กลไกชุมชนและกองทุนสวัสดิการเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อให้สมาชิกไม่คิดโกง

งานสัมมนาที่วัดป่ายางวันที่29-30ต.ค.ก็มีเสียงบ่นว่าคนของรัฐตราหน้าว่ากลุ่มสัจจะเป็นกลุ่มเถื่อน

เรื่องนี้มีประวัติมายาวนาน
ผมเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญปี2540รับรองการรวมตัวกันของชุมชนเพื่อทำกิจกรรมส่วนรวมที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน(มิใช่ธุรกิจระหว่างบุคคลและนิติบุคคล-ความเห็นของอ.แหววเข้าใจว่าคงเป็นมุมมองของนักกฏหมายเพราะอ.ฐาปนันท์ นิติศาสตร์มธ.เหมือนกันบอกว่าไม่มีชุมชนอยู่ในตัวบทกฏหมาย)

ที่จริงการรวมกลุ่มช่วยเหลือกันยืนอยู่บนหลักการ สหกรณ์ แต่สหกรณ์ในกฏหมายไทยคือ กลุ่มที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเท่านั้น จึงมีคำเรียก
สหกรณ์ภาคประชาชน ทดแทน

มีหน่วยงานรับรองสถานะภาพองค์กรชุมชนคือ สถาบันพัฒนาองค์กร(พอช.) และที่พยายามต่อสู้ทางกฏหมายคือพรบ.สภาองค์กรชุมชน

หลักการทางกฏหมายคุ้นเคยกับแนวคิดปัจเจกถือเอาการต่อสู้ทางคดีความเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันได้เพิ่มแนวคิดยุติธรรมชุมชนโดยใช้กลไกทางสังคมช่วยจัดการซึ่งได้ผล(โดยรวม)ดีกว่า
ผมเข้าใจว่าแนวคิดการรวมกลุ่มทางการเงินเพื่อช่วยเหลือกันก็ใช้กลไกทางสังคมเป็นกลไกสำคัญ
ครูชบประกาศว่า กลุ่มจะไม่ฟ้องร้อง ใครโกง(ได้)ก็โกงไป
ครูชบใช้กลไกชุมชนและกองทุนสวัสดิการเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อให้สมาชิกไม่คิดโกง
วิธีการสำคัญคือ
1)ตั้งกองทุนสวัสดิการที่แบ่งกำไรอย่างน้อยครึ่งหนึ่งควบคู่กันไปกับเงินออมของสมาชิก
2)ตั้งกองทุนสวัสดิการลดรายจ่ายวันละ1บาทหรือกองบุญวันละ1บาทเคียงคู่กับกองทุนสวัสดิการสัจจะเพื่อเป็นแรงจูงใจให้เป็นคนดีตามกรอบระเบียบของกลุ่ม ด้วยการ
2.1)การกู้ป้องกันโดยใช้เงินหุ้นหรือเงินสัจจะของตนเองค้ำ และมี2คนช่วยค้ำตามหลักการ ที่พิเศษคือ
2.2)ในวันทำการเมื่อมีการส่งคืนเงินกู้รายเดือน ถ้าผู้กู้คนใดไม่ส่ง จะไม่ปล่อยกู้ในเดือนนั้น คนค้ำต้องไปตามเงินกู้มาคืน ถ้าไม่ได้ ผู้ที่ต้องการกู้ต้องยอมเฉลี่ยจ่ายคืนเงินกู้ที่ค้างส่งในเดือนนั้นแล้วไปตามเก็บเงินจากคนค้างเอง

วิธีการนี้ให้ความสำคัญกับกลุ่มสูงมาก กลุ่มมีความสำคัญที่สุด ปัญหาจากเงินค้างจึงไม่มี สมาชิกต้องดูแลกันเอง ต้องจัดการกันในระบบสังคม/ชุมชน

3)เรื่องบัญชีต้องชัดเจนเป็นระบบทุกเดือน
สามารถปิดบัญชีรับจ่าย(บัญชีเงินสด)และปิดงบทดลองในแต่ละเดือนได้โดยเร็วที่สุด(ในวันนั้นหรือวันรุ่งขึ้นโดยให้กรรมการร่วมเรียนรู้เรื่องบัญชีด้วย)
ด้วยวิธีการเหล่านี้ หากมีสมาชิกมากพอและทำกิจกรรมต่อเนื่องระยะหนึ่งก็จะมีเงินกองทุนเพิ่มพูนขึ้นเป็นพลังที่เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม
จากการออม-กู้ ลดรายจ่าย/ทำบุญ-จัดสวัสดิการโดยใช้กลไกทางสังคมจัดระบบก็จะช่วยให้ชุมชนพอฟื้นตัวได้ จะเป็นพลังในการทำเรื่องอื่นๆต่อไป

โดยสรุปคือ
1)ระบบคิดเรื่องการออม-กู้ ลดรายจ่าย/ทำบุญ-จัดสวัสดิการ
2)วิธีการ เน้นการพึ่งตนเอง จูงใจด้วยสวัสดิการ 
พึ่งพา/ดูแลกันภายใน ความมั่นคงของกลุ่มต้องมาก่อน 
3)ผู้นำ การเรียนรู้ร่วมกันของคณะกรรมการและสมาชิก