
สวัสดีค่ะ อ. วภ นึกถึงคนบ้าอำนาจ บ้าเงิน จนลืมลูกเมีย ไม่ได้ใส่ใจคนรอบข้างเลย หันไปใช้ชีวิตแบบฉาบฉวย materialism ทำให้คนกลายเป็นพวกทาสอำนาจ make money make money
บางทีสงสารลูกหรือภรรยาที่ต้องเจอกับสามีแบบนี้ ต่อไปจะกลายเป็นปัญหาของลูก ลูกจะคิดว่สต้องทำอย่างไรจึงจะรวย ลูก แทนที่จะใช้ความรู้สึกดีมาพัฒนาจิตใจของเด็ก ให้มีจิตใจที่เข้มแข็ง เป็นภูมิคุ้มกันไม่ให้เด็กตามแฟชั่น ไม่ตกเป็นทาสยาเสพติดค่ะ
อาจารย์คะ
อ่านแล้วโดนใจมากๆ อยากให้ผู้บริหารได้มาอ่าน แล้วคิดบ้าง
ชีวิตคนเราเกิดมาไขว่คว้าหาอะไรกันแน่ ความสุขที่ไม่จีรังของตัวเองบนความทุกข์ของคนอื่น
ถ้าคุณหมอฉุกคิดและเปลี่ยนตัวเองได้ เป็นเพราะบุญกุศลที่ทำไว้ อานิสงส์ ถึงครอบครัวด้วยค่ะ
ในสัตว์ สี่ประเภท
พวก กระทิง เนี่ย ปล่อยพลังวัชระ เกินพอดี ออกไปฟาดฟัน ชาวบ้านบ่อยๆ
คนเก่ง ก็ แบบนี้แหละครับ
ก็อย่างที่ น้องส้มบอก บุญตามมาทัน กลับใจได้ สาธุจริงๆ
อ่านแล้วโดนใจมากค่ะ พยายามให้เวลากับลูกๆและครอบครัวเสมอแต่ไม่แน่ใจว่าพอหรือเปล่า
จำได้ว่าลูกเคยต่อว่าแม่หนีไปเมืองนอกปล่อยให้ลูกอยู่บ้านคนเดียว ฟังแล้วน้ำตาแทบไหล
บทบาท หมอ เมีย แม่ ผู้บริหาร ผู้ใต้บังคับบัญชา ต้องใช้ปัญญาในการทำให้พอดีค่ะ
ขอบคุณอาจารย์ที่เขียนเรื่องที่สนุกและสอนใจทุกๆบทความค่ะ
แนะนำให้น้องๆหลายคนมาอ่านค่ะ
อัจฉรา
อันนี้โดนจริงๆครับ อาชีพบอกตัวตน เจอมานักต่อนัก กลายเป็นคนป่วยมากที่สุด
เยี่ยมมากครับ บทความที่ได้กระทุ้งเกราะของใครอีกหลาย ๆ คนให้สะเทือน ขอบคุณครับ
นิทานสนุกดี..(ขอคัดลอก..ฮิ..ฮิ)
คนที่ประสบความสำเร็จในงาน..อาจจะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต..
แต่คนที่ประสบความสำเร้จในชีวิต..ทุกคนประสบความสำเร็จในงาน
จงเลือกงานที่ส่งผลต่อชีวิต..ครอบครัว..อิสระภาพ ความหวัง แล้วจะได้รางวัลเอง..
สวัสดีครับ
ดป็นคามคิดที่ดีมากเลยครับที่นำเอานิทานมาสะท้อนถึงชีวิตจริง ซึ่งคงจะโดนใจคนจำนวนมากรวมถึงตัวผมด้วย เพราะผู้ที่หลงในยศถาบรรดาศักดิ์ อำนาจวาสนา เป็นบุคคลทีี่น่าสงสารมาก ผมคิดว่าทุกหน่วยงานคงมีอัศวินเกราะทองกันทุกที่ รวมถึงที่ทำงานผมด้วย แต่ข้อสำคัญอยู่ที่ว่าเราเห็นแบบนั้นแล้วเราต้องไม่หลวมตัวและหลงไปกับเกราะทองตัวนั้นถ้าวันใดที่เราได้ใส่เสื้อเกราะทอง ขอให้จำวันที่เราพูดถึงอัศวินเกราะทองด้วย เพราะาจะได้ไม่เป็นอัศวินเกราะทองคนต่อไป
ยินดีมากครับที่ได้รับรู้และได้อ่านบทความที่ดีอย่างนี้ และผมจะติดตามต่อไปครับ
เรียนอาจารย์ที่เคารพ
อ่านเรื่องของอาจารย์จบ ผมปิดห้องล๊อคประตูไม่อยากให้ใครเข้ามารบกวนภวังค์แห่งความคิดของผม
ผมเริ่มย้อนกลับมามองตัวเอง สำรวจตัวเอง และถามตัวดองว่า สิ่งที่ผมเห็นและสัมผัสได้ มันเป็นตัวตนที่แท้จริงของผมหรือมันเป็นแค่เกราะที่อัศวินที่คิดว่าตัวเองเก่งอย่างผม สวมใส่อยู่ ยอมรับว่า ณ วินาทีนี้ ผมตอบไม่ได้ คงต้องใช้เวลาในสการคิดอีกนานเพราะต้องคิดย้อนไปที่ทุกบริบทรอบตัวเรา
เมื่อผมหาคำตอบให้ตัวเองได้เมื่อไร ผมจะบอกอาจารย์เป็นคนแรกครับ
สวัสดีครับ
เกราะก็เปรียบเสมือน อำนาจ มีเกราะมีอำนาจ ถ้าหากว่าใช้ให้อำนาจในทางที่ดี ปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา ด้วยความรักความเมตตาก็ดีแต่ถ้าใช้ในทางที่ผิด ก็อาจนำความเดือดร้อนสู่ผู้อื่นและตนเองได้