ลมหนาวมาเยือนแล้ว บ่งบอกว่าใกล้ถึงเวลาเปลี่ยนฤดูกาล เสื้อผ้าหนาๆที่เก็บไว้ในตู้เสื้อผ้าถูกหยิบมาซัก ทำความสะอาดเตรียมที่จะนำมาใส่ หลายคนอาจต้องซื้อหามาใส่ใหม่ เพื่อให้ทันยุคสมัย ห้างร้านก็เตรียมการจัดหาเสื้อผ้ามาขายตามแฟชั่น มีรูปแบบหลากหลายที่เหมาะกับวัย เป็นเรื่องความพอใจของผู้ใช้ …พิษณุโลกอากาศเย็นสบาย สำหรับภูสูงดูจะหนาวเย็น ผมเคยเป็นผู้บริหารโรงเรียนบางกลางท่าวพิทยาคม อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ตั้งแต่ปี ๒๕๓๙-๒๕๔๕ ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นหัวหน้าสาขาโรงเรียนที่เดียวกันนี้ ตั้งปี ๒๕๓๔-๒๕๓๙ รวมเบ็ดเสร็จผมอยู่ที่นั่น ๑๑ ปีกว่า โรงเรียนนี้ตั้งอยู่บนยอดเขากระยาง ห่างไกลความเจริญ ฤดูหนาวหนาวจัดและหนาวยาว เรียกว่า ผมเกลียดฤดูหนาวมาก ถ้าเป็นฤดูฝนฝนตกชุก หมอกปกคลุมหนา ฤดูร้อนก็ร้อนอย่าบอกใคร แต่ก็ดีกว่าฤดูหนาว ท่ามกลางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแสนงามและนุ่มนวล พอผมย้ายลงมาอยู่ในพื้นที่ลุ่ม อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ผมกลับเรียกร้องและโหยหาฤดูหนาวมากๆ อากาศในเมืองร้อนอบ ใช้เครื่องปรับอากาศทั้งที่บ้านและที่ทำงาน มีภาระค่าใช้จ่ายกระแสไฟฟ้าสูงมากในแต่ละเดือน สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติแสนงามนั้นห่างไกล สมกับที่ชาวโลกกำลังกังวลเกี่ยวภาวะโลกร้อน….จะอย่างไรชีวิตก็ต้องก้าวเดิน ปรับตัวเองให้ตามทันธรรมชาติที่แปรเปลี่ยนและช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยกันนะครับ….. ฤดูหนาวปีนี้ผมมีโอกาสจะไปโต้ลมหนาวที่ต่างประเทศอยู่ ๓ ประเทศ ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ประเทศแรกก็คือ ประเทศเวียดนาม ระหว่างวันที่ ๒๕-๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ตามหลักสูตรการศึกษาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต ของ มรภ.พิบูลสงคราม ที่ผมกำลังศึกษาอยู่ ผมเคยไปประเทศเวียดนามเมื่อปี ๒๕๔๗ เป็นเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ เดินทางโดยเครื่องบิน แต่ครั้งนี้ไปเวียดนามกลาง เมืองเว้ ดานัง ที่เรียกกันว่ามรดกโลก ซึ่งยังไม่เคยไป เป็นการเดินทางโดยรถบัสปรับอากาศ จุดเริ่มต้นที่จังหวัดมุกดาหาร ผมยังไม่ได้ศึกษารายละเอียดมากนัก แต่มองว่าความเป็นธรรมชาติของ ๒ ข้างทางและวิถีชีวิตของประชาชนทำให้เรามีโอกาสเรียนรู้ได้อย่างใกล้ชิด กลับมาแล้วผมจะเล่าให้ฟังครับ ประเทศที่ ๒ และ ๓ ก็คือ อินเดีย และเนปาล ประมาณเดือนมกราคม ๒๕๕๑ ของสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพบริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานช่วงชั้นที่สี่จังหวัดพิษณุโลก แผนการเดินทางประมาณ ๗ คืน ๘ วัน เน้นการศึกษาดูงาน เกี่ยวกับพุทธคยา ต้นกำเนิดพระพุทธศาสนา และโรงเรียนมัธยมศึกษา ๒ แห่ง ตามโครงการของสมาคมฯ นั้น เรากำหนดว่าจะไปศึกษาดูงานต่างประเทศปีละ ๑ ครั้ง ประมาณเดือนเมษายนของทุกปี ปีนี้ไปก่อน ด้วยตกลงกันว่าจะไปอินเดีย ซึ่งมีฤดูกาลที่คล้ายกับบ้านเรา ถ้าไปฤดูร้อนก็จะไม่สดชื่น ก็เลยตกลงไปเดือนมกราคม อยู่ในระหว่างฤดูหนาว ซึ่งในวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ นี้จะมีการประชุมสมาคมฯ กำหนดเวลาที่แน่นอน….ผมมีเรื่องคุยด้วยสั้นๆ ตามที่กำหนดเรื่องไว้ข้างต้น ครับ <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 12pt 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> </p> ในหลายสังคม และหลายวาระโอกาสที่ผมได้เข้าไปสัมผัสการเรียนรู้วิถีชีวิตคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมแห่งการเรียนรู้ นั้น ทำให้ผมรับรู้ว่า คนรุ่นใหม่กำลังก้าวกระโดดในการแสวงหาความรู้กันอย่างหิวกระหาย บางครั้งเหลียวหลังแลหน้าก็พบว่า ผมอายุมากกว่าคนอื่นๆ การเคลื่อนขยับของการรับรู้จึงต้องตามให้ทัน…. ความรู้ไม่มีวันแก่ เจ็บและตาย มีแต่เกิดใหม่อยู่ตลอดเวลา เป็นการเกิดใหม่ที่ทันสมัย ล้ำยุค ความรู้มาจากไหน..มาจากคน คนเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง คนแตกต่างจากความรู้เพราะคนมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่เราสามารถทำให้แก่ช้าลงได้ต้องสมัครเป็นสมาชิกในสังคมแห่งการเรียนรู้ ซึ่งมีอยู่มากมายบนโลกใบนี้ จะทำให้ชีวิตของเราไม่หยุดนิ่ง เพราะเราจะเรียนรู้ตลอดเวลา…หลายคนพอมีครอบครัว ก็มีภาระ ชีวิตก็ต้องทุ่มเทให้กับการสร้างฐานะ สร้างความมั่นคงให้กับชีวิตเราและชีวิตคนใกล้ชิดที่ต้องดูแล เราจึงเริ่มที่จะห่างจากสังคมแห่งการเรียนรู้..หันไปสร้างและส่งเสริมเลือดเนื้อ เชื้อไข แทน เพราะนั่นคือชีวิตของเราโดยแท้..แต่หากเราคิดว่าจะก้าวเดินไปกับสิ่งที่จะสร้างและส่งเสริม พร้อมกันก็จะทำให้เราเรียนรู้เท่าทันโลกใบนี้อย่างเป็นปัจจุบัน <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 12pt 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> </p>หากเราเป็นครูประถมศึกษา จบปริญญาตรี สอนชั้น ป.๑ โรงเรียนอยู่ในชนบทห่างไกล เป็นระยะเวลา ๑๐ ปี โดยที่ไม่มีการเรียนรู้ใหม่เลย ความรู้จะอยู่แค่ชั้น ป.๑ วิถีชีวิต ผิวพรรณ หน้าตากร้านดำ ไม่ต่างอะไรกับประชาชนพื้นถิ่น การศึกษาไทยจะก้าวไปอย่างไร เมื่อครูหยุดนิ่ง ครูก็พยายามที่จะบอกตัวเอง และคนอื่นเสมอว่า เป็นครูมาเท่านี้ปี ประสบการณ์การสอนมากล้น โดยไม่ยอมรับนวัตกรรมใหม่ๆ หัวใจไม่เปิดกว้าง..และหากวันหนึ่งชีวิตต้องถูกเลือกแบบบังคับที่เรียกว่า เคาะสนิม เราจะทำอย่างไร หากเรายังไม่รู้ตื่น รู้เบิกบาน ยอมที่จะอยู่กับที่ คนรุ่นใหม่กำลังไล่ล่า เราอยู่ตลอดเวลา เมื่อเงยหน้าขึ้นก็ต้องก้มหน้าลง..เพราะชีวิตก็มีเพียงเท่านี้ เราลองวิเคราะห์คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ที่เราเรียกว่า “รัฐบาลขิงแก่” อย่ามองว่ารัฐมนตรีแก่ แต่ให้มองว่า การเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ตลอดเวลา มีประสบการณ์การทำงานและ การเรียนรู้ที่ไม่หยุดนิ่ง ท่านเหล่านั้นจึงถูกเลือกมาบริหารประเทศ หรือหากมองย้อนไปในรัฐบาลชุดก่อนๆ ที่มาจากการเมือง คณะรัฐมนตรีนอกจากจะมาจากครอบครัวที่มีฐานะมั่นคง ร่ำรวยแล้ว ยังมีการศึกษาที่สูง เป็นคนรุ่นใหม่ ผมไม่ได้เปรียบเทียบกับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้กับชีวิตพวกเรา แต่ผมให้เรามองที่ ..การไม่หยุดนิ่งที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างน้อยฐานความรู้ที่มีและสั่งสมตลอดเวลาจะทำให้เราเป็นภูมิปัญญา-ปัญญาชน เหมือนที่มีคำเปรียบคน ที่ว่า…คนจะงาม งามน้ำใจใช่ใบหน้า คนจะสวย สวยจรรยาใช่ตาหวาน คนจะแก่ แก่ความรู้ใช่อยู่นาน คนจะรวย รวยสินทานใช่บ้านโต …. สวัสดีครับ.
คนรุ่นใหม่..กำลังไล่ล่าคุณ
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
ครูอ้อย แซ่เฮ · 4 พ.ย. 2550
IS · 4 พ.ย. 2550
พิสูจน์ · 4 พ.ย. 2550
นาย ผดุง โพนเมืองหล้า · 4 พ.ย. 2550
ครูบา สุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ · 4 พ.ย. 2550
สวัสดีค่ะอาจารย์ จอหงวน
ขอบคุณค่ะ..ที่เขียนบันทึกได้โดนใจ..ใครหลายๆคนค่ะ..
สวัสดีครับคุณสุวรรณา
ขอบคุณมากนะครับที่ร่วมแสดงความคิดเห็น การเรียนรู้สิ่งใหม่เกิดขึ้นได้ในทุกวัย..เพียงแต่ขอให้เรายอมรับความรู้ใหม่ๆที่เรานึกไม่ถึงว่า โลกใบนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปแล้วจริงๆ..หากยังคงมีอัตตาแน่นเหนียว ต่อให้ เคาะสนิม อย่างไร ตัวตนที่แท้ก็ยังไม่หลุดล่อนได้ครับ
อย่าลืมแวะเวียนมาพบกันอีกนะครับ..สวัสดีครับ.
สวัสดีครับคุณครูอ้อย
ขอบคุณนะครับที่แวะมาทักทายกัน การที่เรามีโอกาสได้เรียนรู้ นวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งไม่เพียงแต่ ICI เท่านั้น จะช่วยเปิดคมคิดให้เรา ICI เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในยุคนี้ ที่จะนำพาเราสู่วิธีคิดใหม่....สมัยที่ผมเป็นนักศึกษาวิทยาลัยครู พบว่ามีครูรุ่นเก่ามาเรียนเสาร์-อาทิตย์ เพื่อต่อยอดให้จบปริญญาตรี ป่านนี้คงเกษียณไปหมดแล้ว นึกชื่นชมครูน้า ครูป้า ครูลุง ที่ท่านพยายามแสวงหา เติมเต็มความรู้ การที่ครูมีความรู้ ผมมองว่า ความรู้ที่ครูมี ย่อมส่งผลให้นักเรียนมีความรู้...สวัสดีครับ