การผ่อนโง่ไม่มีดอกเบี้ย

 ตอน : การผ่อนโง่ไม่มีดอกเบี้ย

ตอนที่ผมเข้ามาเรียนรู้ในG2Kใหม่ๆ ผมมึนตึบที่ไม่รู้ระบบของกลไกการทำงานให้ถ่องแท้ ยกตัวอย่างเช่นการพิมพ์ข้อความ ตอนแรกบรรจงเรียงร่ายอักษราอย่างหวานซึ้ง ใกล้จะถึงจุดซตพ. มือไปกดโดนแป้นข้างๆ ..พรึบ! จอขาวจั๊วะ จิตนาการที่วาดฝันไว้หายวับไปกับตา เป็นอย่างนี้อยู่หลายครั้ง เพียรพยายามทำจนท้อ จนกระทั้งมีคนแนะนำให้เขียนไว้ในบันทึกอื่น แล้วค่อยCopyมาลง ถ้าพลาดพลั้งต้นฉบับก็ยังอยู่ อีกทั้งสามารถตกแต่งตัวหนังสือ แต่งสีสัน วางจังหวะช่องไฟหรือย่อหน้า เน้นความสำคัญให้อ่านง่ายและดูดี ตรงนี้ความโง่ก็ผ่อนไปได้เปลาะหนึ่ง 

หลังจากนั้นเรียนวิธีเอาภาพขึ้นBlog  ขั้นตอนนี้โง่ระทึกอยู่นาน แม้กระทั้งทุกวันนี้ก็ใช่ว่าจะทำได้ดี เจ้าหลานรักสิงโตมีโปรแกรมแต่งภาพดีๆจะสอน เราก็ยังไม่มีเวลาให้หลานฝึกฝนให้ เอาแค่พอทำได้ดูรู้เรื่องไปก่อน แสดงว่าถึงจะทำยังไงความโง่เราก็ยังมีอยู่ แต่ถ้าเราสนใจเรียน เราก็สามารถผ่อนโง่ลดลงไปเรื่อยๆ แต่ก็นั่นแหละ ถ้าเรากระโดดไปเรียนเรื่องอื่น เราก็จะเจอวงจรอย่างเดียวกันนี้ คือตั้งต้นที่ความโง่ และหาทางผ่อนโง่ลงไปเรื่อยๆ สรุปว่าเราไม่มีทางหลุดจากวงจรโง่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ นั่นก็หมายความว่า ความโง่ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ความเซ่อนี่สิยังเป็นปัญหา จะอธิบายว่าอย่างไร  

ผมเห็นหลายคนที่ไม่กล้าเขียนBlog กลัวคนอื่นจะดูแคลนว่าทำไม่ถูกทำไม่เก่ง กลัวว่าจะไปลดความเชื่อถือที่แบกมา ตั้งนานสองนานในฐานะผู้เป็นผู้เชี่ยวชาญต่างๆ มันก็จริงของท่านที่เคยเชี่ยวชาญตั้งแต่ปีมะโว้โน่น ไม่ทราบหรือไรว่ายุคสมัยนี้ความรู้ตกรุ่นเร็วยิ่งกว่ากางเกงในเปลี่ยนคอนเล็คชั่น   

การที่จะดำรงความเชี่ยวชาญไว้ได้ จะต้องหมั่นเปลี่ยนดินเปลี่ยนไปปุ๋ยเป็นระยะๆ ไม่อย่างนั้นความรู้ก็จะอยู่ในกระถางบอนไซ ปลูกอะไรไว้ก็แคะแกร็นอยู่อย่างนั้น จะมาชื่นชมอนุรักนิยมเหมือนวัตถุโบราณไม่ได้หรอก ใครมีความรู้ต้องเปลี่ยนการอนุรักษ์มาเป็นการอนุแลก คือแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันให้กว้างขวางไปเรื่อยๆ ไม่อย่างนั้นกระบวนการเรียนรู้ในบ้านเมืองเราก็ทำได้แต่ผิวๆ ไม่ก้าวหน้าถึงระดับที่จะสร้างชุดความรู้ฉบับแห่งชาติได้ 

เมื่อเข้ามาอยู่ในแวดวงของฺBlog  ผมเห็นจุดพิเศษตรงที่ทำให้ช่วยให้ผ่อนโง่ได้สะดวก ได้เร็ว และได้สนุกกับความโง่ของตนเอง แทบทุกครั้งที่เอาความโง่ไปแลกกับความฉลาด ก็ไม่เห็นท่านผู้อุปการคุณความรู้ติติงอะไร ไม่ได้คิดถึงต้นทุนกำไร ไม่คิดถึงสิทธิทางปัญญา มีแต่เมตตาจิตให้กัน  

แต่ถึงยังงั้นก็ยังยากที่จะมีคนเข้าใจตรงจุดนี้  แทนที่จะสนับสนุนบุคลากรในองค์กรให้เรียนรู้ผ่านBlog ก็ทำตัวเป็นเต่าเข้าใจยาก ถาม: ก็บอกไม่ได้ว่าจะพัฒนาองค์กรอย่างไร ใช้เครื่องมืออะไร ผมเข้าใจดีว่าเรื่องนี้บังคับกันไม่ได้ เป็นเรื่องส่วนตัวส่วนใจใครจะเลือกจะชอบ ควรปล่อยให้เป็นทางเลือกส่วนตัว  ที่เขียนมาก็เพื่อจะบอกว่า คนไหนเขียนBlog ก็ได้ผ่อนโง่ และการผ่อนโง่ไม่มีดอกเบี้ย ส่วนท่านที่ไม่เขียนBlog ท่านอาจจะมีวิธีแสวงหาความฉลาดวิธีอื่น ที่เหมาะกว่าวิธีนี้ก็เป็นได้ไม่ว่ากัน ผมเขียนเอามันส์ไปอย่างนั่นเอง ขอโทษด้วยที่ทำให้หลวมตัวมาอ่าน อิอิ. 

หมายเหตุ: ตอนแรกตั้งใจจะเขียน1-2 ตอน มะปรางเปรี้ยวมาขอตอนที่3 สะมะนึกะมาขอเพิ่มตอนที่4 ท้ายที่สุดนี้เจ้าเม้งเยอรมัน บอกขอสัก9ตอน เรื่องนี้เขียนตามใจผู้อ่านจริงๆนะตาหวาน อิอิ.