ถ้ามีเหตุการณ์สองอย่างสัมพันธ์กัน  เมื่อเหตุการณ์แรกเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เหตุการณ์หลังเปลี่ยนแปลงไปด้วยแล้ว  เราเรียกว่า  "เหตุการณ์แรกควบคุมเหตุการณ์หลังได้"  เช่น  ถ้าเราต้องการ "ควบคุมน้ำในกาให้เดือด"  เราก็ "เอาไฟไปเผาน้ำนั้น"  ถ้าต้องการให้เดือดเร็วขึ้น  เราก็"ควบคุม"ได้โดยเพิ่มไฟให้แรงขึ้น  หรือถ้าต้องกรให้เดือดช้าลง  เราก็ "ควบคุม"โดยลดแรงไฟลง  เป็นต้น

คราวนี้สมมุติว่า  เราอยากรู้ว่า  เราสามารถที่จะ"ควบคุมจิต"ของคนเราเองได้หรือไม่  เราก็ลองทำดูได้โดยลือก"ลักษณะบางอย่างของจิต"มาสัก ๑ ลักษณะ  สมมุติว่า  เราเลือกลักษณะ "ความจำ" มา  โดยเราจะ "ควบคุม" ให้ "จำเร็ว" หรือ "จำช้า" ตามที่เราต้องการได้  จากนั้น  เราก็เชียนคำที่จะให้จำจำนวน ๒๐ คำลงในบัตรคำขนาด ๓ x ๕ นิ้ว  บัตรละ ๑ คำ ๒๐ บัตรก็ ๒๐ คำ   เรานำบัตรคำนี้ไปให้เด็กอายุ ๑๒ ปีจำ  โดยเสนอให้ดูทีละ ๑ บัตร ๆละ ๒ วินาที เสนอให้ดูจนครบ ๒๐ บัตร  แล้ให้เขียนตอบทันทีว่าเขาเห็นคำอะไรบ้าง  ระลึกคำใดได้ก่อนก็ให้เขียนคำนั้น  เหตุการณ์นับตั้งแต่เสนอให้ดูบัตรแรกไปจนกระทั่งเขียนตอบเสร็จ  เรียกว่า ๑ รอบการเรียน   ต่อไปก็เสนอรอบที่ ๒, ๓, ๔, ๕, ---------  ด้วยวิธีเดียวกัน   สมมุติว่า พอถึงรอบที่ ๑๕ เขาจำคำได้หมดทั้ ๒๐ คำ   ต่อไปเราก็นำคำทั้ง ๒๐ คำนี้ไปให้คู่ฝาแฝดแท้ของเขาเรียนด้วย  ด้วยกระบวนการเดียวกันทุกประการ  แต่ราวนี้เราเสนอให้ดู้บัตรละ ๕ วินาที

ผลปรากฏว่า  คนหลังจำได้หมดในรอบที่  ๗ เป็นต้นไป !  แสดงว่า คนหลังจำได้เร็วขึ้น

เรสามารถ"ควบคุม" ให้"จำเร็ว - จำช้าได้"ด้วย"การเปลี่ยนแปลงเวลาที่เสนอให้ดูบัตรแต่ละบัตรให้มากขึ้นหรือน้อยลง"

"การจำ" เป็นเหตุการณ์อย่างหนึ่งทาง "จิต"   นั่นแสดงว่า  เราสามารถ "ควบคุม" จิตได้

ลักษณะอื่นๆของจิต  เราก็สามารถทดลองให้ดูได้

"การจำ" หรือ "ความจำ" เป็นเหตุการณ์ "ทางจิต"  ถ้าจะกล่าวให้สมบูรณ์  ก็กล่าวได้ว่า "การรู้สึกจำ"   ผู้ที่ "กระทำ"กิจกรรมจำจริงๆนั้นไม่ใช่ "ความรู้สึก"  แต่เป็น "กิจกรรมของกลุ่มนิวโรนบริเวณเซเรบรัลคอร์เท็กซ์" ของบางแห่งต่างหาก  "ความรู้สึก" เป็นเพียง "ช่องทาง" ให้กิจกรรมดังกล่าว "เผยตัว"ออกมาเท่านั้น   แต่เราพูดกันด้วยภาษาของคนทั่วไปว่า "จิต" ครับ