คำสอนหลวงปู่บางรูปท่านสอนว่า " คนเรานั้นมีสองส่วน ส่วนที่หนึ่งคือร่างกายและส่วนที่สองคือจิตวิญญาณ หากมีแต่ร่างกายเรียกกันว่าศพ คือร่างปราศจากจิตวิญญาณ แต่หากไม่มีร่างกายมีแต่จิตวิญ ญาณก็เรียกกันว่าผี ดังนั้นการที่เราๆเห็นกันมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ก็ต้องมีร่างกายและจิตวิญญาณประกอบอยู่ด้วยกันอย่างสมบูรณ์ "
ตามที่กล่าวถึง แสดงว่าคนเราที่ตายแล้วจิตวิญญาณก็ล่องลอยอาศัยแทรกไปตามอากาศอยู่ในโลกแห่งวิญญาณร่วมกับผู้คนนี่เองแหละ เพียงแต่เราไม่มีตาทิพย์เห็นพวกเขาเท่านั้นเอง ด้วยเหตุนี้กระมังผู้คนจึงเชื่อกันว่าผีก้ะก็เป็นผีอีกประเภทหนึ่งที่อยู่ในโลกวิญญาณร่วมกับโลกมนุษย์ดังหลวงปู่บางรูปท่านสรุปว่ามันเป็นโลกซ้อนโลก
ตำนานผีก้ะล้านนาก็คงอาศัยความเชื่อดังกล่าวเมื่อใดที่วิญญาณผีก้ะชอบใครหรือชังใครก็จะอาศัยเส้นผมหอมเป็นสื่อเข้าสิงผู้คนร้องไห้โหยหวนเสียงหวีดหวิววิงวอน เสียงกัดเสียงเย็นกรีดเข้าหัวใจ
หลายคนสงสัยว่าคำว่า "ก้ะ"ในภาษาล้านนาหมายความว่าอย่างไร?
ก้ะ หมายถึง ตะกระ เช่นคนขี้ก้ะ หมายถึงคนชอบกิน คนนี้ก้ะกิ๋น หมายความว่า คนผู้นี้กินไม่เลือก กินทุกอย่าง เป็นต้น
คำว่า " ก้ะ " ต้องอ่านออกเสียงขึ้นนาสิก จึงต้องเขียนแล้วใส่ วรรณยุกต์ -โทเข้าไปด้วย
ตำนานผีก้ะล้านนามีหลายกระแส บางกระแสว่าชาวนาไปพบหม้อดินที่แขวนไว้ในห้างนาเปิดดูมีลูกนกสี่ตัวอยู่ในหม้อ จึงนำหม้อนั้นมาบ้านและลี้ยงนกไว้ต่อมานกนั้นเป็นผีก้ะ ออกหากินเข้าสิงสู่ชาวบ้านทำให้เดือดร้อน
แต่ตำนานต่อไปนี้เป็นอีกแนวหนึ่งที่ผู้คนชาวพื้นเมืองได้ซื้อสวย(กรวย)ดอกไม้ซึ่งเป็นตัวแทนผีก้ะจากพ่อค้าชาวลัวะ เพราะว่า ต้องการให้วงตระกูลมีเงินทองมาก และให้ลูกหลานขยันขันแข็งทำมาหากิน อดทนทำงานไม่เลือกกินทุกอย่างที่มีอยู่ไม่ว่าของหวานอาหารคาวอร่อยไม่อร่อยกินได้ทั้งนั้น ด้วยนิสัยดังกล่าวผีนี้จึงมีชื่อว่า " ผีก้ะ"(ขอให้ย้อนไปอ่านเรื่องผีในล้านนาตอนเงินค่าผี)เจ้าของผีก้ะจะเลี้ยงผีก้ะไว้ในหม้อที่วางไว้บนขื่อเทิง(เพดานบ้าน) โดยนำสวยดอกที่ซื้อมาจากพ่อค้าชาวลัวะใส่ไว้เป็นเครื่องสักการบูชา
ผู้คนที่มีผีก้ะเป็นผีประจำตระกูลต้องจัดอาหารเลี้ยงให้ดี อย่างให้อดอยาก ผะก้ะจะเฝ้าดูแลรักษาทรัพย์สมบัติให้เป็นอย่างดี ไม่มีใครกล้าทำลาย โดยเฉพาะลูกสาวตระกูลผีก้ะ ผู้คนที่วไปไม่กล้าแตะต้องเพราะกลัวผีก้ะจะทำร้าย ด้วยเหตุนี้เองผีก้ะเกรงไปว่าลูกสาวจะไม่มีคู่ ผีก้ะจะทำเหสน่ห์ให้ลูกสาวสวยงามโดยเฉพาะยามค่ำคืน
สมัยก่อนผู้คนใช้ตะเกียงหรือคนล้านนาเรียกกันว่า "ผางมัน" จุดเพื่อใช้แสงส่องในเวลค่ำคืน ในยามนี้เองผีก้ะในโลกแห่งวิญญาณจะตะแหลง(แปลงร่าง)เป็นลิงเล็กๆสองตัว ให้ตัวผู้จับบนบ่าขวาส่วนลิงตัวเกาะบนบ่าซ้าย ขณะที่ลูกสาวกำลังอยู่ปั่นฝ้ายหรือทำงานตอนกลางคืน โดยที่ผู้คนทั่วๆไปไม่เห็น
ลิงทั้งสองตัวจะช่วยกันเช็ดแก้มซ้ายขวาลูกสาวให้สวยงามเล่นแสงไฟกลางคืน แต่งแต้มสายตาให้งามวาวเมื่อสะท้อนแสงไต้ไฟ ด้วยเหตุนี้เองเรามักได้ยินว่าตาสวยอย่างสาวผีก้ะ
ส่วนบ่าวหนุ่มที่ไปแอ่วเที่ยวหาลูกสาวผีก้ะต้องใจสู้ ไม่กลัวผีก้ะเข้าสิงยิ่งตอนกลางคืนเห็นความงามของสาวผีก้ะแล้วยิ่งหลงใหล เพราะยิ่งดึกยิ่งงาม แก้มใสยองๆ สายตาเล่นไฟไหลหลิ้ดๆ โอ....งามแต๊ๆอี่นายเฮย....บ่อยากลงจากบ้านซักเตื้อ บ่อยากลาจากน้องซักเวลา.....
อย่างไรก็ตามเมื่อหนุ่มบ่าวลาสาวกลับบ้านตอนกลางคืน ผีก้ะตัวผู้ก็จะรีบไปหานกเก๊า(นกฮูก)มาเป็นพานะคอยบินตามดูแลหนุ่มบ่าวใจกล้าที่ลูกสาวตนเองชอบ เมื่อหนุ่มถึงประตูบ้านจะเห็นนกเก๊า)นกฮูกตัวเล็กเกาะรั้วริมประตูบ้านร้องส่งเสียง..กู้กแม้ม...กูกๆแม้ม.....จนหนุ่มบ่าวเข้าบ้านอย่างปลอดภัย
ด้วยนกฮูกนี้เอง บางครั้งหนุ่มหรือบ่าวไปเที่ยวสาวต่างหมู่บ้านโดยไม่ทราบว่าสาวที่ตนเองไปเที่ยวจีบบนบ้านตอนกลางคืนนั้นเป็นตระกูลผีก้ะ เมื่อเดินกลับใกล้ถึงบ้านมีนกฮูกมาส่ง หนุ่มก็จะทราบทันทีว่า สาวต่างบ้านที่ตนไปอู้ฟู้หรือจีบนั้นเป็รสาวผีก็ หากหนุ่มใจสู้ก็จะไปเที่ยวหาสาวในวันต่อๆไป แต่หากกลัวว่าจะเป็นลูกเขยตระกูลผีก้ะเขาก็จะหยุดไม่ไปเที่ยวสาวบ้านนั้นอีก
แต่บ่าวหนุ่มบางคนอยากได้สาวผีก้ะ ตกลงปลงใจแล้วว่าจะแต่งงานด้วย ก็จะทำการสู่ขอ นำเงินค่าเสียผีไปใส่ผีแต่งงานกินแขกตามประเพณี เมื่อบ่าวมาเป็นลูกเขยอยู่ด้วยกันกินข้าวครบเจ็ดไห(คืออยู่บ้านและกินข้าวครบเจ็ดวันบ่าวลูกเขยก็จะเป็นคนในตระกูลผีก้ะไปด้วย
บางครั้งเจ้าของหรือลูกหลานเลี้ยงดูไม่ดี อาหารไม่มีจะให้ผีก้ะกิน ผีก้ะก็จะไปเข้าสิงสู่ผู้คนโดยอาศัยผู้ที่มีผมหอมมีลักษณะเส้นหนาขึ้นอยู่ริมขวัญบนศีรษะเป็นสื่อเข้าสิงสู่ตอนกลางคืน ในจังหวะที่คนๆนั้นกำลังหลับหรือง่วงซึมจะเคลิ้มฝันเห็นลิงกระโดดเกาะตัว ด้วยความกลัวจะส่งเสียงร้องละเมอหวีดหวิว โหยหวน เสียงกัดเสียงเย็นทำให้ผู้คนต้องรีบช่วยกันไล่ผีก้ะออกจากร่าง
ขณะที่ผีก้ะตัวเมียสิงร่างนั้นเอง ผะก้ะตัวผู้จะตะแหลง(แปลงร่าง)เป็นลิงตัวผู้สูงใหญ่ยืนคร่อมหัวบันไดบ้านที่คนจะขึ้นไปไล่ผีก้ะเพื่อให้ผู้คนรอดหว่างขาใต้อัณฑะตนเองเป็นการข่มมนต์ขลังให้หมดพลังอำนาจสิ้นฤทธิ์ ด้วยความเชื่อเรื่องข่มสกัดฤทธีนี้เองจึงมีการทำหำยนต์ไว้บนประตูห้องคล้ายกับทับหลังประตูเรือนหรือวิหารใหญ่
ด้วยเหตุนี้เองเราจะเห็นหมอผีบางท่านยืนหยุดที่เชิงบันไดบ้านทำการ สรูป(เสก)มือตนเองด้วยพระคาถาว่า " อมสาวหะเท้ก" แล้วชี้มืไปหัวบันไดบ้านไล่ผีก้ะตัวผู้ให้หนีไป หลังจากนั้นพ่อหมอก็จะขึ้นไปบนบ้านทำการเอาปลายมีดหมอ(บางท่านทำด้วยเขาสัตว์ที่ถูกฟ้าผ่า มีดหมอบางท่านทำจากเหล็กเสกมนต์แล้วแต่ท่านจะมี)จี้ที่กระหม่อมให้ผีสิงหยุดร้อง แล้วท่านจะไซ้หาเส้นผมหอมเมื่อบพแล้วเสกพระถาถากำกับดึงเส้นผมหอมออกมา ผีก้ะก็จะออกจากร่างผู้คนนั้นไป ส่วนเส้นผมหอมพ่อหมอเก็บไว้ทำยันต์(ตะกรุด)หนีบเชื่อว่าค้าแม่นขายหมาน(มีโชคในทางค้าขาย) พ่อหมอผีบางคนอาจเอาหม้อแกงดินที่ก้นสีดำด้วยมินหม้อมาครอบศีรษะผู้ที่ถูกสิงแล้วใช้มีดขูดถากเป็นทางเพื่อส่งผลให้ผมบนศีรษะของลูกหลานเจ้าของผีก้ะเป็นรอยถากเหมือนรอยถากบนศีรษะที่พ่อหมอทำไว้ โดยวันรุ่งขึ้นชาวบ้านจะคอยสังเกตว่าใครที่หัวถากเหมิกเอิกผู้นั้นแหละคือเจ้าของผีก้ะ สังคมก็จะรังเกียวจเพราะปล่อยให้ผีก้ะไปรังแกชาวบ้าน ด้วยเหตุนี้เอง ผู้คนสมัยก่อนหากเกลียดใครไม่ชอบหน้าใครก็มักใส่ร้อยคนที่ตนไม่ชอบว่าเป็นตระกูผีก้ะ บางหมู่บ้านถึงกับขับไล่ครอบครัวผีก้ะออกไปจากหมู่บ้าน
เล่ามาถึงตอนนี้ นึกถึงหนังสือบางเล่มกล่าวว่า ผีก้ะเป็นผีเกิดจากการเมืองที่เจ้าเมืองไม่ชอบใครก็จะใส่ร้ายว่าเป็นผีก้ะเพื่อให้ชาวบ้านไล่พวกเขาออกจากบ้าน
ที่จริงความเชื่อเรื่องผีก้ะมันมีมานานก่อนโน้นแล้วอาจกล่าวได้ว่าเรื่องผีก้ะมีมาก่อนการนับถือศาสนาหรือเรื่องการเมืองด้วยซ้ำไป เมื่อมีการเมืองนักการเมืองหรือเจ้าเมืองนำเรื่องผีก้ะมาเป็นเครื่องมือขับไล่ผู้คน ไม่ใช่นักการเมืองเป็นผู้สร้างกุเรื่องผีก้ะ
นอกจากผีก้ะทั่วไปแล้วยังมีผีก้ะยักษ์ เชื่อกันว่าเป็นผีของหอเสื้อวัดวาอารามที่รักษาสมบัติวัด ผีก้ะนี้หากใครทำมิดีต่อวัดจะเข้าทำร้ายคนนั้นด้วยตะแหลงเป็นควายเข้าสิงตอนที่คนนั้นหลับใหลหรือกำลังง่วงคนที่ถูกผีก้ะยักษ์สิงจะฝันเห็นควายสีดำพุ่งเข้าขวิด จะเกิดร้องเสียงหลงเพ้อขณะที่นอน ญาติๆจะรีบไปหาพ่อหมอมาแก้ไขขับไล่ผีก้ะยักษ์ออกไป
ปัจจุบันมีคนหลายคนสงสัยว่าทำไมเรื่องผีก้ะจึงไม่เห็นมีเข้าสิงผู้คนมีผู้ให้ความสังเกตว่าคนปัจจุบันใช้สารเคมีสระผมกันมาก ทำให้สารบางอย่างที่มีในเส้นผมเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะเด็กมารกที่คลอดตามโรงพยาบาลจะถูกสารเคมีสระหัวตั้งแต่แรกเกิดแล้ว ไม่เหมือนคนสมัยก่อนเขาใช้น้ำมันพืชมาสระผม สารเคมีที่อยู่เส้นผมหอมจึงคงธรรมชาติเป็นเสมือนสายอากาศหรือสายล่อฟ้าให้จิตวิญญาณของผีก้ะเข้าสิงได้ง่าย ดังนั้นเรามักได้ยินเรื่องโบราณกล่าวถึงนางผมหอมบ้าง กลิ่นผมหอมบ้าง
เจี้ยเรื่องผีก้ะเล่าว่า " ตุ๊ลุงเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งขาดแคลนอาหารมาช้านานเพราะชาวบ้านกำลังอดอยากหากินฝืดเคือง พระเณรต้องฉันแต่น้ำพริก แกงแคเป็นเวลานานนับหลายเดือน ตกเย็นพลบค่ำวันหนึ่งได้ยินเสียงร้องไห้โหยสวน เจ้าอาวาสได้ยินก็นึกดีใจว่า คงมีชาวบ้านเสียชีวิตเพราะมีเสียงร้องไห้ของผู้หญิง ร้องวิงวอน หวิวๆ..จึงบอกให้พระเณรเอาแกงค น้ำพริกไปทิ้ง บอกกับพกวเขาว่า พรุ่งนี้เราได้กินของดีกันแล้ว ฟังสิ เสียงร้องไห้ต้องมีคนตาย ญาติๆต้องนำอาหารมาอุทิศถวายทานให้แก่ผู้ตาย บรรดาพระเณรจึงเอาแกงแค อาหารเท่าที่มีอยู่ไปทิ้งจนหมด ช่วยกันล้างถ้วยจานรออาหารใหม่ในวันรุ่งขึ้น ตกวันใหม่แสงแดดจ้าบอกยามสายแล้วเลยเวลาเพล ก็ไม่เห็นชาวบ้านใครมาถวายอาหารอุทิศหาผู้ตาย พระเณรทั้งหลายจึงไปสอบถามชาวบ้านว่าเมื่อตอนเย็ยวันวานทำไมมีเสียงร้องไห้ ชาวบ้านตอบว่า เออ...ผีก้ะมันเข้าสิงคนในหมู่บ้านต่างหาก บ่มีใครตายสักคน....บรรดาพระเณรต่างหัวเราะหมดความหวังที่จะได้ฉันอาหารใหม่ๆดีๆ แถมยังต้องรีบหุงหาอาหารให้ทันมื้อเพล เพราะฤทธิ์ของผีก้ะแท้ๆ...."
สวัสดีครับ
แวะมาอ่านเรื่องผีก้ะครับ (น่ากลัวว่าผมจะออกเสียงไม่ถูก)
รบกวนถามนิดหนึ่งครับ หอเสื้อ หมายถึงอะไรครับ
ขอบคุณครับ
เรื่องผีก๊ะทำนองนี้ผมก็เคยฟังมาครับ แต่ผมเข้าใจว่าคนเป็นผีก๊ะเอง หรือโดนผีก๊ะเข้าสิง อย่าง ผีโพง ผีม้าบ้อง ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเป็นเพียง "เจ้าของ"
เรื่องนกเก๊าผีก๊ะ และหม้อดินเลี้ยงผีก๊ะ ผ้าขาวผ้าแดงปิดปากหม้อ เปิดออกเมื่อใดจะเห็นลูกนกอ้าปากจ้อว่อแจ้แว่ ... อันนี้แถวบ้านผมเพียบครับ
ยินดีด้วยครับที่สนใจเรื่องลึกลับที่ต้องค้นคว้ากันต่อไป
เรื่องผีเสื้อ แท้จริงมีคำเต็มว่า " ผีเสื้อบ้าน ผีเสื้อเมือง หมายถึงผีที่ปกป้อง คุ้มกันภัยเหมือนเสื้อปกคลุมร่างกายคนเรานั้นเอง
ผมจะเล่าอย่างละเอียดอีกครั้งโปรดตติดตาม
ไหว้สา..ครับ
หนานพรหมมา
(นิคม พรหมมาเทพย์)
ขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจ
คำว่า" หอเสื้อ " มาจากคำว่า " หอเสื้อบ้านเสื้อเมืองนั่นเองครับ
หอคือสถานที่หรือบ้านหลังเล็ก สร้างเพื่อให้วิญญาณบรรพบุรุษได้อยู่อาศัย หากสร้างในบ้านก็เป็นหอผีปู้ย่า หอผีมดผีเม็ง แต่หากไปสร้างหัวหมู่บ้านก็เรียกกันว่า " หอเสื้อบ้าน" หรือหากเป็นหอเพื่อสร้างเพื่อให้ดวงวิญญาณของเจ้าเมืองอยู่ก็เรียกว่า หอเสื้อเมืองครับ
หากมีเวลาลุงจะเล่าเรื่องผีเสื้อบ้านต่อไปครับ
จากลุงหนาน
พรหมมา
ขอบพระคุรอาจารย์ที่ให้ความรู้เรื่องผีก๊ะ ตามแบบฉบับความเชื่อของล้านนา ผมได้อ่านหนังสืออยู่เรื่องหนึ่งที่กล่าวถึงเรื่องศักดินากับผีก๊ะ ซึ่งเป็นเรื่องราวในอดีต
ผมอยู่แม่ฮ่องสอน ได้สัมผัสอยู่กับผีกะเหรี่ยงสะกอ ผีกะเหรี่ยงแดงที่รียกว่า โอ่หล่า และผีก๊ะไต ซึ่งได้หายไปพร้อมกับยุคสมัยใหม่แล้ว คงเหลือแต่บ้านนอกไกลๆที่พอหลงเหลืออยู่บ้าง ด้วยความสงสัยจากที่ได้ศึกษาเรียนรู้ และได้พบเห็นมาด้วยตา รวมทั้งได้ศึกษาวิชาอาคมในการปราบผีเหล่านี้ด้วยจากอาจารย์ 3 ท่าน ท่านหนึ่งเป็นชาวไต ท่านหนึ่งเป็นชาวพื้นเมือง และอีกท่านเป็นชาวอิสาน อาจารย์ของผมได้เสียชีวิตไปแล้ว 2 ท่าน เหลือแต่อาจารย์ที่เป็นชาวอิสาน ผมได้สัมผัสกับการช่วยเหลือชาวบ้านบนเขาบนดอยมาพอสมควร สมัยที่อยู่กับกะเหรี่ยงแดงถึงประกาศท้าเลยว่า หากลูกหลานใครร้องกระจองอแง กลางคำกลางคืน ให้มาเรียกผมได้ทุกเวลา
ทั้งๆที่ตัวเองก็เรียนรู้มาทางนี้ ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ถึงเรื่องผีก๊ะเหล่านี้ มีอยู่ปีหนึ่งมีอาจารย์ทีเก่งกล้าทางการเข้าฌาณ ชื่ออาจารย์ทัศน์ (แต่งกายคล้ายฤษี) ท่านได้มาโผดคนแม่ฮ่องสอน ผมจึงถามอาจารย์ว่า ผีก๊ะเกิดจากอะไร อาจารย์ตอบผมว่า ผีปอบ หรือผีก๊ะ ทั้งหลาย เป็นผีที่อยู่ในคนๆนั้น โดยเจ้าของไม่รู้ตัว ติดต่อกันมาทางสายเลือด เรียกว่า ปอบสายเลือด เกิดจากการเรียนวิชาอาคมที่ผิดพลาดของบรรพบุรุษ เมื่อเกิดแล้วทางสายของผู้เป็นปอบจะต้องเลี้ยงดู ดูแลเป็นอย่างดี ไม่เช่นนั้นจะไปทำความเดือดร้อนให้ผู้อื่น แล้วผมก็เล่าเรื่องต่างๆที่ผมได้ช่วยเหลือขจัดทุกข์ให้กับชาวบ้านในสถานการณ์ต่างๆ ในที่สุดท่านอาจารย์ก็ได้มอบมีดหมอให้ผมไว้ 1 เล่ม ผมยังเก็บไว้ในขันครูจนถึงปัจจุบันนี้ ยังไม่เคยใช้งานเลย
ช่วงหลังๆ ไม่ค่อยพบเห็นปอบเข้าสิงคน พบแต่ผีตายโหงเข้าสิงคน 2-3 ราย เกิดขึ้นในตัวเมืองด้วย ชาวบ้านเขาก็รู้รีบมาบอกให้ผมไปจัดการให้ ส่วนใหญ่ต้องการมาสั่งเสียเพราะห่วงลูกหลาน จึงถือว่าไม่เป็นภัย ไม่เหมือนปอบบางตัว
ผมเล่าให้ท่านอาจารย์ฟัง เพื่อหวังความรู้เพิ่มเติมจากอาจารย์ครับ จะได้เป็นวิทยาทาน
อาจารย์เก
ไหว้สาท่านอาจารย์เก ที่เคารพครับ...
เรื่องผีก้ะมันมีหลายกระแส แต่ที่เขาเอามาเกี่ยวข้องกับการเมืองมันเป็นเรื่องของพวกวิชาการลากเข้าหาความ ในชีวิตจริงผู้คนพบกับปรากฏการณ์แปลกๆอยู่มากเกี่ยวกับผีก้ะ
อยากให้พวกเราศึกษาเรื่องผมหอมเพราะมันเป็นสื่อหรือสายอากาศให้พลังงานในธรรมชาติเข้าสู่ตัวคนคล้านกับสายอากาศวิทยุ โทรทัศน์เป็นสื่อให้คลื่นเสียง ภาพเข้าสู่วิทยุ หรือโทรทัศน์อะไรอย่างนั้นๆเอง..
เรื่องมีดหมอคนล้านนาเขานิยมเอาสิ่งที่ถูกฟ้าผ่าเช่น เขาควาย วัว สัตว์ หรือต้นไม้ที่ถูกฟ้าผ่ามาทำมีดหมอ เพราะวามันมีพลังงานไฟฟ้าธรรมชาติประจุอยู่ มีพลังงานแก้อาถรรพ์ แก้พลังงานจิตวิญญาณร้ายหรือเหล็กน้ำพี้ที่มีแร่ธาตุพิเศษเขาจะเอามาทำมีดหมอแก้อาถรรพ์ได้ดีนักครับ
ที่จริงมันเป็นพลังงานในธรรมชาตินี้เองเพียงแต่เราไม่สามารถจะนำมาใช้ได้เท่านั้นเหมือนกำลังภายในตอนที่ไฟไหม้ตกใจยกของหนักๆนับเป็นร้อยๆกิโลหนีไฟ แต่ไฟหยุด เราไม่สามารถยกของนั้นกลับเข้าที่ได้ ต้องใช้คนนับสิบคนยกกลับคืนเป็นต้น..
ขอไหว้สาลาไปก่อนเน้อครับ....
จากลุงหนาน...พรหมมา
รู้สึกว่าฝันเห็นหมาดำไล่ ทามงัยดี
แม่ของหนูก็พูดอยู่บ่อยๆว่า"หนูน่าจะเป็นผีก้ะ"หนูเลยมาศึกษาดู
เราเป็นคนหนึ่งที่สัมผัสเรื่องผีก้ะมาแล้ว เนื่องจากมาฝังที่ปู่เรา ซึ่งไม่อยากให้เกิดขึ้นเลยเพราะเมื่อโดนฝังร่างแล้วนั้นปู่เราจะไม่สบาย ลุกไม่ได้เลย ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ออก แต่ออกยากมากเลยค่ะ คือบางครั้งร้องไห้ออกมาเลยเพราะสงสารปู่ ไม่รู้จะทำยังไงให้หายขาดค่ะมีวิธีที่ทำให้ไม่ต้องมาสิงร่างเลยตลอดไปได้มั้ยคะ
แล้วผีกะกลัวอะไรบ้าง ถ้าครอบครัวไหนไม่ได้สืบทอดก็ไม่ต้องเซ่นไหว้ใช่มั้