หลายๆท่านที่เป็นแฟนประจำบล็อกของผมอาจจะจำได้ว่า ผมทำงานเชิงนโยบายการจัดการทรัพยากรน้ำของชาติมาเกือบ ๕ ปี
เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงระดับครัวเรือน และความเป็นธรรมระดับชาติ ทั้งในระดับลุ่มน้ำสาขา ๒๕๐ ลุ่มน้ำ และลุ่มน้ำหลัก ๒๕ ลุ่มน้ำ
ด้วยความบังเอิญ หรือโชคดี ผมก็ไม่แน่ใจ ทำให้หลายๆอย่างลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ เช่น
1. สมัยปลายๆรัฐบาลทักษิณผมก็มีโอกาสประชุมร่วมกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง จนก่อให้เกิด
· แนวคิดเชิงนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (ในระดับหนึ่ง!) จนสามารถไปร่วมกับกระบวน megaproject ได้
· แต่ก็ยังไม่เกิดผลในทางปฏิบัติเท่าที่ควร
2. ในช่วงเกิดความสับสนทางการเมืองนั้น ผมได้ปรับแผนการทำงานมาเชื่อมกับทางหน่วยราชการโดยตรง โดยขอความร่วมมือ และเชิญผู้แทนอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กรมชลประทาน และกรมพัฒนาที่ดิน มาหารือกับภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อการดำเนินการขับเคลื่อนในทางปฏิบัติและเชิงนโยบายในขณะเดียวกัน ก็ได้ผลในเชิง
· การนำกรณีตัวอย่างการจัดการทรัพยากรน้ำในระดับแปลงเข้าสู่แผนปฏิบัติงานระดับกรม
· การรวมรวมภูมิปัญญาการจัดการน้ำในระดับแปลง กลุ่ม และเครือข่าย เข้าเป็นภูมิปัญญาระดับชาติ
3. ในช่วงเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นรัฐบาลและสภาแต่งตั้ง ก็เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่กฎหมายมหาชน อย่าง พรบ. ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ จะได้รับการพิจารณา เพราะกฎหมายแบบนี้มักไม่อยู่ในความสนใจของรัฐบาลเลือกตั้ง เพราะการสร้างความเป็นธรรมอาจทำให้นักธุรกิจใหญ่ๆบางส่วนกระทบกระเทือน และอาจเสียผลประโยชน์ได้ จึงมักมีการดึงเรื่องไปมา จนยากที่จะผ่าน ดังนั้น ทางหน่วยงานที่ทำงานด้านนี้ได้ตั้งท่ารอมาตั้ง ๑๕ ปี กว่าจะมีโอกาสเสนอร่างกฎหมายแบบนี้เข้าสู่สภา
· ณ วันนี้ พรบ. ทรัพยากรน้ำแห่งชาติได้ผ่าน ความเห็นชอบของ ครม. เมื่อ ๒๙ พฤษภาคม และเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จนผ่านวาระหนึ่ง “รับร่าง” เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ในระหว่างการแปรญัตติ จึงน่าจะคลอดได้ทันก่อนสภานี้จะสิ้นสุดวาระ
4. ในการเตรียมการสนับสนุนการทำงานภายใต้ พรบ. ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ นั้น ผมได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนกระบวนการออกกฎหมายลูกที่สำคัญ คือ อนุบัญญัติประกอบ พรบ. ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ๒ ฉบับ คือ
· อนุบัญญัติที่ว่าด้วยที่มาของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และ คณะกรรมการลุ่มน้ำ
· อนุบัญญัติที่ว่าด้วย กฎ กติกาการใช้น้ำ ๓ ประเภท
ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกภาคส่วน ทั่วประเทศ
ทั้งความคิดเห็นเพื่อนำไปร่างกฎกระทรวง (รอบที่ ๑)
และนำกฎกระทรวงมานำเสนอให้ประประชาชนช่วยปรับปรุงแก้ไข (รอบที่๒)
ที่ผมต้องตระเวนเดินทางประชุมทุกภาค ตั้งแต่เดือน กรกฎาคม ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน
ที่จะต้องทำให้เสร็จประมาณต้นปีหน้า
ร่างกฎกระทรวงทั้งสองฉบับ มีเนื้อหาสาระสำคัญคือ
1. การเกิดประสิทธิภาพการใช้น้ำ สร้างความเป็นธรรมในสังคม และยั่งยืน
a. ตามภูมินิเวศน์
i. จารีต ประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิต และ
ii. ทรัพยากรที่มี
b. ตามความจำเป็นพื้นฐาน
i. ประเภทที่ ๑ น้ำเพื่อการยังชีพพื้นฐาน
ii. ประเภทที่ ๒ น้ำเพื่อระบบธุรกิจ และการค้า
iii. ประเภทที่ ๓ การใช้น้ำปริมาณมาก ข้ามลุ่มน้ำ หรือเกิดผลกระทบกับผู้ใช้น้ำจำนวนมาก
c. ตามแผนการพัฒนาประเทศ
i. ความพอเพียง พอกิน พออยู่ พอใช้
ii. พัฒนาระบบการค้าขาย การพานิช
iii. พัฒนาระบบธุรกิจ อุตสาหกรรม
2. ประเด็นหลักๆ ของกฎหมายลูก
a. การกำหนดจำนวน องค์ประกอบ คุณสมบัติ และที่มาของ
i. คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
ii. คณะกรรมการลุ่มน้ำ ๒๕ ลุ่มน้ำ
b. บทบาทหน้าที่ของ
i. คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
ii. คณะกรรมการลุ่มน้ำ ๒๕ ลุ่มน้ำ
iii. กติกาการใช้น้ำ ๓ ประเภท (ที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และคณะกรรมการลุ่มน้ำจะใช้ในการดำเนินงาน)
ขั้นตอนการรับฟังความเห็น
1. ใช้การประชุมกลุ่มย่อย (Focus group)
a. ก่อนและหลังการออกแบบสอบถาม
b. ก่อนและหลังการประชุม
2. การใช้แบบสอบถาม (Questionnaire)
3. การประชุมระดมความเห็น (Public hearing forum)
4. ส่งความเห็นผ่านจดหมาย โทรศัพท์ โทรสาร และ เว็บไซท์
· ผมในฐานะที่ปรึกษา จัดทำร่างอนุบัญญัติและทำข้อสรุปรายงานเสนอกรมทรัพยากรน้ำ
· กรมทรัพยากรน้ำ นำเสนอประเด็นที่ได้เข้าสู่กระบวนการของจัดทำกฎหมายลูก (อนุบัญญัติ) พรบ. ทรัพยากรน้ำ
วันนี้ผมก็กำลังลุ้นว่ากระบวนการทำงานทั้งหมดจะราบรื่นจนทำให้ประเทศไทยมี พรบ. ทรัพยากรน้ำ และกฎหมายประกอบอย่างครบถ้วนที่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์
ที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน ในการใช้ทรัพยากรน้ำ
- ทั้งเพื่อการยังชีพ
- การพานิช และ
- การพัฒนาประเทศสืบไป
มีข่าวอะไรเพิ่มเติม จะนำไปรายงานที่ web ของศูนย์วิจัยน้ำ
http://home.kku.ac.th/wnec/
และรายงานความก้วหน้าที่นี่ครับ
โปรดติดตามตอนต่อไป
น้ำคือชีวิตหวังว่าจะ พรบ.ทรัพยากรน้ำและกฤหมายประกอบ เสร็จสมบูรณ์โดยเร็วเพื่อความเป็นอยู่ที่ยั่งยืนต่อไปของลูกหลานชาวไทยครับ
ขอบคุณครับ
ถ้าติดตามตลอด น่าจะได้ A++ แน่นอน
ครับ
สวัสดีค่ะ
ดีใจที่อาจารย์มาทำเรื่องน้ำค่ะ
เป็นเรื่องที่ดีมากเลย ที่ให้องค์กรประชาชนเข้ามามีส่วนสำคัญในการจัดการน้ำในระยะยาว
คนเรามองน้ำในหลายมิตินะคะ
คนล้านนานับถือน้ำเสมือนแม่ ตัวอย่างเช่น มีการทำพิธีสืบตำนานแม่น้ำน่าน เป็นการให้ความสำคัญกับน้ำสูงสุด
ขณะที่คนภาคกลางมองน้ำเป็นการจัดการความสะอาด นั่นคือความต่างของมิติการมองน้ำ
ดิฉันไปอินเดีย เห็นเลยว่า คนอินเดียให้ความสำคัญกับน้ำมากๆ โยเพาะแม่น้ำคงคา
พวกพราหมณ์เชื่อกันว่าเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิสามารถที่จะชำระล้างบาปด้วยการลงไปอาบ ดื่มกิน หรือลงไปแช่และในปัจจุบันก็ยังมีการประพฤติกันอยู่เช่นนั้นอยู่สวัสดีครับอาจารย์
เป็นข่าวดีต่อผมมากครับ
เพราะว่าเป็นห่วงที่ปายอยู่มากๆครับ
สรุปที่นี่คือ ความต้องการน้ำมากขึ้นๆ แต่น้ำกลับลดลง ต้นน้ำก็ลดลงครับ
อนาคตคงเลี่ยงปัญหาขาดแคลนไม่ได้ถ้าไม่จัดการดีๆ
ขอบพระคุณมากๆครับ
สวัสดีครับ
ใช่ครับเมื่อสัปดาห์ที่แล้วประชุมที่ ม บูรพาครับ
ประเด็นเข้มข้นมากจนเกือบจะปิดการประชุมไม่ลง
ที่อื่นก็มีการวิพากษ์กันประปรายครับ ทั้งภาคใต้ เหนือ อีสาน
วันพรุ่งนี้ประชุมที่โรงแรมสบายที่โคราชครับ ใครว่าง และสะดวกเชิญครับ ฟรีครับ มีอาหารกลางวันทานครับ
และเราก็จะมีรอบสองอีกครั้งหนึ่งทั้งสี่ภาคครับ หลังจากนำประเด็นไปร่างเป็นกฎหมายแล้วครับ
คงเป็นหลังเลือกตั้งครับ
มารับทราบด้วยความยินดี
เข้าใจว่าจะมี กม.ลูก ออกมาเพื่อสอดรับกับบริบทแต่ละพิ้นที่
ประเด็นนี้ผ่านวาระจนได้ ต้องขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนร่วมผลักดันในครั้งนี้
*** Blog ของผมพร้อมรองรับให้ นศ. ม.ขอนแก่น เข้าไปเรียนรู้แล้ว โดยให้ นศ. ใช้ Tag ว่า "ปาย และ เมืองปาย" ครับ
มารับทราบด้วยความยินดี
เข้าใจว่าจะมี กม.ลูก ออกมาเพื่อสอดรับกับบริบทแต่ละพิ้นที่
ประเด็นนี้ผ่านวาระจนได้ ต้องขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนร่วมผลักดันในครั้งนี้
*** Blog ของผมพร้อมรองรับให้ นศ. ม.ขอนแก่น เข้าไปเรียนรู้แล้ว โดยให้ นศ. ใช้ Tag ว่า "ปาย และ เมืองปาย" ครับ
ย่าลืมไปโฮมบุญ ผ้าป่าสามักคี ที่สวนป่านะครับผม
ขอบพระคุณครับ
แล้วพบกันนะครับ
สวัสดีครับอาจารย์
เพราะเหตุอันใดจึงมีคนตั้งข้อสังเกตว่าเป็น พรบ.ทำลายเกษตรกร ล่ะครับ
ดังนี้...
http://msuriyamas.blogspot.com/2009/08/blog-post_15.html
ในส่วนที่ผมมีส่วนร่วมนั้น
การใช้น้ำประเภทที่ ๑ การเกษตรยังชีพทั่วไป ไม่มีเสียค่าบริการใดๆ ใช้ได้ไม่มีขีดจำกัด ที่จริงผมก็ไม่ค่อยจะเห็นด้วยเท่าไหร่ เพราะอาจจะมีการใช้แบบฟุ่มเฟือย แต่ประเด็นนี้เป็นการปกป้องสิทธิ์ขั้นพื้นฐานของเกษตรกร
การใช้น้ำประเภทที่ ๒ ไม่เกี่ยวกับเกษตรกรธรรมดา ต้องเสียค่าน้ำ แต่เป็นระดับธุรกิจ ที่มีบางฝ่ายพยายามตีความแบบหาช่วยนายทุน แบบคาบลูกคาบดอก ว่าธุรกิจเกษตรเป็นของเกษตรกรยากจนด้วย ที่น่าจะขัดแย้งกันในตัว
การใช้น้ำประเภทที่ ๓ ข้ามลุ่มน้ำ ที่เป็นระบบขนาดใหญ่ น่าจะต้องเสียค่าน้ำ และชดเชยค่าเสียหายให้กับลุ่มน้ำที่ได้รับผลกระทบ เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ไม่เกี่ยวกับเกษตรกร
มีความพยายามตีความโยงเพื่อหาพวกโดยพยายามล้มกฏหมาย เอาเกษตรกรบังหน้า เพื่อนายทุน ที่แฝงมาในคราบเกษตรกร และกิจกรรมพันธสัญญา
จึงเป็นปัญหา คนที่ไม่รู้เรื่องถูกปั่นหัว ให้คนจนทะเลาะกันเอง เพื่อนักธุรกิจ น่ากลัวจริงๆ
ขอบคุณครับที่ถาม
เรียน ดร.แสวง ที่เคารพ
เครือข่ายสมัชชาลุ่มน้ำล้านนา(ต้นลุ่มน้ำหลักของประเทศ 6 ลุ่มน้ำใน 25 ลุ่มน้ำของประเทศ สาละวิน-กก/โขง-ปิง-วัง-ยม-น่าน)กำลังขับเคลื่อนประเด็นการจัดการลุ่มน้ำ ภาคเหนือ แบบมีส่วนร่วม และเป็นธรรม เพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ในฐานะอาจารย์เป็นหนึ่งในผู้ผลักดัน พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ มาแต่ต้น แต่รูปร่างหน้าตาของ พ.ร.บ.ที่ออกมาดังกล่าว มันเปลี่ยนไปจากเจตนารมย์ จึงขอให้ท่านอาจารย์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วย ขอบคุณครับ
เครือข่ายสมัชชาลุ่มน้ำล้านนา โทร 086-188-3200
ตอนนี้ผมไม่ได้ดูแลต่อแล้วครับ
แต่คิดว่าหลักการที่วางไว้ตามเจตนารมณ์เดิมไม่น่าจะเปลี่ยนนะครับ
เพราะได้ลงทุนทำขนาดนั้น ถ้าจะเปลี่ยนก็น่าเสียดายครับ