พ.ร.บ.สุขภาพเป็นเครื่องมือแก้ความติดขัดของประเทศ

วันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ดิฉันเดินทางมาถึงอาคารสหประชาชาติ ตั้งแต่ ๐๗.๓๐ น. ได้มีโอกาสนั่งคุยกับผู้เข้าประชุมอื่นๆ บ้าง ช่วงเช้ามีกิจกรรมอีกเช่นเคย เป็นศิลปะการแสดง “ฤษีดัดตน” (เขียนตามกำหนดการ ไม่แน่ใจว่าควรใช้คำว่า “ฤษี” หรือ “ฤาษี”) โดยคณะนักแสดงโรงเรียนวัดสระแก้ว จังหวัดอ่างทองและศิลปิน เอก สาละวิน เด็กๆ แต่งชุดฤาษีแสดงท่าทางเหมือนท่าการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ดูน่ารักดี

 

 การแสดงฤษีดัดตน

๐๙ น.ตามกำหนดการจะมีปาฐกถาพิเศษเรื่อง “พ.ร.บ.สุขภาพฯ ในมุมมองของผู้ทำคลอด" โดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่ท่านติดภารกิจไม่สามารถมาได้ จึงมีการฉาย VCD ทำไมจึงต้องมีการปฏิรูปสุขภาพ ใช้เวลาประมาณ ๑๐ กว่านาที หลังจากนั้นเป็นเวทีพิจารณาข้อเสนอของ ๔ กลุ่มย่อย เลขานุการได้ชี้แจงวิธีการประชุมและกติกาที่ต้องใช้ร่วมกัน ต่อจากนั้นผู้แทนจากแต่ละห้องย่อยได้นำเสนอประเด็นและสิ่งที่ได้ปรับแก้ไข

ผู้เข้าประชุมมีการให้ข้อเสนอแนะและแสดงความคิดเห็นกันมากมาย โดยมีกติกาเช่นเดียวกับเมื่อวานนี้ว่าให้เวลาคนละ ๓ นาที แต่วันนี้ดีกว่าหน่อยเพราะมีตัวเลขเวลาที่วิ่งขึ้นจอให้เห็นด้วย ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะมีหลากหลาย ตรงประเด็นบ้าง ไม่ตรงบ้าง บางคนก็ไปอภิปรายเรื่อง พ.ร.บ.สุขภาพก็มี ไม่มีเวลาหยุดพัก แต่ประธานก็อนุญาตให้ผู้เข้าประชุมออกไปรับประทานอาหารว่างได้ตามอัธยาศัย

เมื่อจบการให้ข้อเสนอแนะ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ซึ่งท่านได้มานั่งฟังประชุมด้วยตั้งแต่เช้า ก็ได้ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ  “พ.ร.บ.สุขภาพ : เครื่องมือการสร้างสังคมสมานฉันท์” เนื้อหาที่ท่านบรรยายจัดพิมพ์เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ แจกผู้เข้าประชุมทุกคนอยู่แล้ว แต่ดิฉันชอบจดบันทึกตามคำพูดของท่าน เพราะรู้สึกว่าเข้าใจได้ดีกว่าการอ่านเอาเอง

อาจารย์ประเวศกล่าวว่า พ.ร.บ.สุขภาพเป็นเครื่องมือแก้ความติดขัดของประเทศ เป็นการเปิดพื้นที่ทางสังคม ซึ่งเดิมมันปิด จึงแก้ปัญหาของประเทศไม่ได้

เรื่องของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เป็นเรื่องของการปฏิรูปสังคม อาจเรียกว่า social revolution เป็นนวัตกรรมเพื่อการปฏิรูปสังคมหรือปฏิวัติ เป็นการปฏิวัติแบบใหม่ ไม่มีที่ไหนในโลกที่ทำแบบนี้ และไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่จะเป็นตัวอย่างแก่ประเทศอื่นด้วย

การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ (ระหว่างมนุษย์ – มนุษย์ มนุษย์ – สิ่งแวดล้อม) เป็นอุดมการณ์สูงสุดของมนุษยชาติ เป็นความบรรสานสอดคล้อง (harmony)

สังคมไทยไม่มีความสมานฉันท์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังจะเห็นได้จาก
๑. ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย และระหว่างเมืองกับชนบท ความยากจนเกิดจากความไม่ยุติธรรมในสังคม
๒. การแย่งชิงทรัพยากร ความขัดแย้งส่วนใหญ่เกิดจากการแย่งชิงทรัพยากร
๓. ความขัดแย้งทางการเมือง
๔. ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้
๕. ความยากจนและความไม่เป็นธรรมในสังคมเป็นความรุนแรงอย่างเงียบ (silent violence) แรงกว่าที่เรารู้เห็น

สาเหตุของสังคมไม่สมานฉันท์คือ หนึ่ง อารยธรรมโลกในปัจจุบันเป็นอารยธรรมวัตถุนิยม บริโภคนิยม เงินนิยม เอากำไรสูงสุดเป็นที่ตั้ง และ สอง ความอ่อนแอภายในประเทศของเราเอง ซึ่งประกอบด้วย
๑. การขาดศีลธรรมพื้นฐานทางสังคม ศีลธรรมพื้นฐานเป็นสิ่งที่มาของเรื่องดีๆ ทั้งปวง ระบบการศึกษาทั้งหมดเป็นกลไกส่งเสริมให้ขาดศีลธรรมพื้นฐานโดยไม่รู้ตัว (เช่น เข้ามหาวิทยาลัยได้ ก็คิดว่าชาวบ้านไม่มีความรู้)
๒. โครงสร้างทางดิ่งของสังคม สังคมใดมีโครงสร้างเป็นทางดิ่ง ศีลธรรมจะไม่ดี การเมือง เศรษฐกิจจะไม่ดี เพราะทางดิ่งคนจะมีพฤติกรรมไข้วเขว ถ้าเมื่อใดเป็นสังคมทางราบ ศีลธรรม การเมือง เศรษฐกิจจะดี พ.ร.บ.สุขภาพทำตรงนี้
๓. การพัฒนาโดยเอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง ทำให้เกิดช่องว่าง
๔. การจัดการภาครัฐไร้ประสิทธิภาพ ไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้ ระบบราชการเป็นระบบที่สร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาโบราณ
๕. วิกฤตการณ์ทางการเมือง (มาจากทุกข้อข้างบน)
๖. จิตสำนึกเล็ก คับแคบ แยกส่วน

พ.ร.บ.สุขภาพเป็นเครื่องมือแก้ความติดขัดของชาติ ดังต่อไปนี้
๑. ใช้แนวคิดทางสายกลาง (เป็นประเด็นสำคัญ) คิดแบบเป็นเหตุปัจจัยที่เชื่อมโยงสู่เรื่องดีๆ ทั้งหมด ใครมาก็ร่วมได้ ไม่ปฏิเสธใคร
๒. เป็นกลไกสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วม ทำให้เกิดพลังมหาศาล พลังสร้างสรรค์ ไปเลยเรื่องเศรษฐกิจของใคร ธรรมนูญต้องเคลื่อนไหวไปเป็นกลไกสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วม (การเมืองลงไปชุมชนไหนก็แตกแยก)
๓. เป็นกลไก “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” เรื่องยากๆ ใช้อะไรอย่างหนึ่งแก้ไม่ได้ ๒ มุมก็ไม่ได้ ต้องใช้ครบทั้ง ๓ มุมคือความรู้ สังคม และอำนาจรัฐ
อาจารย์ประเวศมีข้อเสนอว่าในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ นายกรัฐมนตรีน่าจะนำคณะรัฐมนตรีมาฟัง รัฐบาลได้กำไรฟรีๆ อะไรดีก็รับไปทำเลย อะไรที่ทำไม่ได้ก็บอก ไปศึกษาเพิ่มเติม การเมืองก็จะไม่เป็นเรื่องแยกส่วนอีกต่อไป
๔. ใช้กลไกการจัดการที่เป็นองค์กรของรัฐไม่ใช่ส่วนราชการ มีอิสระ
๕. เป็นกระบวนการทางศีลธรรม

อาจารย์ประเวศบอกว่าจริงๆ แล้วมีอีกมาก แต่นำมาพูดเป็นบางข้อเท่านั้น ขอให้ทุกคนไปอ่าน พ.ร.บ. ช่วยกันศึกษาให้ดีๆ ช่วยกันใช้ให้เต็มที่ เพื่อให้บ้านเมืองพ้นการติดขัด

ช่วงสุดท้ายเป็นพิธีปิดแบบมีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการ โดยรองนายกรัฐมนตรี คุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ประธาน คสช. และเครือข่าย ดิฉันได้รับมอบหมายจากห้องย่อยที่ ๔ ให้ร่วมทำหน้าที่มอบข้อเสนอให้กับคุณไพบูลย์ร่วมกับทีมอีกท่านหนึ่ง พร้อมโบกธงบนเวทีร่วมกับตัวแทนภาคีและตัวแทนจากห้องอื่นๆ เราทำตามที่มีคนบอกบทให้ทำ อย่างนี้แสดงว่าเป็นพิธีปิดแบบมีส่วนร่วมกระมัง

AAR การร่วมเวทีครั้งนี้
๑. ก่อนมาประชุมครั้งนี้คาดว่าจะได้เข้าใจเรื่องของ พ.ร.บ.สุขภาพมากขึ้น
๒. มีอะไรที่ได้เกินกว่าที่คาดไว้ - ได้เรียนรู้กระบวนการจัดประชุมอีกแบบหนึ่ง ได้เห็นศักยภาพของภาคีภาคประชาชน
๓. มีอะไรที่ได้น้อยกว่าที่คาดหรือยังไม่ได้ - ไม่ได้เรียนรู้เรื่องของ พ.ร.บ.สุขภาพมากขึ้น ที่ประชุมแจก พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ แต่ยังไม่ได้อ่านรายละเอียด
๔. มีอะไรที่ควรปรับปรุง – การอำนวยความสะดวกเรื่องอาหารว่างและอาหารกลางวัน
๕. จะกลับไปทำอะไรต่อ – ติดตามความก้าวหน้าของการจัดทำธรรมนูญ

ดิฉันมีข้อสังเกตว่าการประชุมครั้งนี้ ไม่มีผู้บริหารของสถาบันการศึกษาพยาบาลศาสตร์ หรือสถาบันการศึกษาแพทยศาสตร์ ที่เป็นสถาบันใหญ่ๆ มาให้เห็น บางสถาบันในกรุงเทพส่งคนผลัดกันมา ๒ วันไม่ซ้ำกัน สงสัยจริงว่าแล้วจะไปทำความเข้าใจปะติดปะต่อกันได้อย่างไร

วัลลา ตันตโยทัย วันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๐