ผีก้ะคือผีที่อาศัยเส้นผมหอมเป็นสื่อเข้าสิงผู้คนร้องโหยหวนเสียงเย็นหวีดหวิว

คำสอนหลวงปู่บางรูปท่านสอนว่า " คนเรานั้นมีสองส่วน   ส่วนที่หนึ่งคือร่างกายและส่วนที่สองคือจิตวิญญาณ  หากมีแต่ร่างกายเรียกกันว่าศพ  คือร่างปราศจากจิตวิญญาณ   แต่หากไม่มีร่างกายมีแต่จิตวิญ  ญาณก็เรียกกันว่าผี  ดังนั้นการที่เราๆเห็นกันมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ก็ต้องมีร่างกายและจิตวิญญาณประกอบอยู่ด้วยกันอย่างสมบูรณ์   "

ตามที่กล่าวถึง  แสดงว่าคนเราที่ตายแล้วจิตวิญญาณก็ล่องลอยอาศัยแทรกไปตามอากาศอยู่ในโลกแห่งวิญญาณร่วมกับผู้คนนี่เองแหละ  เพียงแต่เราไม่มีตาทิพย์เห็นพวกเขาเท่านั้นเอง   ด้วยเหตุนี้กระมังผู้คนจึงเชื่อกันว่าผีก้ะก็เป็นผีอีกประเภทหนึ่งที่อยู่ในโลกวิญญาณร่วมกับโลกมนุษย์ดังหลวงปู่บางรูปท่านสรุปว่ามันเป็นโลกซ้อนโลก

ตำนานผีก้ะล้านนาก็คงอาศัยความเชื่อดังกล่าวเมื่อใดที่วิญญาณผีก้ะชอบใครหรือชังใครก็จะอาศัยเส้นผมหอมเป็นสื่อเข้าสิงผู้คนร้องไห้โหยหวนเสียงหวีดหวิววิงวอน  เสียงกัดเสียงเย็นกรีดเข้าหัวใจ

หลายคนสงสัยว่าคำว่า "ก้ะ"ในภาษาล้านนาหมายความว่าอย่างไร?

ก้ะ หมายถึง  ตะกระ   เช่นคนขี้ก้ะ  หมายถึงคนชอบกิน    คนนี้ก้ะกิ๋น หมายความว่า  คนผู้นี้กินไม่เลือก กินทุกอย่าง  เป็นต้น

คำว่า " ก้ะ " ต้องอ่านออกเสียงขึ้นนาสิก  จึงต้องเขียนแล้วใส่ วรรณยุกต์  -โทเข้าไปด้วย

ตำนานผีก้ะล้านนามีหลายกระแส  บางกระแสว่าชาวนาไปพบหม้อดินที่แขวนไว้ในห้างนาเปิดดูมีลูกนกสี่ตัวอยู่ในหม้อ จึงนำหม้อนั้นมาบ้านและลี้ยงนกไว้ต่อมานกนั้นเป็นผีก้ะ  ออกหากินเข้าสิงสู่ชาวบ้านทำให้เดือดร้อน

แต่ตำนานต่อไปนี้เป็นอีกแนวหนึ่งที่ผู้คนชาวพื้นเมืองได้ซื้อสวย(กรวย)ดอกไม้ซึ่งเป็นตัวแทนผีก้ะจากพ่อค้าชาวลัวะ  เพราะว่า  ต้องการให้วงตระกูลมีเงินทองมาก  และให้ลูกหลานขยันขันแข็งทำมาหากิน อดทนทำงานไม่เลือกกินทุกอย่างที่มีอยู่ไม่ว่าของหวานอาหารคาวอร่อยไม่อร่อยกินได้ทั้งนั้น ด้วยนิสัยดังกล่าวผีนี้จึงมีชื่อว่า " ผีก้ะ"(ขอให้ย้อนไปอ่านเรื่องผีในล้านนาตอนเงินค่าผี)เจ้าของผีก้ะจะเลี้ยงผีก้ะไว้ในหม้อที่วางไว้บนขื่อเทิง(เพดานบ้าน) โดยนำสวยดอกที่ซื้อมาจากพ่อค้าชาวลัวะใส่ไว้เป็นเครื่องสักการบูชา

ผู้คนที่มีผีก้ะเป็นผีประจำตระกูลต้องจัดอาหารเลี้ยงให้ดี  อย่างให้อดอยาก  ผะก้ะจะเฝ้าดูแลรักษาทรัพย์สมบัติให้เป็นอย่างดี  ไม่มีใครกล้าทำลาย  โดยเฉพาะลูกสาวตระกูลผีก้ะ  ผู้คนที่วไปไม่กล้าแตะต้องเพราะกลัวผีก้ะจะทำร้าย  ด้วยเหตุนี้เองผีก้ะเกรงไปว่าลูกสาวจะไม่มีคู่  ผีก้ะจะทำเหสน่ห์ให้ลูกสาวสวยงามโดยเฉพาะยามค่ำคืน

สมัยก่อนผู้คนใช้ตะเกียงหรือคนล้านนาเรียกกันว่า "ผางมัน" จุดเพื่อใช้แสงส่องในเวลค่ำคืน  ในยามนี้เองผีก้ะในโลกแห่งวิญญาณจะตะแหลง(แปลงร่าง)เป็นลิงเล็กๆสองตัว   ให้ตัวผู้จับบนบ่าขวาส่วนลิงตัวเกาะบนบ่าซ้าย  ขณะที่ลูกสาวกำลังอยู่ปั่นฝ้ายหรือทำงานตอนกลางคืน โดยที่ผู้คนทั่วๆไปไม่เห็น

ลิงทั้งสองตัวจะช่วยกันเช็ดแก้มซ้ายขวาลูกสาวให้สวยงามเล่นแสงไฟกลางคืน   แต่งแต้มสายตาให้งามวาวเมื่อสะท้อนแสงไต้ไฟ  ด้วยเหตุนี้เองเรามักได้ยินว่าตาสวยอย่างสาวผีก้ะ   

ส่วนบ่าวหนุ่มที่ไปแอ่วเที่ยวหาลูกสาวผีก้ะต้องใจสู้  ไม่กลัวผีก้ะเข้าสิงยิ่งตอนกลางคืนเห็นความงามของสาวผีก้ะแล้วยิ่งหลงใหล เพราะยิ่งดึกยิ่งงาม แก้มใสยองๆ  สายตาเล่นไฟไหลหลิ้ดๆ  โอ....งามแต๊ๆอี่นายเฮย....บ่อยากลงจากบ้านซักเตื้อ  บ่อยากลาจากน้องซักเวลา.....

อย่างไรก็ตามเมื่อหนุ่มบ่าวลาสาวกลับบ้านตอนกลางคืน ผีก้ะตัวผู้ก็จะรีบไปหานกเก๊า(นกฮูก)มาเป็นพานะคอยบินตามดูแลหนุ่มบ่าวใจกล้าที่ลูกสาวตนเองชอบ  เมื่อหนุ่มถึงประตูบ้านจะเห็นนกเก๊า)นกฮูกตัวเล็กเกาะรั้วริมประตูบ้านร้องส่งเสียง..กู้กแม้ม...กูกๆแม้ม.....จนหนุ่มบ่าวเข้าบ้านอย่างปลอดภัย

ด้วยนกฮูกนี้เอง  บางครั้งหนุ่มหรือบ่าวไปเที่ยวสาวต่างหมู่บ้านโดยไม่ทราบว่าสาวที่ตนเองไปเที่ยวจีบบนบ้านตอนกลางคืนนั้นเป็นตระกูลผีก้ะ  เมื่อเดินกลับใกล้ถึงบ้านมีนกฮูกมาส่ง หนุ่มก็จะทราบทันทีว่า สาวต่างบ้านที่ตนไปอู้ฟู้หรือจีบนั้นเป็รสาวผีก็   หากหนุ่มใจสู้ก็จะไปเที่ยวหาสาวในวันต่อๆไป  แต่หากกลัวว่าจะเป็นลูกเขยตระกูลผีก้ะเขาก็จะหยุดไม่ไปเที่ยวสาวบ้านนั้นอีก 

แต่บ่าวหนุ่มบางคนอยากได้สาวผีก้ะ ตกลงปลงใจแล้วว่าจะแต่งงานด้วย  ก็จะทำการสู่ขอ  นำเงินค่าเสียผีไปใส่ผีแต่งงานกินแขกตามประเพณี  เมื่อบ่าวมาเป็นลูกเขยอยู่ด้วยกันกินข้าวครบเจ็ดไห(คืออยู่บ้านและกินข้าวครบเจ็ดวันบ่าวลูกเขยก็จะเป็นคนในตระกูลผีก้ะไปด้วย

บางครั้งเจ้าของหรือลูกหลานเลี้ยงดูไม่ดี อาหารไม่มีจะให้ผีก้ะกิน  ผีก้ะก็จะไปเข้าสิงสู่ผู้คนโดยอาศัยผู้ที่มีผมหอมมีลักษณะเส้นหนาขึ้นอยู่ริมขวัญบนศีรษะเป็นสื่อเข้าสิงสู่ตอนกลางคืน  ในจังหวะที่คนๆนั้นกำลังหลับหรือง่วงซึมจะเคลิ้มฝันเห็นลิงกระโดดเกาะตัว  ด้วยความกลัวจะส่งเสียงร้องละเมอหวีดหวิว โหยหวน  เสียงกัดเสียงเย็นทำให้ผู้คนต้องรีบช่วยกันไล่ผีก้ะออกจากร่าง

ขณะที่ผีก้ะตัวเมียสิงร่างนั้นเอง  ผะก้ะตัวผู้จะตะแหลง(แปลงร่าง)เป็นลิงตัวผู้สูงใหญ่ยืนคร่อมหัวบันไดบ้านที่คนจะขึ้นไปไล่ผีก้ะเพื่อให้ผู้คนรอดหว่างขาใต้อัณฑะตนเองเป็นการข่มมนต์ขลังให้หมดพลังอำนาจสิ้นฤทธิ์   ด้วยความเชื่อเรื่องข่มสกัดฤทธีนี้เองจึงมีการทำหำยนต์ไว้บนประตูห้องคล้ายกับทับหลังประตูเรือนหรือวิหารใหญ่

ด้วยเหตุนี้เองเราจะเห็นหมอผีบางท่านยืนหยุดที่เชิงบันไดบ้านทำการ สรูป(เสก)มือตนเองด้วยพระคาถาว่า " อมสาวหะเท้ก"  แล้วชี้มืไปหัวบันไดบ้านไล่ผีก้ะตัวผู้ให้หนีไป   หลังจากนั้นพ่อหมอก็จะขึ้นไปบนบ้านทำการเอาปลายมีดหมอ(บางท่านทำด้วยเขาสัตว์ที่ถูกฟ้าผ่า  มีดหมอบางท่านทำจากเหล็กเสกมนต์แล้วแต่ท่านจะมี)จี้ที่กระหม่อมให้ผีสิงหยุดร้อง  แล้วท่านจะไซ้หาเส้นผมหอมเมื่อบพแล้วเสกพระถาถากำกับดึงเส้นผมหอมออกมา  ผีก้ะก็จะออกจากร่างผู้คนนั้นไป  ส่วนเส้นผมหอมพ่อหมอเก็บไว้ทำยันต์(ตะกรุด)หนีบเชื่อว่าค้าแม่นขายหมาน(มีโชคในทางค้าขาย)  พ่อหมอผีบางคนอาจเอาหม้อแกงดินที่ก้นสีดำด้วยมินหม้อมาครอบศีรษะผู้ที่ถูกสิงแล้วใช้มีดขูดถากเป็นทางเพื่อส่งผลให้ผมบนศีรษะของลูกหลานเจ้าของผีก้ะเป็นรอยถากเหมือนรอยถากบนศีรษะที่พ่อหมอทำไว้ โดยวันรุ่งขึ้นชาวบ้านจะคอยสังเกตว่าใครที่หัวถากเหมิกเอิกผู้นั้นแหละคือเจ้าของผีก้ะ   สังคมก็จะรังเกียวจเพราะปล่อยให้ผีก้ะไปรังแกชาวบ้าน   ด้วยเหตุนี้เอง  ผู้คนสมัยก่อนหากเกลียดใครไม่ชอบหน้าใครก็มักใส่ร้อยคนที่ตนไม่ชอบว่าเป็นตระกูผีก้ะ  บางหมู่บ้านถึงกับขับไล่ครอบครัวผีก้ะออกไปจากหมู่บ้าน  

เล่ามาถึงตอนนี้ นึกถึงหนังสือบางเล่มกล่าวว่า  ผีก้ะเป็นผีเกิดจากการเมืองที่เจ้าเมืองไม่ชอบใครก็จะใส่ร้ายว่าเป็นผีก้ะเพื่อให้ชาวบ้านไล่พวกเขาออกจากบ้าน    

ที่จริงความเชื่อเรื่องผีก้ะมันมีมานานก่อนโน้นแล้วอาจกล่าวได้ว่าเรื่องผีก้ะมีมาก่อนการนับถือศาสนาหรือเรื่องการเมืองด้วยซ้ำไป   เมื่อมีการเมืองนักการเมืองหรือเจ้าเมืองนำเรื่องผีก้ะมาเป็นเครื่องมือขับไล่ผู้คน  ไม่ใช่นักการเมืองเป็นผู้สร้างกุเรื่องผีก้ะ

นอกจากผีก้ะทั่วไปแล้วยังมีผีก้ะยักษ์  เชื่อกันว่าเป็นผีของหอเสื้อวัดวาอารามที่รักษาสมบัติวัด   ผีก้ะนี้หากใครทำมิดีต่อวัดจะเข้าทำร้ายคนนั้นด้วยตะแหลงเป็นควายเข้าสิงตอนที่คนนั้นหลับใหลหรือกำลังง่วงคนที่ถูกผีก้ะยักษ์สิงจะฝันเห็นควายสีดำพุ่งเข้าขวิด  จะเกิดร้องเสียงหลงเพ้อขณะที่นอน ญาติๆจะรีบไปหาพ่อหมอมาแก้ไขขับไล่ผีก้ะยักษ์ออกไป

ปัจจุบันมีคนหลายคนสงสัยว่าทำไมเรื่องผีก้ะจึงไม่เห็นมีเข้าสิงผู้คนมีผู้ให้ความสังเกตว่าคนปัจจุบันใช้สารเคมีสระผมกันมาก  ทำให้สารบางอย่างที่มีในเส้นผมเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะเด็กมารกที่คลอดตามโรงพยาบาลจะถูกสารเคมีสระหัวตั้งแต่แรกเกิดแล้ว ไม่เหมือนคนสมัยก่อนเขาใช้น้ำมันพืชมาสระผม  สารเคมีที่อยู่เส้นผมหอมจึงคงธรรมชาติเป็นเสมือนสายอากาศหรือสายล่อฟ้าให้จิตวิญญาณของผีก้ะเข้าสิงได้ง่าย  ดังนั้นเรามักได้ยินเรื่องโบราณกล่าวถึงนางผมหอมบ้าง    กลิ่นผมหอมบ้าง

เจี้ยเรื่องผีก้ะเล่าว่า " ตุ๊ลุงเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งขาดแคลนอาหารมาช้านานเพราะชาวบ้านกำลังอดอยากหากินฝืดเคือง  พระเณรต้องฉันแต่น้ำพริก  แกงแคเป็นเวลานานนับหลายเดือน   ตกเย็นพลบค่ำวันหนึ่งได้ยินเสียงร้องไห้โหยสวน  เจ้าอาวาสได้ยินก็นึกดีใจว่า คงมีชาวบ้านเสียชีวิตเพราะมีเสียงร้องไห้ของผู้หญิง  ร้องวิงวอน หวิวๆ..จึงบอกให้พระเณรเอาแกงค  น้ำพริกไปทิ้ง  บอกกับพกวเขาว่า พรุ่งนี้เราได้กินของดีกันแล้ว  ฟังสิ  เสียงร้องไห้ต้องมีคนตาย   ญาติๆต้องนำอาหารมาอุทิศถวายทานให้แก่ผู้ตาย    บรรดาพระเณรจึงเอาแกงแค อาหารเท่าที่มีอยู่ไปทิ้งจนหมด  ช่วยกันล้างถ้วยจานรออาหารใหม่ในวันรุ่งขึ้น    ตกวันใหม่แสงแดดจ้าบอกยามสายแล้วเลยเวลาเพล  ก็ไม่เห็นชาวบ้านใครมาถวายอาหารอุทิศหาผู้ตาย  พระเณรทั้งหลายจึงไปสอบถามชาวบ้านว่าเมื่อตอนเย็ยวันวานทำไมมีเสียงร้องไห้  ชาวบ้านตอบว่า  เออ...ผีก้ะมันเข้าสิงคนในหมู่บ้านต่างหาก  บ่มีใครตายสักคน....บรรดาพระเณรต่างหัวเราะหมดความหวังที่จะได้ฉันอาหารใหม่ๆดีๆ   แถมยังต้องรีบหุงหาอาหารให้ทันมื้อเพล  เพราะฤทธิ์ของผีก้ะแท้ๆ...."