ประสบการณ์
ที่ได้รับมาโดยตรง
ตอนที่ 2 “ห่างชั้น”
ชำเลือง มณีวงษ์
ในตอนที่ 1 ผมได้นำเอาประสบการณ์ตรงมาเล่าเกี่ยวกับความเบี่ยงเบนที่มีผลกระทบต่อจิตใจอย่างที่ไม่น่าจะเป็น ไม่น่าที่จะเกิดขึ้นและไม่น่าเชื่อว่า จะเกิดขึ้นได้ ความจริงเหตุกับผลจะต้องสอดรับกันอย่างกลมกลืน เพราะผลที่เกิดขึ้นมาจากต้นเหตุ แต่ด้วยความคิดของคนเราแตกต่างกัน คิดไม่เหมือนกัน จึงต้องใช้วิธีระดมความคิดจากคนมาก ๆ แล้วสรุปออกมาเป็นภาพรวมซึ่งก็อาจจะไม่ถูกใจผู้ที่ได้รับผลนั้น ๆ เป็นธรรมดา
ผมแนะนำลูกศิษย์ของผมเสมอมาว่า ในการขึ้นไปประกวดแข่งขันทุกครั้ง อย่าคิดว่าเราจะต้องเป็นผู้ชนะ วันใดที่เราชนะจงเก็บความรู้สึกดีใจเอาไว้ให้มิด อย่าแสดงออกมาให้คู่แข่งเห็น และวันใดที่เราได้รับความพ่ายแพ้ก็อย่าแสดงความเสียใจให้ใครเขารู้ (สถานการณ์จริงทำได้ยากมาก) แต่คนเป็นครู จำเป็นที่จะต้องประคับประคองจิตใจเด็กๆ ซึ่งเขามีความอ่อนไหวมากกว่าเราซึ่งมีประสบการณ์มามากกว่า และที่สำคัญรางวัลมิใช่ความสำเร็จสูงสุดที่เราได้มาแล้วอยู่รอดได้
นักแสดงหลายต่อหลายคนได้รับรางวัลเกียรติยศมากมาย บางครั้งได้รับรางวัลติดต่อกันหลายครั้ง ได้รับการยกย่องหลายหน แต่นั่นมิใช่ความมั่นคงถาวรในอาชีพ หรือการได้มาซึ่งผล ตอบแทนในระยะยาว แต่รางวัลเป็นเครื่องจรรโลงจิตใจ ให้มีความมานะพยายามต่อไปได้ในช่วง เวลาหนึ่งแล้วก็เจือจางหายไป หันไปดูผลงานต่อ ๆ มารางวัลอาจไม่ได้ช่วยให้เกิดความรุ่งโรจน์ในเวลาต่อมาก็อาจจะเป็นได้ ทำนองเดียวกัน อาจจะมีนักแสดงอีกหลาย ๆ คนที่โด่งดัง มีรายได้อย่างต่อเนื่องทั้งที่ได้รับรางวัลบ้างและไม่เคยได้รับรางวัลเลย ดังนั้นผมจึงขอเล่าเรื่องนี้ เพื่อให้เก็บเอาไปคิดว่า ถ้าเราจะต้องทำสิ่งใด ๆ สักอย่าง ก็ควรที่จะตั้งใจทำอย่างเต็มความสามารถ ทำอย่างต่อเนื่อง ทำอย่างเกาะติดแน่นด้วยความมุ่งมั่น ไม่ละวาง แต่อย่าได้พูดว่า ทำเพื่อการแข่ง ขัน ทำเพื่อเอารางวัล“เพราะว่าบางทีเจ้าของรางวัลเหล่านั้น ยังห่างชั้นกว่าตำแหน่งรอง ๆ ลงไปเสียอีก”
“ห่างชั้น” เป็นคำพูดที่เขาใช้เปรียบเทียบคู่แข่งขันว่า มีฝีมืออยู่กันคนละระดับ ไม่น่าที่จะนำเอามาเทียบกันเลย หรือเหมือนกับว่าเอาผู้ใหญ่มารังแกเด็ก ไม่เกิดความสนุก ไม่มีลุ้นถ้ามันห่างชั้นกันมาก “ชั้น”ในที่นี้น่าจะเป็นชั้นเชิงในการแสดงความสามารถ ผมได้รับประสบการณ์ตรงที่ส่งผล กระทบมายังงานที่ทำอยู่ ถึงแม้ว่า จะไม่หนักหนาสาหัส แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นน่าที่จะมีประโยชน์ต่อผู้อ่าน อย่างน้อยก็ขอให้ได้รู้ว่า เรื่องอย่างนี้ก็มีเกิดขึ้นได้ด้วยและมีอยู่ในสังคมไทยเราด้วยนะ ทั้งนี้เพราะฐานะหรือระดับต่างกัน
ระดับต่ำ ในที่นี้ผมขอหมายถึง การจัดกิจกรรมหรือการกระทำโดยการฝึกหัดฝึกปฏิบัติให้ผู้เรียนมีความสามารถในการเรียนรู้ได้ สามาถนำเอาความรู้ไปตอบคำถามได้ ถ้าเป็นสมัยก่อนก็เรียกว่าท่องจำเก่ง ท่องจนขึ้นใจ ถามอะไรมาตอบได้หมด มาถึงวันนี้ การเรียนรู้แบบนี้ล้าสมัยไปเสียแล้ว เพราะว่า การที่ผู้เรียนมีความรู้จากการท่องจำ ไม่สามารถที่นำเอาไปใช้ในการแก้ปัญหาให้กับชีวิตจริงได้และในยุคปัจจุบันในสภาพของความเป็นจริงแล้วเด็ก ๆ ยุคนี้ก็ไม่ค่อยที่จะสนใจในการอ่านหนังสือ อ่านตำราเรียนกันนัก อย่างเช่น ห้องเรียนที่มีคอมพิวเตอร์ให้นักเรียนใช้ในการเรียนรู้ได้ เมื่อเวลาที่เด็กเข้ามาเรียน บางคนถามผมว่า ครูครับ/ค่ะ คอมพิวเตอร์เครื่องนี้เล่นเกมได้ไหม ทำนองเดียวกันเมื่อเวลาที่เราให้ผู้เรียนเขียนตอบ เพื่อที่จะเอาคะแนน เด็ก ๆ จะเขียนตอบได้เพียงข่อความสั้น ๆ เนื่องจากว่า เขาไม่มีข้อมูล
ระดับกลาง ในที่นี้ผมหมายถึง การจัดกิจกรรมที่มีการฝึกปฏิบัติอย่างเป็นระบบ ผู้เรียนมีโอกาสได้คิดเอง แก้ปัญหาด้วยตนเอง หากถึงที่สุดแล้ว ครูคือผู้ที่จะคอยให้ความช่วยเหลือในตอนสุดท้าย การฝึกปฏิบัติ หากว่ามีจุดเริ่มต้นตอนกลาง ๆ ก็ไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างไร จุด เริ่มต้น ควรที่จะเป็นจุดที่ก่อกำเนิดจริง ๆ ทำอย่างไรให้ผู้เรียนได้รู้ชีวิตจริง ก่อนที่เขาจะได้เรียนรู้ เช่น สอนให้ปฏิบัติกับคอมพิวเตอร์โดยเรียนรู้ส่วนประกอบของเครื่อง และการติดตั้งโปรแกรมก่อนที่จะไปถึงขั้นการใช้งาน เรียนรู้ให้เห็นคุณค่าเสียก่อน จึงลงมือปฏิบัติ การเรียนรู้ก็จะมีความหมาย ผู้เรียนมีความภาคภูมิใจ เหมือนอย่างที่ผมเคยเรียนปฏิบัติ ประกอบวิทยุ AM. เมื่อเรียนอยู่ชั้น ม.ศ. 2 พอประกอบเสร็จ เปิดวิทยุดัง มันช่างดีใจที่สุดที่เราทำได้ อย่างเช่นในปีนี้ ผมแนะนำให้เด็ก ๆ ที่อยู่ในชุมนุมกิจกรรมเพลงพื้นบ้านฝึกด้นกลอนสด (แหมมันช่างยากจัง) ผมแนะนำตั้งแต่จุดกำเนิดกลอนด้น ได้คำมาแปลเป็นภาพ ได้ภาพแล้วหาคำมาอธิบายแทนเป็นคำร้อง ที่มีคล้องจองกัน ฝึกบ่อย ๆ หลาย ๆ คำ มาก ๆ คำเข้าก็จะเกิดการไหลของความคิดร้องได้ แต่กว่าที่จะทำได้ต้องให้เวลาเด็ก ๆ เขาพัฒนาตัวเอง จะต้องมีการประเมินเพื่อการปรับปรุงเสมอ
ระดับสูง ตรงนี้แหละครับ คือจุดมุ่งหมายที่ผมจะพูดถึง คำว่า “ห่างชั้น” อย่างละเอียด ช่องว่างและความสูญเสียส่วนหนึ่งมาจากการไม่รู้ว่าตนเอง ขณะนี้อยู่ในระดับใด เด็ก ๆ ประเมินค่าตนเองผิดคิดว่าเราเทียบชั้นได้กับเด็กที่เรียนในโรงเรียนดัง ในกรุงเทพฯ ซึ่งความเป็นจริงเทียบชั้นกันไม่ได้ อย่าคิดไปไกลถึงขนาดนั้นเลย โรงเรียนในระดับตำบล อำเภอก็ยังไม่สามารถที่จะเทียบชั้นกับโรงเรียนในระดับจังหวัดได้ ความสามารถของคนเราก็เช่นเดียวกัน การที่ผู้เรียนจะมีความสามารถในระดับที่สูงได้ ครูผู้สอน ครูผู้ฝึกจะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถสูง มีคุณภาพ สูงด้วย คงเป็นไปได้ยากมากที่ครูผู้ฝึกสอนไม่เป็นในสิ่งนั้น แล้วจะมีผลผลิตที่อยู่ในระดับที่สูงได้ ในทิศทางเดียวกัน คงจะไม่มีครูผู้ฝึกสอนที่ไหนที่เก่ง ๆ แล้วไม่สามารถที่จะฝึกลูกศิษย์ให้เก่งตามครูได้ ครูเป็นนักกีฬา ก็มีลูกศิษย์เป็นนักกีฬา ครูเป็นจิตรกร ก็มีลูกศิษย์เป็นนักวาดภาพ ครูเป็นนักแสดงก็มีลูกศิษย์เป็นนักแสดงแต่การที่นำลูกศิษย์ไปสู่ระดับที่สูงส่ง เป็นสิ่งที่ยากที่สุดในการที่จะขึ้นไปยืนบนแป้นที่ไม่มีรางวัลรองรับ แต่มีงานแสดงที่ได้รับค่าตอบแทนจากสังคม ครั้งแล้วครั้งเล่า งานแล้วงานเล่า ปีแล้วปีเล่านับเวลาเป็นสิบยี่สิบปีโดยตลอด

ทำอย่างไรเล่าครับ จึงจะไปถึงจุดนั้นได้ “เพราะความห่างชั้น เป็นตัวขวางกั้นใช่หรือไม่” เปล่าเลย ความคิดเห็นต่างหากที่เป็นเกราะป้องกันให้ไม่มีโอกาสไปถึง ณ จุดนั้น คนเราคิดไม่เหมือนกัน ดังเช่น
- เราฝึกหัดเป็นนักแสดง เพื่อการประกวดแข่งขัน ไม่ได้มุ่งหวังที่จะรับงานแสดง
- ฝึกทักษะให้กับนักเรียนเพียงคนเดียว ฝึกเพียงอย่างเดียว (ฝึกยากมาก)
- จะพัฒนาผู้เรียนในแต่ละทีก็จะต้องรอให้ถึงเวลาที่มีการประกวดแข่งขันเสียก่อน
- จัดกิจกรรมในสิ่งที่ตนเองไม่ถนัด แถมยังไม่มีประสบการณ์อีกด้วย (อยากที่จะทำ)
- กีดกันผู้เรียนที่จะเจริญก้าวหน้าในทางที่เขาสนใจ เพื่อให้เดินตามเส้นทางที่ตนเองวางไว้
- สอนผู้เรียนตลอดเวลาทุกสถานที่ ทุกสถานการณ์แล้วแต่โอกาสที่จะเอื้ออำนวยให้
- สอนนักเรียนให้เดินตามเส้นทางที่ครูประสบความสำเร็จมาแล้วโดยความสมัครใจไม่มีบังคับ
- ครูมีความรู้กว้างขวางและเปิดใจยอมรับในทุกสถานการณ์ จนผู้เรียนมีความเชื่อถือศรัทธา
- ครูเป็นผู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ค้นพบตนเอง ให้โอกาสผู้เรียนได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่
มีสิ่งใดบ้างที่จะช่วยให้เกิดเป็นมาตรฐานเดียวกัน ช่วยกันยกระดับ จากต่ำขึ้นไปเป็นระดับกลางและสูงต่อไป หากแต่ว่า สิ่งนั้นจะต้องเป็นความฝันของครูมาก่อน แล้วนำเด็ก ๆ ของเราเดินไปสู่จุดมุ่ง หมายนั้น ๆ ให้ได้ หากเราไม่มีการตั้งเป้าหมายที่สูงกว่าเอาไว้ก็จะไม่เกิดความพยายาม เช่น ตั้งเป้าหมายของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เอาไว้ว่า “จะต้องสร้างผลงานให้ถึงระดับมืออาชีพ มีรายได้ที่เกิดจากสติปัญญา ความสามารถของผู้เรียนโดยแท้และเห็นคุณค่าของสิ่งนั้นอย่างแท้จริง” ในที่สุดเวลาจะเป็นผู้กำหนดและบอกได้เองว่า ตำแหน่งที่เรายืนอยู่จริง นั้นอยู่ในระดับใด (สูง กลาง ต่ำ) ทั้งนี้ก็เพราะว่า สักวันหนึ่งเราจะลืมตัวและทอดทิ้งในสิ่งที่เคยทำ หากสิ่งนั้นมันไม่ใช่ความเป็นจริงในชีวิต ครับ
(ติดตามประสบการณ์ตรง ตอนที่ 3 "ความมั่นคง ถาวร" ชำเลือง มณีวงษ์)