สนุกกับภาษาไทย – ภาษาอัชฌาไศรย ๑๖. ประวัติศาสตร์กับการศึกษาวรรณคดีไทย (๑๕)


         เนื่องจาก ไตรภูมิพระร่วง แต่งขึ้นในสมัยพระยาลือไทย ผู้ศึกษาต้องเข้าใจทั้งผู้แต่งและสมัยที่แต่ง ข้อมูลใน จารึกพระบรมธาตุนครชุม และจารึกวัดป่ามะม่วง (ภาษาไทย) เกี่ยวข้องกับความเข้าใจเรื่องนี้มากที่สุด เพราะจารึกพระบรมธาตุนครชุมระบุว่า พระยาลือไทยทรงเชี่ยวชาญในคัมภีร์ทั้งหลายทั้งพุทธทั้งพราหมณ์และทรงเชี่ยวชาญพระไตรปิฎกจนอาจสอนพระสงฆ์ได้ เราได้ทราบจากจารึกวัดศรีชุม จารึกพ่อนมไสดำหรือจารึกวัดช้างล้อมและจารึกวัดป่าแดงว่า สุโขทัยมีสำ นักสงฆ์ของพระเถระ  ผู้ทรงคุณวุฒิหลายสำนัก4    การรับลัทธิเถรวาทจากลังกากำลังรุ่งเรืองสูงสุดบรรยากาศทางวัฒนธรรมนั้นส่งเสริมให้แต่งวรรณคดีศักดิ์สิทธิ์เช่น ไตรภูมิพระร่วง เป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะทรงพระราชนิพนธ์เอง หรือ อุปถัมภ์ให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตแต่งแล้วปิดพระนามลงไปในบานพแนกเพื่อความน่าเชื่อถือ คนที่อ่านจารึกพระบรมธาตุนครชุมจะได้ทราบว่า พระยาลือไทยมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว เพราะใน พ.ศ. 1901 ทรงทำนายว่า ในอีก 99 ปีข้างหน้าคือ พ.ศ. 2000 สังคมจะเข้าสู่ยุคของความเสื่อมอย่างรวดเร็ว อะไรที่ดีก็จะเสื่อมลงหมด ความเชื่อนี้เป็นความเชื่อหลักของเรืองปัญจอันตรธานที่มาจากงานของพระพุทธโฆษาจารย์ อิทธิพลของคำทำนายนี้ยังอยู่กับสังคมไทยมาจนถึงสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา เมื่อบ้านเมืองเสื่อมลง คนก็ยังอ้างพุทธทำนายเรื่องปี ๒๐๐๐ เรื่องน้ำจะท่วมฟ้า กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย   แต่เป็นการอ้างโดยไม่เข้าใจที่มาที่ไปของเรื่องเดิมแล้ว

         สำนวนภาษาใน ไตรภูมิพระร่วง แม้ถูกแทรกแซงจากผู้คัดลอกบ้างแต่ก็ยังคงบรรยากาศของสมัย โดยเฉพาะการที่พระเจ้าแผ่นดินทรงสั่งสอนให้ประชาชน “รู้บุญรู้ธรรม” และ “เร่งกระทำบุญธรรม” และ “มักบุญธรรม”5     สำนวนนี้เป็นเครื่องหมายการค้าของจารึกพ่อขุนรามคำแหงและพระยาลือไทย ลักษณะการสอนเป็นไปในทางกุศลกรรมมากกว่าการเน้นข้อห้าม   เพราะถ้า “รู้บุญรู้ธรรม” (หรือ รู้กระทำบุญ และ รู้สาระของพระธรรม) คุณความดีอย่างอื่นก็ตามมา สิ่งที่ไตรภูมิพระร่วง บอกแก่ผู้อ่านในการพรรณนานรกสวรรค์ก็คือ แม้แต่กระทั่งการเกิดมาเป็นมนุษย์นั้นก็เป็นเรื่องยาก เมื่อเกิดมาแล้วก็ไม่ควรกระทำบาปและอกุศลกรรมที่จะทำให้เลื่อนชั้นไปกว่าการเป็นมนุษย์ในโลกหน้า พระยาลือไทยเองก็สอนเรื่องนี้ในจารึกนครชุมของพระองค์ท่านโดยทรงย้ำว่า “ชั่วเราบัดนี้มีบุญหนักหนา จึงจักเกิดมาทันศาสนาพระเป็นเจ้าไซร้”

          ความเข้าใจแก่นของพุทธปรัชญาเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในการทำความรู้จักกับ ไตรภูมิพระร่วง เพราะไม่เช่นนั้นจะเป็นการเข้าป่านับต้นไม้แล้วไม่ รู้จักป่า สอนให้พยายามจำรายละเอียดแต่ไม่เข้าใจนัย จุดหมายสูงสุดของสัตว์ทั้งหลาย คือ นิพพาน หรือ ความหลุดพ้นจากสังสารวัฏ (การเวียนว่ายตายเกิด) โครงสร้างที่เล่าไว้ใน ไตรภูมิพระร่วง อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสอนคนไทยสมัยนั้น ประกอบไปด้วยภูมิต่างๆ สามภูมิคือ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ อย่างหนึ่ง หรือจำแนกตามสภาพเป็น 4 ภูมิใหญ่ คือ นรกภูมิ  ดิรัจฉานภูมิ เปรตภูมิ มนุสสภูมิ และสวรรคภูมิ แบ่งเป็น 31 ชั้น ความจริงละไว้ชั้นที่ 32 คือ ชั้นนิพพานหรือโมกษะ หรือ อมตยนคร สัตว์ที่ยังไม่หลุดพ้นต้องเวียนว่ายตายเกิดใน 31 ชั้นนั้นเอง นัยทางศาสนาก็คือ กรรมและบุญเป็นเครื่องกำหนดสถานะของสัตว์ว่าจะไปอยู่ ณ ที่ใด สัตว์ที่อยู่ต่ำสุดคือ พวกเปรตในมหาอวิจีต้องพึงพิงผู้อื่นโดยสิ้นเชิง พวกที่อยู่สูงขึ้นไปก็ยิ่งเป็นอิสระจำเป็นต้องพึ่งพิงผู้อื่นน้อยลงเป็นลำดับ จนถึงพรหมที่อยู่สูงขึ้นไปไม่ต้องเกือบไม่ต้องพึ่งพิงใครเลย เป็นแต่เพียงแสงสว่างลอยไปลอยมา

          โครงสร้างของจักรวาลของไตรภูมิมีความสำคัญในเชิงสัญลักษณ์ คือ บันไดกรรมที่จะทำให้คนมีความหวังที่จะกระทำกรรมดีไปสู่โลกหน้าที่มีสถานภาพสูงขึ้น รายละเอียดของการบรรยายแต่ละชั้นภูมินั้นเป็นกลยุทธ์ในการสอนเวไนยสัตว์ให้เห็นผลแห่งการกระทำซึ่งผูกพันกับชีวิตข้างหน้าของตน

--------------------------
4 เช่น สำนักพระมหาเถรศรีสรธาราชจุฬามุนี สำนักป่าแดงของพระมหากัลยาณเถระและ
สมเด็จพระครูบรมติโลกดิลกรัตนศีลคันธวนวาสี สำนักป่ามะม่วงของสมเด็จพระสุมนเถระ
สำนักพระมหาเถรพุทธสาคร และสำนักพระมหาเถรอนุราธ เป็นต้น
5 ศัพท์ที่ยกมานี้จากจารึกพระบรมธาตุนครชุม

         ยังไม่จบตอนที่ตั้งข้อสังเกตเรื่องไตรภูมิพระร่วง    ขอยกไปอีกตอนหนึ่งครับ

วิจารณ์ พานิช
๑๙ ต.ค. ๕๐
 

หมายเลขบันทึก: 144924เขียนเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2007 09:21 น. ()แก้ไขเมื่อ 18 มิถุนายน 2012 22:17 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี