การเกิดโรคพราเดอร์-วิลลี่

           บทบาทของโครโมโซม 15 ในคนปกติ ในคนทั่วไป ในแต่ละเซลล์ของมนุษย์มี 46 โครโมโซม หรือ 23 คู่ คือคือที่ 1-22 และคู่สุดท้ายคือ XX ในเพศหญิง หรือ XY ในเพศชาย ซึ่งนอกจากจะมียีนที่ช่วยในการทำงานต่างๆ ของร่างกายแล้ว ยังมียีนที่กำหนดเพศอีกด้วย โครโมโซม 23 แท่ง ได้รับมาจากฝ่ายพ่อ และอีก 23 แท่งจากฝ่ายแม่               

         ยีนของมนุษย์จำนวนเกือบสี่หมื่นยีนจะอยู่บนโครโมโซมทั้ง 23 แท่ง โดยโครโมโซมที่เป็นคู่กันไม่ว่าจะเป็นยีนอยู่บนโครโมโซมที่ได้รับที่มากจากพ่อหรือได้รับมาจากแม่ มักจะทำงานเหมือนกัน               

       อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติก็มีข้อยกเว้น คือ จะมีบางตำแหน่งบนแขนข้างยาวของโครโมโซม 15 ซึ่งมียีนที่ชื่อ เอส-เอ็น-อาร์-พี-เอ็น (SNRPN) และยีนชื่อ ยู-บี-อี-ทรี-เอ (UBE3A) ซึ่งอยู่ใกล้กันจะทำงานแตกต่างกัน ขึ้นกับว่าเป็นโครโมโซมที่ได้รับมาจากฝ่ายใด               

      ดยบนโครโมโซม 15 ที่ได้รับมาจากพ่อนั้นยีน SNRPN จะทำงานปกติ (แต่ยีน UBE3A ไม่ทำงาน) ซึ่งจะช่วยทำให้ไม่เป็นโรคพราเดอร์-วิลลี่ ในทางตรงกันข้าม บนโครโมโซม 15 ที่ได้รับมาจากแม่นั้นยีน SNRPN จะไม่ทำงาน (แต่ยีน UBE3A จะทำงาน)                

      ความผิดปกติของโครโมโซม 15 ที่ทำให้เกิดโรคพราเดอร์-วิลลี่ และโอกาสในการที่พ่อแม่ของผู้ป่วยจะมีบุตรเป็นโรคนี้อีก               

กลไกแบบที่ 1        พบในกว่าร้อยละ 70 ของผู้ป่วยคือ มีการขาดหายของชิ้นส่วนแขนข้างยาวของโครโมโซม 15 (ตำแหน่ง q11-13) ที่ได้รับจากพ่อ (หรือเรียกว่า paternal 15q11 deletion) ซึ่งความผิดปกตินี้ เกิดขึ้นโดยบังเอิญกับเฉพาะอสุจิตัวนี้เท่านั้น ในร่างกายของพ่อและอสุจิตัวอื่นๆ ไม่ผิดปกติ โอกาสที่พ่อแม่คู่นี้จะมีลูกเป็นพราเดอร์-วิลลี่อีก จะต่ำกว่าร้อยละ 1           

 กลไกแบบที่ 2        พบในร้อยละ 25 ของผู้ป่วยคือ โครโมโซม 15 ทั้งสองแท่ง ได้รับมาจากฝ่ายแม่ โดยไม่มีโครโมโซม 15 จากพ่อมาเลย (หรือเรียกว่า Maternal UPD, Uniparental  Disomy) ความผิดปกตินี้มักจะเกิดขึ้นโดยบังเอิญเช่นกัน  โอกาสที่พ่อแม่คู่นี้จะมีลูกเป็นพราเดอร์-วิลลี่อีก จะต่ำกว่าร้อยละ 1           

กลไกแบบที่ 3        พบน้อยไม่ถึงร้อยละ 1 ของผู้ป่วย ซึ่งพบว่ายีนบางยีน (Imprinting center, IC gene) ผิดปกติไป ถ้าเป็นแบบนี้โอกาสจะมีลูกเป็นโรคอีกจะสูงถึงร้อยละ 50                          

กลไกแบบที่ 4        พบน้อยมากไม่ถึงร้อยละ 1 ของผู้ป่วย ซึ่งพบว่ามีการย้าย/สลับที่ของโครโมโซม 15 (ตำแหน่ง q11-13) กับโครโมโซมอื่น ถ้าเป็นแบบนี้ โอกาสมีลูกเป็นโรคพราเดอร์-วิลลี่อีกน้อยกว่าร้อยละ 1 แต่มีโอกาสมีลูกมีความผิดปกติแบบอื่น สูงถึงร้อยละ 25   

ตารางแสดงวิธีตรวจเลือด เพื่อวินิจฉัยโรคพราเดอร์-วิลลี่ 

กลไกความผิดติที่ทำให้เป็นโรค ร้อยละของผู้ป่วย วิธีการตรวจ
แบบที่ 1 และ 2 99% ตรวจดีเอ็นเอ-เมทิเลชั่น  (methylation analysis)
แบบที่ 1 คือ ดีลีชั่น (Deletion) และแบบที่ 4 70% ตรวจโครโมโซมและฟิช (Chromosome analysis / FISH
แบบที่ 1 คือ ยูพีดี (UPD) 25% ตรวจดีเอ็นเอ-ยูพีดี (Uniparental disomy analysis)
แบบที่ 3 การกลายพันธุของอิมพรินติงยีน น้อยกว่า 5% ตรวจการกลายพันธุของอิมพรินติงยีน (Mutation analysis)

             ดังนั้นในทางปฏิบัติ ผู้ป่วยทุกรายที่แพทย์สงสัยว่าจะเป็นโรคพราเดอร์-วิลลี่ จึงควรได้รับการตรวจเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรค และควรได้รับคำแนะนำในการดูแลที่เหมาะสม และคำปรึกษาด้านพันธุกรรม 

    การตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยโรคพราเดอร์-วิลลี่ ทำได้หลายวิธี               

       แต่ละวิธีมีความไวต่างกัน ดังนี้               

1.  ตรวจดีเอ็นเอ ความไวในการวินิจฉัยโรคพราเดอร์โดยวิธีนี้สูงถึงร้อยละ 99 เนื่องจากไม่ว่าจะเป็นพราเดอร์-วิลลี่ กลไกแบบที่ 1 หรือแบบที่ 2 ก็จะสามารถยืนยันได้โดยวิธีนี้ และหากผลยืนยันพบว่าเป็นโรคจริง จึงควรตรวจโครโมโซม และฟิช (FISH, fluorescence in situ hybridization) ต่อไป เพื่อวางแผนให้คำแนะนำโอกาสเสี่ยงในการมีลูกเป็นอีก หรือ               

2.  ตรวจโครโมโซมและฟิช มีความไวในการวินิจฉัยโรคนี้ร้อยละ 70 เนื่องจากจะตรวจพบเฉพาะพราเดอร์-วิลลี่ ที่เกิดจากกลไกแบบที่ 1 เท่านั้น            

หากผลตรวจด้วยวิธีนี้ ไม่พบว่าเป็นโรคพราเดอร์ ควรตรวจด้วยวิธีดีเอ็นเอ ต่อไป            

หากผลตรวจด้วยวิธีนี้ พบว่าเป็นโรคพราเดอร์ ก็ไม่ต้องตรวจดีเอ็นเอต่ออีกไป 

  หมายเหตุ            ค่าตรวจดีเอ็นเอ ประมาณ 1,000 1,500 บาทค่าตรวจโครโมโซมและฟิช (รวมกัน) ประมาณ 2,500 3,000 บาท